ป้ายกำกับ: สรรพคุณ

สมุนไพรกากหมากตาฤาษี

No Comments
สมุนไพรกากหมากตาฤาษี

สมุนไพรกากหมากตาฤาษี

สมุนไพรกากหมากตาฤาษี

สมุนไพรกากหมากตาฤาษี ชื่อวิทยาศาสตร์ Balanophora fungosa J.R.Forst. & G.Forst. จัดอยู่ในวงศ์ขนุนดิน (BALANOPHORACEAE)

มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า เห็ดหิน (เลย), ว่านดอกดิน (สระบุรี), กากหมากตาฤาษี (ตราด), บัวผุด (ชุมพร), ดอกกฤษณารากไม้ (ประจวบคีรีขันธ์), กกหมากพาสี (ภาคเหนือ), ขนุนดิน (ภาคกลาง) เป็นต้น

ลักษณะของกากหมากตาฤาษี
ต้นกากหมากตาฤาษี จัดเป็นพืชเบียน เกาะอาศัยแย่งอาหารจากรากพืชชนิดอื่น มีความสูงได้ประมาณ 10-25 เซนติเมตร ลำต้นอยู่รวมกันเป็นก้อนขนาดใหญ่อยู่ใต้ดิน โดยลำต้นจะมีอยู่หลายสี เช่น สีน้ำตาล สีแดง สีแดงปนน้ำตาล สีเหลือง หรือสีเหลืองปนส้ม[1] มีเขตการกระจายพันธุ์ในอินเดีย จีนตอนใต้ พม่า ภูมิภาคอินโดจีน มาเลเซีย และทวีปออสเตรเลีย ส่วนในประเทศไทยพบได้ทั่วทุกภาคของประเทศ โดยพบขึ้นในป่าดิบชื้นทั่วไป บนเขาสูง ที่ความสูง 500-2,000 เมตร จากระดับน้ำทะเล โดยมักเกาะเบียนพืชในวงศ์ LEGUMINOSAE และพืชในวงศ์ VITACEAE หรือ VITIDACEAE
ต้นขนุนดิน

ใบกากหมากตาฤาษี ใบเป็นใบเดี่ยว เรียบเวียนรอบลำต้น ใบมีขนาดเล็ก มีประมาณ 10-20 ใบ ใบเป็นสีเหลืองอมส้ม สีเหลืองอมแดง หรือสีน้ำตาล ปลายใบแหลม มีขนาดกว้างมากที่สุดประมาณ 2 เซนติเมตร และยาวประมาณ 3 เซนติเมตร

ดอกกากหมากตาฤาษี ออกดอกเป็นช่อ ดอกเป็นสีแดงอมน้ำตาล มีกลิ่นหอมเอียน ดอกเป็นแบบแยกเพศอยู่คนละต้น ช่อแก่จะชูก้านขึ้นพ้นผิวดินเป็นกลุ่มหรือเป็นกระจุก กลุ่มหนึ่งอาจมีดอกถึง 10 ดอก โดยช่อดอกเพศผู้มีลักษณะเป็นรูปไข่แกมรี มีขนาดกว้างประมาณ 2-6 เซนติเมตร และยาวประมาณ 4-15 เซนติเมตร ส่วนก้านดอกยาวประมาณ 0.7-1 เซนติเมตร กาบรองดอกเป็นรูปเหลี่ยมหรือมน ยาวประมาณ 5 มิลลิเมตร ดอกมีจำนวนมาก กลีบดอกมีประมาณ 4-5 กลีบ สีเหลืองอมเขียวอ่อน มีขนาดเล็กมาก ดอกเรียงชิดกัน ไม่เบี้ยว กลีบดอกมีขนาดเท่ากัน มีเกสรเพศผู้ 4-5 อัน เชื่อมติดกันเป็นก้อนแบนแคบ ๆ ยาวได้ประมาณ 2.5-5 มิลลิเมตร ตุ่มเกสรเป็นรูปเกือกม้า

ส่วนช่อดอกเพศเมียจะเป็นสีน้ำตาลอมแดง ลักษณะค่อนข้างกลมหรือรี มีขนาดประมาณ 2-10 เซนติเมตร ดอกเล็กละเอียดจำนวนมากอยู่ชิดกันแน่น ออกดอกในช่วงประมาณเดือนกันยายนถึงเดือนกุมภาพันธ์ พบออกดอกนอกฤดูกาลบ้าง แต่ก็ไม่บ่อยนัก
ขนุนดินเพศเมีย

สรรพคุณของกากหมากตาฤาษี
ทั้งต้นกากหมากตาฤาษี มีรสฝาด แพทย์ตามชนบทจะเอาผลตากแห้ง นำมาฝนกับน้ำฝนบนฝาละมีหม้อดิน ใช้เป็นยาแก้หูเป็นน้ำหนวก แก้แผลเน่าเรื้อรังเป็นอย่างดี (ต้น)
ชาวบ้านในแถบตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง จะนำหัวของกากหมากตาฤาษี ไปผสมกับสมุนไพรอื่น ๆ ทำเป็นยาแก้หอบหืดมานมนาน ซึ่งว่านับเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่น่าทึ่ง เพราะมีรายงานทางด้านการแพทย์ว่า ลำต้นที่มีลักษณะเป็นหัวที่ฝังอยู่ใต้ดินนำมาสกัดได้สารโคนิเฟอริน (coniferin) สามารถใช้ทำยาแก้โรคหอบหืดได้ (ต้น)

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com

สมุนไพรกัญชง

No Comments
สมุนไพรกัญชง

สมุนไพรกัญชง

สมุนไพรกัญชง

สมุนไพรกัญชง

กัญชง ชื่อสามัญ Hemp (เฮมพ์)  กัญชง ชื่อวิทยาศาสตร์ Cannabis sativa L. subsp. Sativa จัดอยู่ในวงศ์กัญชา (CANNABACEAE)

ลักษณะของกัญชง
ต้นกัญชง จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุกที่มีอายุเพียงปีเดียว ลำต้นเป็นสีเขียวตั้งตรง มีความสูงได้ประมาณ 1-6 เมตร มีลักษณะอวบน้ำเมื่อเป็นต้นกล้า และจะเริ่มมีการสร้างเนื้อไม้เมื่ออายุได้ประมาณ 2-3 สัปดาห์ การเจริญเติบโตของต้นจะช้าในช่วง 6 สัปดาห์แรก หลังจากนั้นจะเพิ่มความสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนมีความสูงโดยเฉลี่ยประมาณ 3 เมตร มีรากเป็นระบบรากแก้วและมีรากแขนงเป็นจำนวนมาก การปลูกต้นกัญชงจะปลูกด้วยการใช้เมล็ด ซึ่งใช้เวลางอกประมาณ 8-14 วัน และสามารถเก็บเกี่ยวได้เมื่อต้นอายุ 3-4 เดือน กัญชงเป็นพืชที่มีแหล่งกำเนิดในเอเชียกลางและแพร่กระจายไปสู่เอเชียตะวันออก อินเดีย และในทวีปยุโรป

ใบกัญชง ใบเป็นใบเดี่ยว ลักษณะของใบเป็นรูปฝ่ามือ แผ่นใบแก่แยกเป็นแฉกประมาณ 7-9 แฉก การเรียงตัวของใบค่อนข้างห่าง ขอบใบจักเป็นฟันเลื่อยและเว้าลึกจนถึงโคนใบ ปลายใบสอบและเรียวแหลม ก้านใบยาวประมาณ 2-7 เซนติเมตร เมื่อมีการสร้างดอกจำนวนแฉกของใบจะลดลงตามลำดับ  ดอกกัญชง ออกดอกเป็นช่อตามซอกใบและปลายยอด ดอกมีขนาดเล็กสีขาว มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2-4 มิลลิเมตร ดอกเป็นแบบแยกเพศและอยู่ต่างต้นกัน (บางชนิดอยู่ต้นเดียวกัน แต่ที่พบปลูกในบ้านเราคือชนิดที่อยู่ต่างต้นกัน) โดยช่อดอกเพศผู้จะเป็นแบบ panicle ประกอบไปด้วยกลีบเลี้ยง 5 กลีบ แยกจากกันเป็นอิสระ มีสีเขียวอมเหลือง มีเกสรเพศผู้ 5 อัน มีระยะเวลาการบานประมาณ 2 เดือน (ภาพบน) ส่วนดอกเพศเมียจะเกิดตามซอกใบและปลายยอด ในบริเวณช่อดอกจะอัดกันแน่น ช่อดอกจะเป็นแบบ spike ประกอบไปด้วยกลีบเลี้ยงสีเขียวเข้มหุ้มรังไข่ไว้ ภายใน stigma 2 อัน สีน้ำตาลแดง อายุของดอกค่อนข้างสั้นประมาณ 3-4 สัปดาห์ก็จะ

ผลกัญชง ผลเป็นเมล็ดแห้งสีเทา ลักษณะเป็นรูปไข่ ผิวเรียบเป็นมันและมีลายประสีน้ำตาล เมื่อแห้งจะเป็นสีเทา มีขนาดกว้างเฉลี่ยประมาณ 4.47 มิลลิเมตร ยาวประมาณ 5.11 มิลลิเมตร และมีความหนาเฉลี่ยประมาณ 3.75 มิลลิเมตร ภายในเมล็ดมีอาหารสะสมจำพวกแป้งและไขมันอัดกันแน่น โดยมีน้ำมันถึง 29-34%, มีไขมันชนิดไม่อิ่มตัวสูง ประกอบไปด้วย linoleic acid 54-60%, linolenic acid 15-20%, oleic acid 11-13%
กัญชง กับ กัญชา
มีหลายคนมักเข้าใจผิดคิดว่า ต้นกัญชงก็คือกัญชา แต่แท้จริงแล้วต้นกัญชงแค่มีลักษณะคล้ายคลึงกับต้นกัญชาในด้านลักษณะทางพฤกษศาสตร์เท่านั้น ไม่ใช่พืชที่เป็นสารเสพติดเหมือนกัญชา เพียงแต่ต้นกัญชงเป็นพืชที่นิยมนำมาแปรรูปทำเป็นผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับการถักทอ

กัญชง และ กัญชา เป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดมาจากพืชชนิดเดียวกัน โดยมีถิ่นกำเนิดในเขตอบอุ่น ทางตอนใต้ของแคว้นไซบีเรีย ประเทศเปอร์เซีย แคว้นแคชเมียร์ของประเทศอินเดีย และในทางตอนเหนือของประเทศจีน จนได้สายพันธุ์ที่มีความแตกต่างไปจากสายพันธุ์เดิมแล้วเกิดเป็นพืชที่เรียกว่า “กัญชง”

โดยต้นกัญชง (Hemp ชื่อวิทยาศาสตร์ Cannnabis sativa L. Subsp. sativa) จะมีลำต้นสูงมากกว่า 2 เมตร ปล้องหรือข้อยาว แตกกิ่งก้านน้อยและแตกกิ่งไปในทิศทางเดียวกัน เปลือกเหนียวลอกง่าย ให้เส้นใยยาวคุณภาพสูง แผ่นใบเป็นสีเขียวอมเหลือง ใบมีแฉกประมาณ 7-9 แฉก การเรียงตัวของใบค่อนข้างห่าง เมื่อออกดอกจะมียางที่ช่อดอกไม่มาก เมล็ดมีขนาดใหญ่และเป็นลายบ้าง ผิวเมล็ดหยาบด้าน ใบเมื่อนำมาสูบจะมีกลิ่นหอมน้อย ทำให้ผู้เสพปวดหัว มีสาร tetrahydrocannabinol (THC) น้อยกว่า 0.3% การปลูกระยะห่างระหว่างต้นจะแคบ เพราะปลูกเพื่อต้องการเส้นใยเพียงอย่างเดียว

ในขณะที่ต้นกัญชา (Marijuana ชื่อวิทยาศาสตร์ Cannabis sativa L. Subsp. indica (Lam.) E. Small & Cronquist) จะมีความสูงไม่ถึง 2 เมตร ปล้องหรือข้อสั้น แตกกิ่งก้านมากและแตกกิ่งเป็นแบบสลับ เปลือกไม่เหนียว ลอกได้ยาก ให้เส้นใยสั้นมีคุณภาพต่ำ แผ่นใบเป็นสีเขียวถึงเขียวจัด ใบมีประมาณ 5-7 แฉก การเรียงตัวของใบจะชิดกัน เมื่อออกดอกจะมียางที่ช่อดอกมาก เมล็ดมีขนาดเล็ก ผิวเมล็ดมันวาว ใบเมื่อนำมาสูบจะมีกลิ่นหอมคล้ายหญ้าแห้ง มีสาร (tetrahydrocannabinol (THC) ประมาณ 1-10% การปลูกระยะห่างระหว่างต้นจะกว้าง เพราะปลูกเพื่อต้องการใบ

สรรพคุณของกัญชง

ใบมีสรรพคุณเป็นยาบำรุงโลหิต (ใบ)
ช่วยทำให้รู้สึกผ่อนคลาย สดชื่น ช่วยให้นอนหลับสบาย ช่วยรักษาอาการวิงเวียนศีรษะ ปวดศีรษะหรือไมเกรน และช่วยแก้กระหาย (ใบ)
ใช้รักษาโรคท้องร่วง โรคบิด (ใบ)
ภูมิปัญญาของชาวม้งจะใช้เมล็ดสดเป็นยาสลายนิ่ว โดยนำมาเคี้ยวสด ๆ (เมล็ด)
ช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวด คลายกล้ามเนื้อ รักษาโรคเกาต์ (ใบ)

ประโยชน์ของกัญชง
เปลือกจากลำต้นให้เส้นใยเพื่อนำไปใช้ทำเป็นเส้นด้ายและเชือก ใช้สำหรับการทอผ้า ทำเครื่องนุ่งห่ม ฯลฯนอกจากนี้ยังใช้ในพิธีกรรมต่าง ๆ และใช้เป็นรองเท้าของคนตายเพื่อเดินทางไปสู่สวรรค์ ใช้ทำเป็นด้ายสายสิญจน์ในพิธีกรรมต่าง ๆ และใช้ในพิธีอัวเน้งหรือพิธีเข้าทรง ซึ่งเป็นงานประเพณีสำคัญของชาวม้ง เส้นใยจากต้นกัญชงนั้นมีความผูกพันกับวิถีชีวิตของคนม้ง
เนื้อของลำต้นที่ลอกเปลือกออกแล้วสามารถนำมาผลิตเป็นกระดาษได้
แกนของต้นกัญชงจะมีคุณสมบัติในการดูดซับกลิ่น น้ำ หรือน้ำมันได้ดี ในต่างประเทศนิยมนำไปผลิตเป็นพลังงานชีวมวลในรูปแบบต่าง ๆ เช่น ถ่านไม้, Alcohol, Ethanol, Methanol นอกจากนี้ แกนกัญชงยังถูกนำไปผลิตเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อการตกแต่งอาคารและเฟอร์นิเจอร์อีกด้วย
เมล็ดใช้เป็นอาหารของคนและนก เมล็ดกัญชงที่เก็บได้สามารถนำมาสกัดเอาน้ำมันมาใช้ในการปรุงอาหารได้ ซึ่งจากการศึกษาก็พบว่า ในน้ำมันจากเมล็ดนั้นมีโอเมก้า3 สูงมาก นอกจากนี้ยังมีโอเมก้า 6, โอเมก้า 9, linoleic acid, alpha- และ gamma-linolenic acid และสารในกลุ่มวิตามิน เช่น วิตามินอี ซึ่งเมื่อบริโภคแล้วจะมีประโยชน์ต่อการป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด และช่วยลดการเกิดโรคมะเร็งในร่างกายได้อีกด้วย
น้ำมันจากเมล็ดสามารถไปผลิตเป็นน้ำมันซักแห้ง ทำสบู่ เครื่องสำอาง ครีมกันแดด แชมพู สบู่ โลชั่นบำรุงผิว ลิปสติก ลิปบาล์ม แผ่นมาส์กหน้า หรือแม้กระทั่งเป็นน้ำมันเชื้อเพลิง และถูกพัฒนาเป็นตำรับครีมน้ำมันกัญชงที่ให้ความชุ่มชื้นและช่วยบำรุงผิวแห้งเพื่อรักษาโรคผิวแห้งคันและสะเก็ดเงินที่ได้ผลเป็นอย่างดี
เมล็ดนอกจากจะให้น้ำมันแล้ว ยังพบว่ามีโปรตีนสูงมากอีกด้วย โดยสามารถนำมาใช้ในการทำผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ได้มากมาย เช่น เนย ชีส เต้าหู้ โปรตีนเกษตร นม ไอศกรีม น้ำมันสลัด อาหารว่าง อาหารเสริม ฯลฯ หรือผลิตเป็นแป้งทดแทนถั่วเหลืองได้เป็นอย่างดี ซึ่งในอนาคตอาจใช้เป็นทางเลือกในการบริโภคแทนถั่วเหลืองซึ่งเป็นพืช GMOs ก็เป็นได้
ในส่วนของใบก็สามารถนำไปใช้ทำประโยชน์ได้หลายอย่าง ตั้งแต่เป็นอาหาร ยารักษาโรค เครื่องสำอาง รวมไปถึงการนำใบมาเป็นชาเพื่อสุขภาพ, นำมาเป็นผงผสมกับสารอาหารอื่น ๆ เพื่อผลิตเป็นอาหารเสริม, ผลิตเป็นอาหารโดยตรงอย่างเส้นพาสต้า คุกกี้ หรือขนมปัง, ใช้ทำเบียร์, ไวน์, ซ้อสจิ้มอาหาร ฯลฯและยังใช้ประโยชน์โดยนำมาสกัดเป็นน้ำมันหอมระเหยเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง ที่มีคุณสมบัติช่วยดูแลผิวพรรณ ทำให้ผิวชุ่มชื้น เหมาะกับผิวแพ้ง่าย ผิวบอบบาง
ในประเทศญี่ปุ่นมีการปลูกต้นกัญชงเพื่อกำจัดกัมมันตภาพรังสีให้สลายตัวที่จังหวัด Fugushima และสารกัมมันตภาพรังสีรั่วจากโรงงานไฟฟ้านิวเคลียที่ระเบิดจากสึนามิ ซึมลงดินจนไม่สามารถทำการเกษตรได้
กัญชงจัดเป็นเส้นใยมงคลที่ชาวญี่ปุ่นนิยมนำมาตัดกิโมโน เพราะเป็นผ้าที่มีความทนทานนับร้อยปี
สินค้าแปรรูปจากกัญชง

ประโยชน์ของเส้นใยกัญชง
กัญชงให้ผลผลิตมากกว่าปลูกฝ้าย มีคุณภาพมากกว่า และใช้แรงงานในการปลูกน้อยกว่า เพราะไม่ต้องพรวนดินหรือให้ปุ๋ย ไม่ต้องใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช ซึ่งเป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม การเก็บต้นกัญชงมาใช้ประโยชน์ในการผลิตเส้นใยนั้นจะเก็บในระยะที่ต้นเจริญเติบโตเต็มที่แต่ยังไม่ออกดอก แปลงส่วนที่เหลือจะปล่อยไว้ให้ออกดอกและเมล็ดเพื่อใช้ในการทำพันธุ์ต่อไป และเนื่องจากเป็นพืชอายุสั้น จึงสามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี โดยปลูกทีละน้อยเพื่อเก็บรวบรวมไว้ทำเส้นใยทอเป็นผ้า และกว่าจะนำเส้นใยมาทอได้นั้นก็ต้องผ่านกระบวนการหลายขั้นตอน เริ่มตั้งแต่การตัดต้นกัญชงมาตากแห้ง แล้วนำมาลอกเปลือกออกจากต้นช่วงที่มีอากาศชื้นหรือหน้าฝน เพราะจะช่วยทำให้การลอกเปลือกเป็นไปอย่างมีคุณภาพไม่ขาดตอน จากนั้นก็นำมาต่อให้ยาวแล้วปั่นและม้วนให้เป็นเส้นก่อนนำไปต้มในน้ำเดือดที่ผสมกับขี้เถ้า เพื่อช่วยให้เส้นใยนุ่มและเหนียว จากนั้นก็นำไปซักในน้ำเปล่า ก็จะได้เส้นด้ายที่มีความเหนียวทนทาน

เส้นใยกัญชงนั้นจัดว่าเป็นเส้นใยที่มีคุณภาพสูงมาก เพราะมีคุณสมบัติที่แข็งแรงกว่าผ้าฝ้าย สามารถดูดซับความชื้นได้ดีกว่าไนลอน และให้ความอบอุ่นยิ่งกว่าลินิน จึงเหมาะนำมาใช้ทำเป็นเครื่องนุ่งห่มเป็นอย่างมาก เพราะเมื่อสวมในช่วงอากาศร้อนจะให้ความเย็นสบาย ถ้าสวมใส่ในหน้าหนาวจะให้ความอบอุ่น เพราะช่วยดูดความร้อน ดูดกลิ่น และสารพิษจากร่างกายที่ขับออกมาในรูปของเหงื่อได้ดี อีกทั้งผ้าที่ได้ก็บางเบาสวมใส่ได้สบาย ไม่ระคายผิว ให้สัมผัสอ่อนนุ่ม มีความยืดหยุ่นดี ทนทานต่อการซัก ยิ่งซักยิ่งนุ่ม ไม่มีกลิ่นอับชื้นและไม่ขึ้นราแม้อยู่ในที่อับชื้น งานวิจัยของสถาบันฟิสิกส์และวิทยาศาสตร์แห่งชาติ ประเทศจีน พบว่า ผ้าที่ทอจากเส้นใยกัญชง แม้จะเป็นการทอด้วยเส้นใยกัญชงเพียงครึ่งหนึ่งก็สามารถช่วยป้องกันรังสี UV ได้สูงถึง 95% (ถ้าทอทั้งผืนจะป้องกันได้ 100%) ในขณะที่เสื้อผ้าที่ทอด้วยผ้าประเภทอื่นจะป้องกันรังสี UV ได้เพียง 30-50% เท่านั้น และเส้นใยกัญชงที่ทำให้แห้งสนิทจะมีคุณสมบัติเป็นฉนวนกันไฟฟ้า มีค่าความต้านทานไฟฟ้าที่น้อยที่สุดก็ยังอยู่ที่ 30% ซึ่งมากกว่าเส้นใยฝ้าย ส่วนการทดสอบผ้าที่ทอด้วยเส้นใยกัญชงในสภาพความร้อนสูงถึง 370 องศาเซลเซียส ก็พบว่าไม่ได้ทำให้คุณสมบัติด้านสีเปลี่ยนแปลงไปแต่อย่างใด ดังนั้นมันจึงเหมาะที่จะนำมาผลิตเป็นกระโจมพักแรม ชุดคลุมสำหรับผู้ปฏิบัติงานเฉพาะกิจ วัสดุตกแต่งภายใน และอื่น ๆ อีกมากมาย พร้อมกันนี้ภายในเส้นใยมีออกซิเจนขังอยู่ตามรูต่าง ๆ มากพอสมควร จึงทำให้แบคทีเรียประเภท Anaerobic Bacteria ไม่สามารถเติบโตได้ นอกจากนี้เส้นใยกัญชงยังมีส่วนประกอบของสารที่เอื้อประโยชน์กับสุขภาพ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ จะไม่มีโรคพืชหรือแมลงชนิดใดที่สามารถทำลายต้นกัญชงได้เลย เนื้อสด ๆ ที่ห่อด้วยผ้าทอจากเส้นใยกัญชงจะคงความสดและอยู่ได้นานมากกว่าเป็นสองเท่าของปกติ รองเท้าที่ทำจากเส้นใยกัญชง จะป้องกันเท้าของคุณจากโรคเหน็บชาและโรคผิวหนังที่เกิดจากเชื้อราได้ และยังช่วยป้องกันสัตว์พิษกัดต่อยได้เป็นอย่างดี, ไส้กรอกที่ไม่ได้ห่อหุ้มอย่างมิดชิดด้วยผ้ากัญชงมักจะเน่าเสียได้โดยง่าย, วัสดุสำหรับธนบัตรมักทำมาจากเส้นใยกัญชง ฯลฯ ผลิตภัณฑ์ที่ทอจากเส้นใยกัญชงจึงเป็น “สินค้าปกป้องสิ่งแวดล้อม” และเหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนยุคใหม่ที่รักษาและห่วงใยธรรมชาติอย่างแท้จริง โดยได้มีการทำนายไว้ว่า ในอนาคตเส้นใยจากธรรมชาติเหล่านี้จะเข้ามาทดแทนเส้นใยเคมีทั้งหมดในอนาคต เนื่องจากปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ส่วนประโยชน์อื่น ๆ ของเส้นใยกัญชงก็เช่น ใช้ฟั่นเป็นเชือก, ใช้ทำเสื้อเกราะกันกระสุน, ทำกระเป๋าหรือรองเท้า, เฟอร์นิเจอร์, ซีเมนต์, วัสดุบอร์ด, อุตสาหกรรมหนัก, ชิ้นส่วนเครื่องยนต์, ข้อต่อจักรยาน, วัสดุทดแทนไม้เนื้อแข็ง, ฉนวนกันความร้อน, วัสดุกันความชื้น, แม้พิมพ์, พรม ฯลฯ

 

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com

 …

สมุนไพรกะเจียน

No Comments
สมุนไพรกะเจียน

สมุนไพรกะเจียน

 

 

 

สมุนไพรกะเจียน

สมุนไพรกะเจียน กะเจียน ชื่อวิทยาศาสตร์ Polyalthia cerasoides (Roxb.) Bedd. จัดอยู่ในวงศ์กระดังงา (ANNONACEAE)

มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ค่าสามซีก (เชียงใหม่), เหลือง ไม้เหลือง (ลำปาง), จันทน์ดง ทรายเด่น (ขอนแก่น), ไชยเด่น (อุบลราชธานี), แคหาง (ราชบุรี), กะเจียน พญารากดำ (ชลบุรี), โมดดง (ระยอง), สะบันงาป่า (ภาคเหนือ), เสโพลส่า (ไทใหญ่-แม่ฮ่องสอน) เป็นต้น

ลักษณะของกะเจียน
ต้นกะเจียน จัดเป็นพรรณไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง ลำต้นเปลาตรง มีความสูงได้ประมาณ 5-15 เมตร เรือนยอดเป็นรูปกรวยคว่ำ กิ่งเกือบตั้งฉากกับลำต้น เปลือกต้นเรียบเป็นสีเทาหรือสีน้ำตาลอ่อน ตามกิ่งอ่อนมีขนนุ่ม ส่วนกิ่งแก่ผิวจะเรียบเกลี้ยง ลำต้นและกิ่งแก่มีช่องอากาศสีเหลืองอ่อนทั่วไป ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด เจริญเติบโตได้ในทุกสภาพดิน ขึ้นได้ดีในดินร่วนซุย ชอบแสงแดดจัด พรรณไม้ชนิดนี้มีเขตการกระจายพันธุ์ในอินเดีย พม่า และภูมิภาคอินโดจีน ส่วนในประเทศไทยพบขึ้นทั่วทุกภาคของประเทศ โดยมักพบขึ้นตามป่าดิบแล้งและป่าเบญจพรรณทั่วไป บนพื้นที่สูงจากระดับน้ำทะเลจนถึง 700 เมตร

ใบกะเจียน ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปรี ยาวรี หรือรูปหอกแกมรูปขอบขนาน และมักเบี้ยว ปลายใบเรียวแหลม โคนใบมนถึงเว้าเข้า มักเบี้ยว ส่วนขอบใบเรียบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 2-5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 8-16 เซนติเมตร แผ่นใบบาง หลังใบเกลี้ยงเป็นสีเขียวเข้ม ส่วนท้องใบมีขนนุ่มเป็นสีจางหรือขาวอมเทา เส้นแขนงใบมีข้างละ 8-15 เส้น เห็นได้ชัดทางด้านล่าง ก้านใบสั้นมากและมีขนสั้น ๆ ยาวได้ประมาณ 0.5 เซนติเมตร ส่วนใบอ่อนมีขนนุ่มทั่วไป และขนจะค่อย ๆ ร่วงไปเมื่อใบแก่ ยกเว้นตามเส้นใบและเส้นแขนงใบ

ดอกกะเจียน ออกดอกเดี่ยวหรือออกเป็นกระจุกไม่เกิน 3 ดอก โดยจะออกตามง่ามใบและเหนือรอยแผลใบตามกิ่ง ก้านดอกเรียวยาวประมาณ 2.5-3 เซนติเมตร เมื่อดอกบานเต็มที่จะมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2.5 เซนติเมตร โดยกลีบดอกจะเป็นสีเขียวอ่อนหรือสีเขียวอมเหลือง กลีบดอกมี 2 ชั้น เรียงสลับกัน ชั้นละ 3 กลีบ รวม 6 กลีบ ลักษณะเป็นรูปขอบขนานแกมรูปไข่ เนื้อหนา เกลี้ยงหรือเกือบเกลี้ยง กลีบดอกชั้นในจะใหญ่และยาวกว่ากลีบดอกชั้นนอกเล็กน้อย ส่วนกลีบเลี้ยงดอกจะบาง มีอยู่ 3 กลีบ ลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยมหน้าจั่วเล็ก ๆ ปลายแหลม มีขนนุ่มทั้งสองด้าน ก้านดอกยาวประมาณ 3 เซนติเมตร มีขนขึ้นประปราย ดอกมีเกสรเพศผู้จำนวนมากอยู่ชิดแน่นเป็นพุ่มกลม ออกดอกในช่วงประมาณเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนมีนาคม

ผลกะเจียน ผลเกิดเป็นช่อโปร่ง ออกผลเป็นกลุ่มหรือเป็นกระจุกอยู่บนแกนตุ้มกลม มีผลย่อยประมาณ 10-20 ผล ก้านผลย่อยเรียวเล็กยาวประมาณ 2.5 เซนติเมตร แต่ละผลมีลักษณะป้อมหรือเป็นรูปทรงกลมรี ผลมีขนาดโตประมาณ 0.5-0.8 เซนติเมตร และยาวประมาณ 0.7-1 เซนติเมตร ปลายผลเป็นติ่ง โคนก้านติดรวมอยู่บนปลายก้านช่อที่โตเป็นตุ้ม ผลอ่อนเป็นสีเขียว เมื่อแก่จัดจะเปลี่ยนเป็นสีแดง ภายในผลมีเมล็ด 1 เมล็ด ออกผลในช่วงประมาณเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายน

สรรพคุณของกะเจียน
เนื้อไม้มีรสขม ใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาบำรุงธาตุ ช่วยเจริญอาหาร (เนื้อไม้)
รากหรือเนื้อไม้ใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้กษัย (อาการป่วยที่เกิดจากหลายสาเหตุ ทำให้ร่างกายเสื่อมโทรม ซูบผอม ปวดเมื่อย โลหิตจาง) ไตพิการ (ราก)   i99bet

รากใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้ไข้ (ราก)
เนื้อไม้มีรสขม ใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้วัณโรคในลำไส้ วัณโรคในปอด (เนื้อไม้)
เนื้อไม้มีสรรพคุณเป็นยาแก้ปัสสาวะพิการ (เนื้อไม้)
รากใช้ต้มกับน้ำดื่มครั้งละ 1 ถ้วย วันละ 3 ครั้ง เป็นยาคุมกำเนิดในสตรี (ราก)
ตำรายาพื้นบ้านจะใช้รากกะเจียนนำมาต้มกับน้ำดื่มครั้งละ 1 ถ้วย วันละ 3 ครั้ง เป็นยาบำรุงกำหนัด เพิ่มพลังทางเพศ บำรุงกำลังสำหรับบุรุษ กินแล้วกระชุ่มกระชวย คลายเส้นเอ็น และช่วยปรับสภาพร่างกาย (ราก)
ใบสดมีรสเฝื่อนเย็น ใช้ตำพอกฝี แก้ปวด แก้อักเสบ (ใบ)
เนื้อไม้ใช้ฝนกับน้ำปูนใสทาเกลื่อนหัวฝี (เนื้อไม้)
เนื้อไม้ใช้ต้มดื่มเป็นยาแก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย แก้ปวดหลัง ปวดเอว (เนื้อไม้) หรือจะใช้รากนำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้ปวดเมื่อยตามร่างกายก็ได้เช่นกัน (ราก)
เปลือกใช้เข้ายาพื้นเมืองบางชนิด (เปลือก)
ประโยชน์ของกะเจียน
ผลสุกในส่วนของเนื้อหุ้มเมล็ดจะมีรสหวาน สามารถนำมารับประทานได้
เนื้อไม้มีสีขาวอมเหลือง นำมาใช้ทำด้ามเครื่องเกษตรกรรมทั่วไปได้ บ้างใช้ทำเครื่องจักสานและเครื่องมือใช้สอยต่าง ๆ

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com…

สมุนไพรกอมก้อห้วย

No Comments
สมุนไพรกอมก้อห้วย

สมุนไพรกอมก้อห้วย

สมุนไพรกอมก้อห้วย

สมุนไพรกอมก้อห้วย มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า สาบเสือ (สระบุรี), หญ้าฝรั่ง (ประจวบคีรีขันธ์) เป็นต้น
กอมก้อห้วย ชื่อวิทยาศาสตร์ Anisomeles indica (L.) Kuntze (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Epimeredi indicus (L.) Rothm.) จัดอยู่ในวงศ์กะเพรา (LAMIACEAE หรือ LABIATAE)

ลักษณะของกอมก้อห้วย
ต้นกอมก้อห้วย จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุกหรือไม้พุ่ม มีอายุหลายปี มีความสูงของต้นประมาณ 1-2 เมตร ลำต้นตั้งตรง แตกกิ่งก้าน ลำต้นและกิ่งก้านมีลักษณะเป็นสันเหลี่ยมและเป็นร่องตื้น ๆ มีขนสั้นนุ่มสีน้ำตาลขึ้นปกคลุมหนาแน่น มีเขตการกระจายพันธุ์ในจีน อินเดีย ภูมิภาคอินโดจีน มาเลเซีย พม่า และฟิลิปปินส์ ส่วนในประเทศไทยพบตามขอบชายป่า ตามที่รกร้าง ที่โล่งแจ้ง ที่ระดับความสูงจนถึง 2,400 เมตร

ใบกอมก้อห้วย ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงตรงข้าม ลักษณะของใบเป็นรูปไข่หรือรูปไข่แกมวงรี ปลายใบแหลมหรือเรียวแหลมสั้น โคนใบตัดถึงเป็นรูปลิ่มกว้าง ส่วนขอบใบหยักเป็นฟันเลื่อยแกมหยักโค้ง ใบมีขนาดกว้างประมาณ 2.5-6 เซนติเมตร และยาวประมาณ 4-9 เซนติเมตร แผ่นใบด้านบนมีขนหยาบ ส่วนด้านล่างมีขนสั้นนุ่ม ก้านใบยาวประมาณ 1-4.5 เซนติเมตร

ดอกกอมก้อห้วย ออกดอกเป็นช่อเชิงลด โดยจะออกเป็นกระจุกที่ซอกใบ ใบที่ออกดอกมีก้านสั้นถึงไม่มี ใบประดับยาวประมาณ 3-4 มิลลิเมตร กลีบเลี้ยงดอกเชื่อมติดกัน ปลายแยกเป็นแฉก 5 แฉก มีขน มีต่อมสีเหลือง มีขนครุย กลีบย่อยนั้นมีขนาดประมาณ 1.3 เซนติเมตร ด้านนอกเกลี้ยง โคนเชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายแยกออกเป็นกลีบ ด้านบนเป็นรูปขอบขนาน สีขาว ด้านล่างหยักเป็นพู 3 พู ส่วนตรงกลางแผ่กว้าง มีสีม่วงเข้ม ส่วนข้างเป็นรูปไข่สีขาว ดอกมีเกสรเพศผู้ 4 อัน เชื่อมติดกันสองกลุ่ม ขนาดยาวไม่เท่ากัน ยื่นพ้นหลอดกลีบดอก รังไข่เกลี้ยง

ผลกอมก้อห้วย ผลเป็นผลแห้งไม่แตก ลักษณะของผลเป็นรูปกระสวยหรือรูปเกือบกลม สีดำเป็นมัน มีขนาดประมาณ 1.5 มิลลิเมตร

สรรพคุณของกอมก้อห้วย
ต้นมีสรรพคุณเป็นยาบำรุงร่างกาย บำรุงธาตุ (ต้น)
ใบใช้ต้มกับน้ำกินเป็นยาบำรุงธาตุ แก้รูมาติซึม (ใบ)
ใช้เป็นยาแก้ไข้ (ต้น)
ใบใช้ชงกับน้ำกินเป็นยาขับเหงื่อ (ใบ)
ต้นใช้เป็นยาขับลม ขับปัสสาวะ (ต้น)
ตำรายาพื้นบ้านล้านนาจะใช้ใบกอมก้อห้วย นำมาเคี้ยวพ่นลงบนบริเวณที่ถูกแมลงสัตว์กัดต่อย (ใบ)  i99bet

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com…

สมุนไพรกรุงเขมา

No Comments
สมุนไพรกรุงเขมา

สมุนไพรกรุงเขมา

สมุนไพรกรุงเขมา

สมุนไพรกรุงเขมา (อ่านว่า กรุง-ขะ-เหมา) มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า เปล้าเลือด (แม่ฮ่องสอน), หมอน้อย (อุบลราชธานี), สีฟัน (เพชรบุรี), กรุงเขมา (นครศรีธรรมราช), เครือหมาน้อย (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ), ก้นปิด (ภาคตะวันตกเฉียงใต้), กรุงเขมา ขงเขมา พระพาย (ภาคกลาง), อะกามินเยาะ (มลายู-นราธิวาส), ยาฮูรู้ ซีเซิงเถิง อย่าหงหลง (จีนกลาง), วุ้นหมอน้อย, หมาน้อย เป็นต้น

กรุงเขมา ชื่อสามัญ Icevine, Pareira barva

กรุงเขมา ชื่อวิทยาศาสตร์ Cissampelos pareira L. (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Cissampelos poilanei Gagnep., Cissampelos pareira var. hirsuta (Buch.-Ham. ex DC.) Forman) จัดอยู่ในวงศ์บอระเพ็ด (MENISPERMACEAE)

ลักษณะของกรุงเขมา
ต้นกรุงเขมา หรือ เครือหมาน้อย จัดเป็นพรรณไม้เถาเลื้อยขนาดกลางเนื้อแข็ง ไม่มีมือเกาะ เลื้อยพาดพันตามต้นไม้อื่น ๆ ยาวได้ประมาณ 1 เมตร มีรากสะสมอาหารใต้ดิน มีขนนุ่มสั้นขึ้นปกคลุมหนาแน่นตามเถา กิ่ง ช่อดอก และใบ ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ดหรือเหง้า ชอบดินร่วนปนทราย มีเขตการกระจายพันธุ์ในอินเดีย มาเลเซีย อินโดนีเซีย แอฟริกา และอเมริกา ในประเทศไทยพบขึ้นทางภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงใต้ ภาคกลาง และภาคตะวันตกเฉียงใต้ พบขึ้นในป่าดิบ ป่าผลัดใบ และป่าไผ่ ตามริมแม่น้ำลำธาร ตั้งแต่พื้นที่ระดับน้ำทะเลจนถึงความสูงประมาณ 1,100 เมตร ออกดอกในช่วงเดือนมีนาคมถึงเดือนธันวาคม

ใบกรุงเขมา ใบเป็นใบเดี่ยว มีหลายลักษณะ เช่น รูปหัวใจ รูปไต รูปกลม หรือรูปไข่กว้าง ออกแบบสลับ ก้นใบปิด ใบมีขนาดกว้างประมาณ 4.5-12 เซนติเมตร และยาวประมาณ 4.5-11 เซนติเมตร ปลายใบส่วนมากมนหรือเรียวแหลมหรือเป็นติ่งหนาม โคนใบกลมตัด หรือเป็นรูปหัวใจ ส่วนขอบใบเรียบ แผ่นใบบางคล้ายกระดาษ มีขนนุ่มสั้นกระจายทั้งหลังใบและท้องใบ เส้นใบออกจากโคนใบเป็นรูปฝ่ามือ ก้านใบยาวประมาณ 2-9 เซนติเมตร มีขนนุ่มสั้นหรือเกือบเกลี้ยงติดอยู่ที่โคนใบห่างจากขอบใบขึ้นมาประมาณ 0.1-1.8 เซนติเมตร ใบอ่อนจะมีขนอ่อนนุ่มขึ้นปกคลุมทั้งสองด้านและตามขอบใบ แต่ขนจะร่วงไปเมื่อใบแก่

ดอกกรุงเขมา ออกดอกเป็นช่อกระจุกสีขาว ดอกมีขนาดเล็กประมาณ 0.2-0.5 มิลลิเมตร ดอกเป็นแบบแยกเพศและอยู่ต่างต้นกัน ออกเรียงแบบช่อเชิงหลั่นมีขนาดเล็ก แต่ละช่อกระจุกจะมีก้านช่อดอกยาวประมาณ 2-4 เซนติเมตร มีขนสั้นนุ่ม ออกเป็นกระจุกเดี่ยว ๆ หรือ 2-3 กระจุกในหนึ่งช่อ โดยช่อดอกเพศผู้จะออกตามง่ามใบ ก้านช่อกระจุกแตกแขนง ยืดยาว ประกอบด้วยกระจุกดอกอยู่ตามง่ามใบประดับ ใบประดับมีลักษณะกลมและขยายใหญ่ขึ้น ดอกเพศผู้เป็นสีเขียวหรือสีเหลือง ก้านดอกย่อยยาวประมาณ 1-2 มิลลิเมตร มีกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นรูปถ้วย ยาวประมาณ 0.5 มิลลิเมตร ด้านนอกมีขนขึ้นประปราย และมีกลีบเลี้ยง 4 กลีบ ลักษณะเป็นรูปไข่กลับ ยาวประมาณ 1.25-1.5 มิลลิเมตร ด้านนอกมีขนยาวห่าง มีเกสรเพศผู้เชื่อมติดกัน อับเรณูยาวประมาณ 0.75 มิลลิเมตร ส่วนช่อดอกเพศเมียนั้นจะเป็นช่อคล้ายช่อกระจุกแยกแขนง ทรงแคบ ยาวได้ถึง 18 เซนติเมตร โดยจะประกอบไปด้วยช่อดอกที่เป็นกระจุกติดแบบคล้ายเป็นช่อกระจะ แต่ละกระจุกจะอยู่ในง่ามของใบประดับ ใบประดับมีลักษณะกลม เมื่อขยายใหญ่ขึ้นจะยาวได้ถึง 1.5 เซนติเมตร มีขนขึ้นประปรายหรือมีขนยาวนุ่ม ก้านดอกย่อยของดอกเพศเมียจะยาวประมาณ 1-1.5 มิลลิเมตร กลีบดอกมี 1 กลีบ ลักษณะเป็นรูปไข่กลับกว้าง โคนสอบ ยาวประมาณ 0.75 มิลลิเมตร และมีกลีบเลี้ยง 1 กลีบ ลักษณะเป็นรูปไข่กลับกว้าง ยาวประมาณ 1.5 มิลลิเมตร ไม่มีเกสรเพศผู้ปลอม เกสรเพศเมียมี 1 อัน ขนาดประมาณ 0.5 มิลลิเมตร มีขนยาวห่าง ก้านเกสรเพศเมียเกลี้ยง และยอดเกสรเพศเมียจะแยกเป็น 3 พู กางออก

ผลกรุงเขมา ผลเป็นผลสด มีก้านอวบใหญ่ ขนาดประมาณ 1 เซนติเมตร ผลมีลักษณะเป็นรูปทรงกลมรีอยู่ตอนปลาย ผลเป็นสีส้ม เมื่อสุกจะเปลี่ยนเป็นสีแดงหรือสีน้ำตาลแดง ภายในผลมีเมล็ดลักษณะโค้งงอรูปพระจันทร์ครึ่งซีกหรือรูปเกือกม้า ผิวเมล็ดขรุขระ มีรอยแผลเป็นของก้านเกสรเพศเมียติดอยู่ด้านข้าง มีขนสั้นนุ่ม ผนังผลชั้นในเป็นรูปไข่กลับ ยาวประมาณ 5 มิลลิเมตร ด้านบนมีสันขวางประมาณ 9-11 สัน เรียงเป็น 2 แถว ชัดเจน

สรรพคุณของกรุงเขมา

ทั้งต้นกรุงเขมามีรสขม ชุ่มหวานเล็กน้อย เป็นยาอุ่น ใช้เป็นยาฟอกเลือด กระจายเลือด แก้เลือดกำเดา (ทั้งต้น) หรือใช้รากเป็นยาแก้โลหิต กำเดา (ราก)
เปลือกและแก่นเป็นยาบำรุงโลหิต (เปลือกและแก่น)ลำต้นใช้เป็นยาบำรุงโลหิตสตรี (ลำต้น)
เนื้อไม้ใช้เป็นยารักษาโรคโลหิตจาง (เนื้อไม้)
รากมีกลิ่นหอม รสสุขม ใช้เป็นยาอายุวัฒนะ เป็นยาเจริญอาหาร เป็นยาบำรุง (ราก)หมอยาไทยจะใช้รากนำมาทำให้เป็นผงละลายกับน้ำผึ้งกิน หรือขยี้กับน้ำ ดื่มเป็นยาอายุวัฒนะ รวมทั้งใช้รากเป็นส่วนประกอบในแป้งเหล้า โดยเชื่อว่าจะช่วยบำรุงร่างกาย (ราก)
ใช้เป็นยาสงบประสาท (ราก)
หมอยาไทยใหญ่จะใช้ทั้งต้นนำมาต้มกับน้ำกินเป็นยาลดความดันโลหิต ส่วนหมอยาพื้นบ้านบราซิลก็ใช้กรุงเขมาในสรรพคุณนี้เช่นกัน โดยใช้ราก ต้น เปลือก และใบนำมาต้มกิน เพื่อรักษาโรคความดันโลหิตสูง (ทั้งต้น)
รากใช้เป็นยาลดระดับน้ำตาลในเลือด (ราก)
ตำรายาไทยจะใช้เป็นยาแก้ไข้ (เปลือกและแก่น, ราก, ทั้งต้น)รากมีสรรพคุณเป็นยาแก้ไข้ เป็นยาลดไข้ แก้ไข้มาลาเรีย ไข้ออกตุ่ม และแก้อาการไอ เจ็บคอ ไอเจ็บหน้าอก เป็นยาขับเหงื่อ (ราก)ลำต้นใช้เป็นยาดับพิษไข้ทุกชนิด (ลำต้น)
ใช้เป็นยาแก้ร้อนใน (ใบ, ส่วนเหนือดิน)
ยาจีนจะใช้ทั้งต้นเป็นยาแก้ลมชื้น หรือโรคหัวใจ (ทั้งต้น)
รากใช้เป็นยาแก้โรคตา (ราก) ส่วนลำต้นใช้เป็นยาพอกแก้ตาอักเสบ (ลำต้น)
ใบมีสรรพคุณเป็นยาแก้หืด (ใบ)
ใช้เป็นยาแก้ลม (ราก)
ใช้เป็นยาขับเสมหะ แก้เสมหะ (ราก)
ใช้เป็นยาบำรุงหัวใจ (ราก)
เนื้อไม้ใช้เป็นยารักษาโรคปอด (เนื้อไม้)
หมอยาไทยเลยจะใช้รากกรุงเขมานำมาต้มกินเป็นยารักษาระบบทางเดินอาหารในหลาย ๆ อาการ เช่น แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ, จุกท้อง, แก้ท้องบิด, ท้องเสีย, ท้องร่วง, ปวดท้อง, แก้เจ็บท้อง (อาการปวดเกร็งที่ท้อง), แก้กินผิด (อาการวิงเวียนศีรษะหลังกินอาหารบางชนิด), แก้ถ่ายเป็นเลือดบ้างว่าใช้เป็นยาระบาย ยาช่วยย่อย ยาถ่าย ใช้เคี้ยวแก้ปวดท้องและโรคบิด (ราก)
หมอยาพื้นบ้านในอเมริกาใต้จะใช้รากเป็นยาต้านอาการปวดเกร็งทั่วไป โรคลำไส้อักเสบ ใช้รักษาโรคลำไส้แปรปรวน (Irritable bowel syndrome – IBS) เป็นต้น
รากใช้เป็นยาขับปัสสาวะ ขัดเบา ระบายนิ่ว แก้กระเพาะปัสสาวะอักเสบ (ราก)
ใช้เป็นยาบำรุงอวัยวะเพศให้แข็งแรง ช่วยรักษาโรคหนองใน (ราก)
ชนเผ่า Creoles ใน Guyana จะแช่ใบ เปลือก ราก ในเหล้ารัมเพื่อเป็นยาบำรุงสมรรถภาพทางเพศ (ราก, เปลือก, ใบ)
หมอยาไทยพวนจะใช้รากฝนกินกับน้ำเป็นยาแก้ปวดประจำเดือน แก้ไข้ทับระดู ช่วยปรับสมดุลของประจำเดือนให้เป็นปกติทั้งอาการที่มีประจำเดือนมากหรือน้อย ซึ่งคล้ายกับการใช้ของหมอยาพื้นบ้านในประเทศในแถบอเมริกาใต้และอเมริกาเหนือ โดยหมอยาเหล่านั้นจะใช้ เถา ราก ใบ และเปลือกของกรุงเขมาเป็นยาระงับอาการปวดทั้งก่อนคลอดและหลังคลอดบุตร ใช้รักษาอาการตกเลือดหลังคลอด ช่วยแก้ปัญหาเกี่ยวกับระบบประจำเดือนของผู้หญิง เช่น อาการปวดประจำเดือน มีประจำเดือนมามากจนเกินไป อาการไม่สบายก่อนมีประจำเดือน (Premenstrual syndrome – PMS) รวมไปถึงสิวที่เกิดจากความผิดปกติของฮอร์โมน โดยมีความเชื่อว่าสมุนไพรชนิดนี้สามารถปรับสมดุลฮอร์โมนของเพศหญิงได้ (เถา, ราก, ใบ, เปลือก)
รากใช้เป็นยาขับระดู (ราก) ต้น เปลือกและแก่นใช้เป็นยาแก้ระดูพิการของสตรี (ต้น, เปลือกและแก่น)

หมอยาไทใหญ่จะใช้รากของกรุงเขมาหรือเครือหมาน้อยนำมาต้มกินไปเรื่อย ๆ แทนยาคุมกำเนิด (แต่ไม่แนะนำให้ใช้ เพราะในปัจจุบันมียาคุมกำเนิดที่ดีอยู่แล้ว) (ราก)
ใช้เป็นยาแก้ถุงน้ำดีรั่ว ดีล้น ดีซ่าน (ราก, ทั้งต้น)
ส่วนเหนือดินใช้เป็นยาแก้โรคตับ (ส่วนเหนือดิน)
ช่วยแก้อาการบวมน้ำ (ราก)
ใช้เป็นยาขับน้ำเหลืองเสีย (ราก)
รากและใบใช้เป็นยาพอกเฉพาะที่ แก้หิด โรคผิวหนัง (รากและใบ) หมอยาพื้นบ้านจะนำใบมาขยี้ให้เป็นวุ้นใช้เป็นยาพอกรักษาฝี แก้หิด แก้ผดผื่นคัน รวมทั้งจากแมลงสัตว์กัดต่อย อาการแสบร้อนตามผิวหนัง อาการอักเสบของผิวหนัง พอกแผล แก้แผลมะเร็ง ช่วยลดอาการบวมตามข้อ (ใบ)
พ่อหมอประกาศ ใจทัศน์ ที่บ้านน้อมเกล้า จังหวัดยโสธร จะใช้รากฝนกับน้ำมะพร้าวให้กินแทนน้ำไปเรื่อย ๆ เพื่อรักษาประดงไฟ ซึ่งมีลักษณะอาการออกร้อนตามตัว หรือที่ภาษาแพทย์เรียกว่า Burning sensation (ราก)
ใช้เป็นยาห้ามเลือด สมานแผล (ทั้งต้น) รากมีสรรพคุณเป็นยาสมาน (ราก)
ใช้เป็นยาแก้ปวด ในยาจีนใช้เป็นยาแก้ฟกช้ำดำเขียว แก้ปวดเอว ภายนอกใช้เป็นยาแก้ปวดบวม ฟกช้ำดำเขียว คล้ายกล้ามเนื้อ (ทั้งต้น)ส่วนหมอยาพื้นบ้านจะใช้รากเป็นยาแก้ปวดเมื่อยตามตัว แก้ปวดหลังปวดเอว แก้บวม โดยจะฝนกินหรือต้มกินก็ได้ จะใช้เดี่ยว ๆ หรือใช่ร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นก็ได้เช่นกัน ส่วนหมอยาพื้นบ้านชาวบราซิลจะใช้เป็นยาแก้ปวด แก้ไข้ (ราก) และหมอยาพื้นบ้านชาวอินเดียจะใช้การต้มใบและเถากินเป็นยาแก้ปวด (ใบและเถา)

ในอินเดียจะใช้กรุงเขมาเป็นยารักษาโรคธาตุอ่อน ทางเดินปัสสาวะ และกระเพาะปัสสาวะอักเสบ (ไม่ระบุส่วนที่ใช้)
ในตำราโอสถพระนารายณ์ กรุงเขมาจัดเป็นส่วนประกอบอย่างหนึ่งในตำรับยาสำหรับแก้เตโชธาตุพิการ ซึ่งประกอบไปด้วยโกฐสอ โกฐเขมา รากพิลังกาสา รากกรุงเขมา รากมะแว้งเครือ รากจิงจ้อใหญ่ ผลราชดัด ผลสรรพพิศม์ ผลสวาด ผลจันทน์เทศ จุกโรหินี มหาหิงคุ์ เทียนดำ และเทียนขาว อย่างละเท่ากัน นำมาทำเป็นจุลละลายกับน้ำนมโคหรือส้มมะงั่ว หรืออีกสูตรในตำรับยาแก้ลมอัมพาตหรือลมไม่เดิน ด้วยการใช้รากกรุงเขมา 2 ส่วน, รากพริกไทย 2 ส่วน, ดีงูเหลือง 1 ส่วน และพิมเสน 1 ส่วน นำมาทำให้เป็นจุลละลายน้ำผึ้งรวงกินพอควร (ชยันต์ และคณะ, 2542) หรือในตำรายาโรคนิทาน ก็พบว่ามีการใช้สมุนไพรกรุงเขมาเป็นส่วนประกอบในตำรับยารักษาโรคหลายโรค เช่น โรคหัวใจ โรคเลือด อาการไอ จุกเสียด แน่นท้อง ท้องร่วง ริดสีดวง แต่ส่วนใหญ่จะเป็นตำรับยาที่ประกอบไปด้วยสมุนไพรหลากหลายชนิด (เพ็ญนภา, …

สมุนไพรกระทุ่มนา พรรณไม้ต้นผลัดใบขนาดกลาง เป็นทรงพุ่มกลม

No Comments
สมุนไพรกระทุ่มน

สมุนไพรกระทุ่มนา

สมุนไพรกระทุ่มนา กระทุ่มนา ชื่อสามัญ Mitrayna Korth

กระทุ่มนา ชื่อวิทยาศาสตร์ Mitragyna diversifolia (Wall ex G.Don) Havil (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Mitragyna javanica Koord. & Valeton) จัดอยู่ในวงศ์เข็ม (RUBIACEAE) เช่นเดียวกับกระทุ่มบก

มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ถ่มพาย (เลย), โทมน้อย (เพชรบูรณ์), กระทุ่มดง (กาญจนบุรี), กาตูม (เขมร-จันทบุรี), ตำ (ส่วย-สุรินทร์), ท่อมนา (สุราษฎร์ธานี), ท่อมขี้หมู (สงขลา), กระท่อมขี้หมู ตุ้มแซะ ตุ้มน้อย ตุ้มน้ำ (ภาคเหนือ), กระทุ่มน้ำ (ภาคกลาง), กระทุ่มหมู, กว้าวตุ้ม, ตู้ม, แซะ เป็นต้น

 

ลักษณะของกระทุ่มนา
ต้นกระทุ่มนา จัดเป็นพรรณไม้ต้นผลัดใบขนาดกลาง เป็นทรงพุ่มกลม มีความสูงได้ประมาณ 8-15 เมตร แตกกิ่งแขนงต่ำ ลำต้นคดหรือเปลาตรง เปลือกลำต้นด้านนอกเป็นสีเทา หลุดออกเป็นแผ่นเล็ก ๆ มีรูระบายอากาศขนาดใหญ่ทั่วไป ทำให้ดูเปลือกขรุขระ ส่วนเปลือกด้านในเป็นสีเหลืองอ่อน เมื่อลำต้นแก่โคนต้นมักจะเป็นพูพอน นิยมขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด ชอบดินเหนียว ต้องการน้ำค่อนข้างมาก ควรปลูกในที่มีแสงทั้งวัน มีเขตการกระจายพันธุ์จากตอนใต้ของจีนจนถึงมาเลเซีย ในประเทศไทยพบขึ้นในป่าเบญจพรรณชื้นที่ค่อนข้างโปร่งใกล้น้ำและตามทุ่งนาทั่วไป

ใบกระทุ่มนา ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงตรงข้ามเวียนสลับตั้งฉากกัน ลักษณะของใบเป็นรูปไข่ รูปขอบขนาน รูปรี หรือรูปรีค่อนข้างกลม ปลายใบมน โคนใบมนหรือเว้าเล็กน้อย ส่วนขอบใบเรียบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 3-7 เซนติเมตร และยาวประมาณ 5-12 เซนติเมตร หลังใบเกลี้ยง ส่วนด้านล่างมีขนขึ้นประปรายหรือเกลี้ยง เนื้อใบค่อนข้างเหนียว เส้นใบมี 8-12 คู่ แยกเยื้องกันชัดเจน ปลายเส้นใบจรดเส้นใบถัดไป เส้นใบขนานกันเป็นระเบียบสวยงาม เห็นได้ชัดเจน ก้านใบยาวประมาณ 1-1.5 เซนติเมตร มีหูใบอยู่ระหว่างก้านใบคู่ละ 1 คู่ ลักษณะเป็นรูปรีหรือรูปไข่กลับ ยาวประมาณ 0.5-1.3 เซนติเมตร ปรากฏชัดเจนตามปลายกิ่ง

ดอกกระทุ่มนา ออกดอกเป็นช่อกระจุกซ้อน 3 ชั้น ระนาบเดียวกัน สลับกับตรงข้าม โดยจะออกตามซอกใบ มีใบประดับขนาดใหญ่ทุกชั้น ลักษณะคล้ายใบแซมห่าง ๆ มีเส้นใบเช่นเดียวกับใบปกติ ก้านใบเป็นสีแดง บริเวณส่วนล่างของช่อ ก้านช่อแยกออกเป็นมุม 45 องศาฯ ที่โคนก้านดอกแต่ละชั้น ก้านช่อดอกแต่ละชั้นจะยาวประมาณ 3-6 เซนติเมตร ก้านช่อกลม ดอกเป็นสีเหลืองแบบกระจุกแน่น ดูรวมกันแล้วเหมือนดอกกลม มีขนาดประมาณ 1-2 เซนติเมตร แต่ละช่อจะมีดอกเล็ก ไม่มีก้านดอก กลิ่นหอมแรง กลีบรองกลีบดอกเล็กมาก ติดกันคล้ายรูปถ้วย ขอบตัด กลีบดอกเป็นสีเหลือง โคนกลีบเชื่อมติดกันเป็นหลอดยาว ส่วนปลายแยกเป็นแฉก 5 แฉก ดอกมีเกสรเพศผู้ 5 อัน รังไข่อยู่ใต้วงกลีบ มีก้านเกสรเพศเมียยื่นพ้นปากหลอดกลีบดอก ดอกมีกลิ่นหอม ออกดอกในช่วงประมาณเดือนสิงหาคมถึงเดือนกันยายน
ผลกระทุ่มนา ผลมีลักษณะรูปทรงกลมหรือรูปไข่ขนาดเล็ก ผิวผลขรุขระ แข็ง อัดรวมกันเป็นก้อนกลม ผลเมื่อแห้งจะแตกออก ภายในมีเมล็ดมีปีก เป็นผลในช่วงระหว่างเดือนกันยายนถึงเดือนตุลาคม

สมุนไพรกระทุ่มนา

สรรพคุณของกระทุ่มนา
ใบมีรสขมเฝื่อนเมา มีสรรพคุณช่วยลดความดันโลหิตและออกฤทธิ์กดต่อประสาทและกล้ามเนื้อ (ใบ)
ยาแผนโบราณของไทยจะใช้ใบกระทุ่มนา (แทนใบกระท่อม) เป็นยาแก้ท้องร่วง ปวดมวนท้อง ซึ่งมีฤทธิ์เหมือนใบกระท่อม แต่อ่อนกว่า สามารถนำมาใช้แทนกันได้ (ใบ)
เปลือกต้นและใบใช้เป็นยาแก้บิดมูกเลือด (เปลือกต้น, ใบ)
เปลือกต้นมีรสฝาดร้อน ใช้เป็นยารักษาโรคผิวหนังทุกชนิด แก้มะเร็งคุดทะราด (เปลือกต้น)

ข้อมูลทางเภสัชวิทยาของกระทุ่มนา
ในใบกระทุ่มนามีอัลคาลอยด์ประเภท hteroyohimbine และ oxidole หลายชนิดด้วยกัน
ได้มีการนำ mitraphyline ซึ่งเป็นอัลคาลอยด์ประเภท oxindole ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา พบว่าอัลคาลอยด์ชนิดนี้มีสรรพคุณช่วยลดความดันโลหิตและออกฤทธิ์กดต่อกล้ามเนื้อเรียบในสัตว์ทดลอง
ประโยชน์ของกระทุ่มนา
เนื้อไม้ใช้ประโยชน์ในด้านการนำไปแปรรูปกระทุ่มนา
ใช้ประโยชน์ในด้านการปลูกเป็นไม้ประดับ ความน่าสนใจของต้นไม้ชนิดนี้คือจะมีลำต้นเปลาตรง เรือนยอดกลมมีดอกสีเหลืองพราวไปทั้งต้น ดอกมีกลิ่นหอมแรง ใบเขียวเกือบตลอดทั้งปี ผลัดใบไวและผลิใบไว ชอบขึ้นในที่ริมน้ำ ลำคลอง หรือตามป่าเบญจพรรณชื้น จึงสามารถนำมาปลูกประดับในที่ลุ่มน้ำท่วมขังได้ดี หรือจะปลูกเป็นไม้ประธานในการจัดสวนก็ไม่เลว โดยเฉพาะกับพื้นที่ที่น้ำมักมีการท่วมขังอยู่เสมอ i99bet

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com…

สมุนไพรกระถินเทศ

No Comments
สมุนไพรกระถินเทศ

สมุนไพรกระถินเทศ

สมุนไพรกระถินเทศ

สมุนไพรกระถินเทศ กระถินเทศ ชื่อสามัญ Cassie, Cassie Flower, Huisache, Needle Bush, Sponge Tree, Sweet Acacia, Thorny Acacia

มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า เกากรึนอง (กาญจนบุรี), บุหงาอินโดนีเซีย (กรุงเทพฯ), บุหงาละสะมะนา บุหงาละสมนา (ปัตตานี), กระถินเทศ กระถินหอม คำใต้ ดอกคำใต้ (ภาคเหนือ), กระถิน (ภาคกลาง), ถิน (ภาคใต้), กะถิ่นเทศ กะถิ่นหอม (ไทย), มอนคำ (เงี้ยว-แม่ฮ่องสอน), บุหงาเซียม (มลายู-ภาคใต้), อะเจ๋าฉิ่ว (จีน-แต้จิ๋ว), ยาจ้าวซู่ จินเหอฮวน (จีนกลาง) เป็นต้น

กระถินเทศ ชื่อวิทยาศาสตร์ Acacia farnesiana (L.) Willd. จัดอยู่ในวงศ์ถั่ว (FABACEAE หรือ LEGUMINOSAE) และอยู่ในวงศ์ย่อยสีเสียด (MIMOSOIDEAE หรือ MIMOSACEAE)

หมายเหตุ : พรรณไม้ชนิดนี้เคยใช้ชื่อ Acacia farnesia (L.) Willd. มาจนถึงปี ค.ศ.2005 แต่ในปัจจุบันได้เปลี่ยนมาอยู่ในสกุล Vachellia แล้วพร้อมกับชนิดอื่น ๆ แต่อย่างไรก็ตามอาจมีการเปลี่ยนกลับไปอยู่ในสกุลเดิมก็เป็นได้

ลักษณะของกระถินเทศ
ต้นกระถินเทศ จัดเป็นพรรณไม้พุ่มผลัดใบขนาดย่อม กิ่งมักคดไปมาแต่จะยืดจนเกือบตรงเมื่อต้นเจริญเติบโตขึ้น ลำต้นมีลักษณะตั้งตรง มีความสูงได้ประมาณ 2-4 เมตร ตามลำต้นและกิ่งก้านมีหนามแหลม กิ่งออกในลักษณะซิกแซ็ก เปลือกต้นเป็นสีคล้ำน้ำตาล ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด ปักชำกิ่ง ตอนกิ่ง เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนซุยและดินเหนียวที่อุ้มน้ำได้ดี ต้องการน้ำปานกลาง ควรปลูกในที่มีแสงแดดทั้งวัน มีถิ่นกำเนิดในอเมริกากลางและอเมริกาใต้ พบขึ้นเป็นวัชพืชทั่วไปในเขตร้อน

ใบกระถินเทศ ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกสองชั้น เรียงสลับ แกนกลางใบประกอบยาวประมาณ 4-6 เซนติเมตร ก้านใบประกอบยาวประมาณ 1-1.3 เซนติเมตร มีต่อมบนก้านใบ เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 0.2-0.4 มิลลิเมตร ไม่มีต่อมบนแกนกลางใบ ช่อใบย่อยมี 4-7 คู่ ยาวประมาณ 1.5-3 เซนติเมตร ก้านใบประกอบย่อยยาวประมาณ 2 มิลลิเมตร ส่วนใบย่อยออกเรียงตรงข้ามกัน มีประมาณ 10-20 คู่ ลักษณะของใบย่อยเป็นรูปดาบ หรือรูปขอบขนาน ปลายใบแหลม เบี้ยว ปลายเป็นติ่ง โคนใบตัด ไร้ก้าน ใบย่อยเป็นสีเขียวแก่มีขนาดยาวประมาณ 2-7 มิลลิเมตร โคนก้านใบมีหูใบแปลงรูปเป็นหนามแหลมตรงและแข็ง 1 คู่ ยาวประมาณ 3-5 เซนติเมตร
ใบกระถินเทศ

ดอกกระถินเทศ ออกดอกเป็นช่อกระจุกแน่น มีลักษณะเป็นพุ่มกลม มีหลายช่อออกเป็นกระจุก ก้านช่อยาวประมาณ 1.5-4.5 เซนติเมตร ช่อดอกทรงกลมมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 0.6-1 เซนติเมตร ที่โคนช่อมีวงใบประดับขนาดเล็ก 4-5 ใบ ดอกย่อยไร้ก้าน ใบประดับ 1 ใบ ยาวประมาณ 1 มิลลิเมตร มีขน กลีบเลี้ยงติดกันเป็นหลอด ยาวประมาณ 1.3-1.5 มิลลิเมตร ปลายแยกออกเป็น 5 กลีบ ลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยมขนาดเล็ก ยาวประมาณ 0.2 มิลลิเมตร เกลี้ยง ส่วนกลีบดอกติดกันเป็นหลอด ยาวประมาณ 2.5 มิลลิเมตร ปลายแยกออกเป็น 5 กลีบ ลักษณะของกลีบดอกเป็นรูปขอบขนานขนาดเล็ก ยาวประมาณ 0.5 มิลลิเมตร กลีบดอกเป็นสีเหลืองสด และมีกลิ่นหอมมาก ดอกมีเกสรเพศผู้จำนวนมาก แยกจรดโคน ก้านชูอับเรณูยาวประมาณ 3.5-5.5 มิลลิเมตร ส่วนรังไข่ยาวได้ประมาณ 1.5 มิลลิเมตร เกือบไร้ก้าน เกลี้ยง และมีขนละเอียด ก้านเกสรเพศเมียมีลักษณะเรียวยาว ขนาดยาวเท่า ๆ เกสรเพศผู้ ยอดเกสรมีขนาดเล็ก จะให้ดอกเมื่อต้นมีอายุประมาณ 3 ปี โดนจะออกดอกในช่วงระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนมีนาคม

ผลกระถินเทศ ออกผลเป็นฝัก ฝักมีลักษณะกลมเป็นรูปทรงกระบอก ยาวได้ประมาณ 2-9 เซนติเมตร มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1-1.5 เซนติเมตร ฝักจะตรงหรือโค้งงอเล็กน้อย ผิวฝักหนาเกลี้ยง เมื่อฝักแก่จะไม่แตก ภายในฝักมีเมล็ดประมาณ 15 เมล็ด เรียงเป็น 2 แถว เมล็ดมีลักษณะเป็นรูปรี แบนเล็กน้อย ยาวประมาณ 7-8 มิลลิเมตร มีรอย (pleurogram) รูปรี ยาว 6-7 มิลลิเมตร

สรรพคุณของกระถินเทศ

ตำรายาไทยจะใช้รากกระถินเทศกินเป็นยาอายุวัฒนะ (ราก)
หากเป็นวัณโรคมีร่างกายอ่อนแอ ให้ใช้รากแห้งประมาณ 15-30 กรัม ต้มเอาน้ำตุ๋นกับเป็ด หรือไก่ หรือเต้าหู้ (อย่างใดอย่างหนึ่ง) ใช้กินวันละครั้ง (รากแห้ง)
เมล็ดนำมาบดให้เป็นผง หรือคั่วกินเป็นอาหารปกติ จะช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ (เมล็ด)
ยาขี้ผึ้งจากดอกใช้เป็นยาแก้ปวดศีรษะ (ดอก)
เปลือกใช้เป็นยาแก้ไอ (เปลือก)
ยางจากรากใช้อม กิน เคี้ยวเป็นยาแก้ไอ แก้เจ็บคอ ช่วยทำให้คอชุ่ม (ยางจากราก) หรือใช้ยางเข้ายาแก้ไอ บรรเทาอาการระคายคอ (ยาง)

ใช้เป็นยารักษาแผลในคอ (ราก)
รากมีสรรพคุณทำให้อาเจียน (ราก) บ้างใช้เปลือกนำมาต้มกับหอมหัวใหญ่กินเป็นยาทำให้อาเจียน (เปลือกต้น)
เมื่อเป็นโรคเลือดออกตามไรฟัน ให้ใช้เปลือกต้นประมาณ 1 ส่วน น้ำ 20 ส่วน แล้วผสมกับขิงสดอีก 1 แง่ง ต้มให้เดือด แล้วกรองเอาแต่น้ำใช้บ้วนปากทุกเช้าเย็นเป็นประจำ (เปลือกต้น)ส่วนอีกข้อมูลระบุว่า ให้นำรากมาต้มรวมกับขิงใช้อมบ้วนปากแก้เหงือกอักเสบและมีเลือดออก (ราก)
ยาพื้นบ้านล้านนาจะใช้รากนำมาต้มกับน้ำอมเป็นยาแก้ปวดฟัน (ราก)
ใช้เป็นยาแก้โรคปอด (ยาง, รากและเมล็ด)
ยาชงจากดอกใช้กินแก้อาการอาหารไม่ย่อย (ดอก)
ฝักดิบจะมีรสฝาดมาก เมื่อนำมาต้มกับน้ำกินจะมีสรรพคุณเป็นยาแก้โรคบิดได้ (ฝักดิบสีเขียว)
เปลือกต้นมีรสฝาด ใช้ภายในเป็นยาแก้ท้องเสียได้ โดยนำมาต้มเอาน้ำกินแทนน้ำชา (เปลือกต้น)
ดอกใช้แช่กับเหล้ากินเป็นยาแก้ปวดท้อง และเป็นยากระตุ้น (ดอก)
ใช้เป็นยาแก้ริดสีดวงทวาร (เปลือกต้น)
เปลือกใช้ต้มแล้วกรองเอาแต่น้ำใช้ล้างแผล แก้ดากออก แก้ระดูขาว (เปลือกต้น)
เปลือกต้นมีสรรพคุณเป็นยาฝาดสมาน ใช้สมานแผลห้ามเลือด โดยนำมาบดเป็นผงโรยหรือพอกบริเวณบาดแผล หรือบดให้ละเอียดต้มแล้วกรองเอาน้ำใช้ล้างแผลหรือใช้ทาแผล โดยส่วนที่ใช้ต้องทำให้แห้งและใช้ประมาณ 1.5-3 กรัม (เปลือกต้น)
ใบอ่อนใช้ตำแล้วเอากากมาพอกแก้แผลเรื้อรังและแก้บาดแผล เมื่อนำมาต้มกรองเอาแต่น้ำจะใช้ล้างแผลได้ (ใบอ่อน)
รากใช้ภายนอกนำมาต้มแล้วกรองเอาน้ำใช้ล้างแผล หรือนำมาตำให้ละเอียดแล้วเอามาพอกแผล แก้ฝีมีหนอง โดยส่วนที่ใช้ต้องทำให้แห้ง และใช้ประมาณ 15-24 กรัม (ราก) ส่วนตำรับยาแก้ฝีมีหนองหลายตัวนั้น ระบุให้ใช้รากสดประมาณ 60 กรัม ถ้ามีหนองน้อยให้นำมาตุ๋นกับเป็ดหรือไก่กิน แต่ถ้ามีหนองมากให้นำมาตุ๋นกับเต้าหู้กิน (รากสด)
เนื้อหุ้มเมล็ดใช้ตำแล้วนำมาพอกแก้ฝีหลายหัวและใช้แก้เนื้องอก (เนื้อหุ้มเมล็ด)
ใช้รักษาฝีหนองในร่างกาย (รากและเมล็ด)
ฝักดิบใช้ต้มเอาน้ำล้างแผลแก้ผิวหนังที่มีอาการเยื่อเมือกอักเสบ เช่น ที่คอและตา (ฝักดิบสีเขียว) ส่วนราก เปลือก และใบ ก็มีรสฝาดเช่นกัน สามารถนำมาต้มแล้วกรองเอาน้ำใช้ล้างผิวหนังที่มีอาการเยื่อเมือกอักเสบ เช่น ที่คอและตาได้ (ราก, เปลือกต้น, ใบ)
รากใช้เป็นยาทาแก้พิษจากแมลงสัตว์กัดต่อย (ราก)
รากใช้เป็นยาพอกแก้บวม (ราก) บ้างใช้รากผสมกับเหล้าตำพอกแก้แขนขาบวมและอักเสบ (ราก)
รากใช้ต้มกับน้ำกินเป็นยาแก้อักเสบ ปวดข้อ แก้โรคไขข้ออักเสบ (ราก)
ตำรับยาแก้อาการปวดตามข้อ แก้ฝีหนองในปอด จะใช้รากสดประมาณ 60 กรัม นำมาตุ๋นกับเป็ด หรือไก่ หรือเต้าหู้ อย่างใดอย่างหนึ่งกิน (รากสด)
ใบแก่ใช้ตำแล้วคั้นเอาน้ำจากใบมาทาบริเวณเอวและหลัง จะช่วยบรรเทาอาการปวดได้ (ใบแก่)
ดอกใช้เป็นยาแก้เกร็ง (ดอก)
ยางใช้ผสมกับยาผงปั้นเป็นเม็ดผสมกับยาอื่น แก้เยื่ออ่อนของอวัยวะภายในอักเสบ เพิ่มความชุ่มชื้น (ยาง)
ตำรับยาบำรุงหัวใจพื้นบ้านของอำเภอทับคล้อ จังหวัดพิจิตร จะใช้ลำต้นกระถินเทศ 2-3 กิ่ง นำมาตำหรือทุบ แล้วนำไปต้มกับน้ำครึ่งลิตรพอเดือด ทิ้งให้อุ่น ให้หญิงคลอดลูกที่อ่อนเพลียเนื่องจากการตกเลือด ดื่มเป็นยาบำรุงหัวใจจะสดชื่นขึ้นทันที แต่จะให้ดื่มหลังจากที่ดื่มน้ำใบเสนียด ซึ่งเตรียมได้จากการนำใบเสนียดสด ๆ 5 ใบ มาโขลกกับเกลือเล็กน้อยดื่มเพื่อเป็นยาห้ามเลือด ถ้ายังไม่หายอ่อนเพลียก็จะให้รับประทานน้ำต้มจากกิ่งกระถินเทศ (ข้อมูลจากการสัมภาษณ์บุคคล ยังไม่ได้รับการพิสูจน์)

หมายเหตุ : กรณีใช้ภายในให้ใช้ต้นสดครั้งละ 30-60 กรัม ถ้าเป็นต้นแห้งให้ใช้ครั้งละ 15-30 กรัม นำมาต้มกับน้ำรับประทาน ส่วนการใช้ภายนอกให้ใช้ได้ตามความต้องการส่วนของยางที่นำมาใช้ ให้ใช้ยางสด ส่วนของใบให้ใช้ใบสด ส่วนเปลือกต้นและรากจะใช้แบบตากแห้งหรือแบบสดก็ได้ (สามารถเก็บไว้ได้ตลอดปี)

ข้อควรระวัง : เกสรจากดอกเมื่อเข้าตาอาจทำให้เคืองตาได้ i99bet

ข้อมูลทางเภสัชวิทยาของกระถินเทศ
สารสำคัญที่พบ ได้แก่ anisaldehyde, benzoic aldehyde, chotesterol, cresol, djenkolic acid, eugenol, hydrocyanic acid, kaempferol, kaempferol-7-galloyl0glycoside, N-acetyl, sulfoxide, linamarin, palmitic acid, pentadecanoic acid, sitostrol, stigmasterol, tannin, triacontan-l-o, tyramine
ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่พบ ได้แก่ ฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือด ลดความดันโลหิต ขยายหลอดลม เพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจ ทำให้กล้ามเนื้อมดลูกคลายตัว ลดการอักเสบ ต้านเชื้อแบคทีเรีย เสริมฤทธิ์ยานอนหลับ
ในการสกัดสารด้วยแอลกอฮอล์จากกระถินเทศ เมื่อนำมาละลายในน้ำขนาด 20-80 มิลลิกรัมต่อกรัม พบว่ามีฤทธิ์ทำให้หัวใจของกบที่แยกออกจากตัวนั้นบีบตัวลดลงเป็นจังหวะ ความแรงจากการบีบตัวลดลงชั่วคราวในช่วงแรก ต่อมาจะเพิ่มการบีบตัวขึ้นเป็นจังหวะ ส่วนความแรงของการบีบตัวของกระต่ายเมื่อใช้สารสกัดชนิดเดียวกัน พบว่าจะทำให้การบีบตัวในระยะแรกเพิ่มขึ้น ต่อมาก็จะลดลงเป็นจังหวะ ความแรงในการบีบตัวในขนาด 40-80 มิลลิกรัมต่อกรัม ก็จะทำให้หัวใจของสุนัขทั้งห้องบนและห้องล่างบีบตัวเพิ่มขึ้นในช่วงแรก ๆ ทำให้ความดันเลือดของสุนัขที่ทำให้สลบตกลงในช่วงระยะสั้น แล้วความดันเลือดก็จะสูงขึ้นเล็กน้อย นอกจากนี้สารที่สกัดได้จากกระถินเทศยังมีฤทธิ์ทำให้ปริมาตรและจังหวะในการหายใจของสุนัขเพิ่มขึ้นอีกด้วย
สารละลายที่ได้จากสมุนไพรชนิดนี้มีความเข้มข้น 1 ต่อ 1,000 ส่วน ทำให้สามารถแก้ฤทธิ์ของ acetylcholine และแบลเรียมคลอไรด์ที่มากระตุ้นกล้ามเนื้อมดลูกของหนูใหญ่ และยังมีฤทธิ์ยับยั้งจังหวะการบีบตัวตามปกติของกล้ามเนื้อมดลูกของหนูใหญ่ที่แยกจากตัว
จากการทดสอบฤทธิ์ของสารสกัดจากใบและเปลือกต้นกระถินเทศด้วยเอทานอลร้อยละ 70 ต่อการต้านมาลาเรียจากเชื้อ Plasmodium falciparum ที่ดื้อต่อยาคลอโรควิน พบว่าสารสกัดจากเปลือกต้นกระถินเทศมีฤทธิ์ต้านมาลาเรียจากเชื้อดังกล่าว โดยความเข้มข้นที่มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อได้ครึ่งหนึ่ง มีค่าเท่ากับ 1.3±0.2 มคก./มล. ส่วนสารสกัดจากใบกระถินเทศไม่สามารถต้านมาลาเรียได้ นอกจากนี้สารสกัดเปลือกต้นกระถินเทศ ยังสามารถต้านมาลาเรียจากเชื้อ Plasmodium berghei ได้ 32±5% …

สมุนไพรกระต่ายจันทร์เป็นพรรณไม้ล้มลุก

No Comments
สมุนไพรกระต่ายจันทร์เป็นพรรณไม้ล้มลุก

สมุนไพรกระต่ายจันทร์เป็นพรรณไม้ล้มลุก

 

สมุนไพรกระต่ายจันทร์เป็นพรรณไม้ล้มลุก

สมุนไพรกระต่ายจันทร์เป็นพรรณไม้ล้มลุกฤดูเดียว ที่มีลำต้นทอดนอนเลื้อยแผ่ไปตามพื้นดินที่ชื้นเย็น

ชื่อสามัญ Spreading-sneezeweed  มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า หญ้าจาม (เชียงใหม่), หญ้าขี้ตู้ด (น่าน), เหมือนโลด (นครราชสีมา), กระต่ายจันทร์ (กรุงเทพฯ), หญ้าจาม (ชุมพร), หญ้ากระจาม (สุราษฎร์ธานี), กระต่าย กระต่ายจาม กระตายจันทร์ หญ้ากระต่ายจาม หญ้าต่ายจาม หญ้าต่ายจันทร์ หญ้าผมยุ่ง สาบแร้ง (ภาคกลาง), โฮ่วเกี๋ยอึ้มเจี๋ยะเช้า (จีน), เอ๋อปุ๊สือเฉ่า (จีนกลาง) เป็นต้น

กระต่ายจันทร์ ชื่อวิทยาศาสตร์ Centipeda minima (L.) A.Braun & Asch. จัดอยู่ในวงศ์ทานตะวัน (ASTERACEAE หรือ COMPOSITAE)

ลักษณะของกระต่ายจันทร์   i99bet

ต้นกระต่ายจันทร์ จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุกฤดูเดียว ที่มีลำต้นทอดนอนเลื้อยแผ่ไปตามพื้นดินที่ชื้นเย็น ลำต้นมีขนาดเล็กและแตกกิ่งก้านมาก ส่วนปลายจะแตกกิ่งก้านชูตั้งขึ้นเล็กน้อย หรืออาจชูได้สูงถึง 15-30 เซนติเมตร ลำต้นที่ยังอ่อนอยู่จะมีขนยุ่งขึ้นปกคลุมคล้ายใยแมงมุม หรือบางต้นก็ค่อนข้างเรียบ ลำต้นเป็นสีเขียวอ่อน มีกลิ่นเหม็นเล็กน้อย ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด มีเขตการกระจายพันธุ์ในเขตร้อนของทวีปเอเชีย แอฟริกา และออสเตรเลีย ในประเทศไทยพบกระจายพันธุ์อยู่ทั่วทุกภาค โดยมักพบขึ้นตามบริเวณที่โล่ง ริมแหล่งน้ำ ริมชายฝั่งแม่น้ำ ตามนาข้าว หรือตามที่ชื้นแฉะ บนพื้นที่ตั้งแต่ระดับน้ำทะเลจนถึงที่ความสูงประมาณ 1,800 เมตร

ใบกระต่ายจันทร์ ใบเป็นใบเดี่ยวขนาดเล็ก ออกเรียงสลับ ใบจะเกิดจากต้นโดยตรงโดยที่ไม่มีก้าน ลักษณะของใบเป็นรูปช้อนแกมขอบขนาน ปลายใบแหลมหรือมน โคนใบสอบ ส่วนขอบใบหยักเป็นฟันเลื่อยห่าง ๆ หรือหยักเว้าเป็นง่ามข้างละ 2-3 หยัก ใบมีขนาดกว้างประมาณ 2-7 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 4-20 มิลลิเมตร ใบอ่อนใต้ท้องใบจะมีขน ส่วนใบแก่ขนนั้นจะหลุดออกไปจนเกลี้ยง เส้นใบเห็นได้ไม่ชัดเจน

ดอกกระต่ายจันทร์ ออกดอกเป็นช่อกระจุกแน่นตามซอกใบ ดอกย่อยเรียงตัวอัดกันแน่นเป็นรูปเกือบกลม หรือมีลักษณะกลมแบน ปลายกลมจักเป็นซี่ ๆ มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2-4 มิลลิเมตร ก้านช่อดอกสั้นมากหรือไม่มีก้านดอก โคนช่อมีใบประดับรองรับเป็นรูปช้อนขนาดเล็กจำนวนมากเรียงซ้อนประมาณ 2 ชั้น อยู่โดยรอบฐานรองดอกที่เป็นแผ่นกลมขนาดเล็กและนูนเล็กน้อย ดอกเพศเมียจะมีขนาดเล็กมากและมีจำนวนมาก เรียงเป็นวงบนฐานดอกล้อมรอบดอกสมบูรณ์เพศซึ่งมีขนาดเล็กกว่าและมีจำนวนน้อยกว่า ดอกเพศเมียจะมีกลีบดอกเป็นสีขาว โคนเชื่อมติดกันเป็นหลอดเรียว สั้นมาก ปลายแยกออกเป็นแฉก 2-3 แฉก รังไข่เล็ก ก้านเกสรเพศเมียสั้น ยอดเกสรเพศเมียแยกออกเป็นแฉก 2 แฉก ส่วนดอกสมบูรณ์เพศจะมีกลีบดอกเป็นสีเหลืองหรือสีเหลืองอมเขียวมีแถบสีม่วงแต้มอยู่ ซึ่งจะอยู่วงใน โคนกลีบติดกันเป็นหลอดสั้น ปลายแยกออกเป็นแฉก 4 แฉก รังไข่มีขนาดเล็ก มีเกสรเพศผู้ 4 อัน

ผลกระต่ายจันทร์ ผลเป็นผลแห้งไม่แตก ลักษณะของผลมักเป็นสี่เหลี่ยมรูปรีหรือเป็นรูปเกือบขอบขนาน มีขนาดเล็กมาก ยาวได้ประมาณ 1 มิลลิเมตร ด้านปลายหนา เปลือกด้านนอกมีขนสีขาวขึ้นปกคลุมเล็กน้อย

สรรพคุณของกระต่ายจันทร์
ทั้งต้นมีรสเผ็ด เป็นยาอุ่น ออกฤทธิ์ต่อตับและไต มีสรรพคุณช่วยทำให้โลหิตที่คั่งค้างตกทวารหนัก (ต้น)
ตำรายาไทยจะใช้ต้นสดและใบสดของต้นกระต่ายจันทร์ นำไปตำผสมกับเหล้า คั้นเอาแต่น้ำมาดื่มเป็นยาแก้ช้ำใน ช่วยให้เลือดกระจาย แก้ไอเป็นเลือด และแก้อาเจียน (ต้น, ใบ)
ใช้เป็นยาแก้เด็กเป็นตานขโมย ด้วยการใช้กระต่ายจันทร์ 3 เฉียน ยัดใส่ในไข่ ใช้ต้มรับประทาน (ต้น)
ยาพื้นบ้านล้านนาจะใช้ต้นกระต่ายจันทร์ นำไปผสมกับใบข่อยและเทียนดำ ใช้ตำสุมหัวเป็นยาแก้อาการปวดศีรษะ (ทั้งต้น)
ลำต้นใช้เป็นยาแก้โรคเยื่อบุตาอักเสบ ตาเป็นฝ้า เป็นยาบำรุงสายตา (ต้น)
ใช้เป็นยาแก้โรคฟันผุ หรืออาจใช้ลำต้นสด นำมาตำให้ละเอียดแล้วทำเป็นยาพอกที่แก้มแก้โรคปวดฟัน (ลำต้น)    ช่วยรักษาโรคมาลาเรีย (ลำต้น)
ตำรับยาแก้หวัดคัดจมูก จะใช้ต้นกระต่ายจันทร์ 20 กรัม นำมาต้มกับหัวหอม 5 หัว ใช้รับประทานเป็นยา (ต้น)ส่วนชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยงใช้ดอกสูดดมแก้หวัด (ดอก)
ใบและเมล็ดนำมาบดให้เป็นผง ใช้เป็นยาทำให้จาม (ใบและเมล็ด)
ตำรับยาแก้ไซนัส ริดสีดวงจมูก แก้จมูกอักเสบ จะใช้ต้นกระต่ายจันทร์สด ๆ นำมาตำให้แหลก แล้วนำไปใส่ในรูจมูก ถ้าเป็นต้นแห้งให้นำมาบดเป็นผงทำเป็นยานัตถุ์ จะช่วยให้จามและแก้หวัดได้ดี (ต้น)
ตำรับยาแก้ไอกรนหรือไอหอบชนิดเย็น จะใช้กระต่ายจันทร์ 20 กรัม นำมาต้มรับประทานโดยใส่น้ำตาลกรวด ถ้าใช้น้ำตาลทราย ต้องนับอายุ 3 ปี ต่อ 7.5 กรัม ต้มกับน้ำรับประทาน (ต้น)
ใช้เป็นยาแก้คอตีบอักเสบ (ต้น)
เมล็ดใช้เป็นยาขับพยาธิ (เมล็ด)
ช่วยรักษาโรคเกี่ยวกับทางเดินอาหาร ช่วยแก้เชื้อบิดอะมีบา (ต้น)
ใช้รักษาโรคริดสีดวงทวาร (ต้น)
ลำต้นใช้เป็นยาแก้ระงับพิษ แก้งูพิษกัด ช่วยดับพิษสุรา (ต้น)
ใช้เป็นยาใส่แผล (ต้น)
จีนจะใช้สมุนไพรชนิดนี้เป็นยาลดอาการบวม (ต้น)
ตำรับยาแก้ช้ำใน ฟกช้ำปวดบวม จะใช้ต้นกระต่ายจันทร์ 20 กรัม นำมาตำให้ละเอียดแล้วนำไปตุ๋นกับเหล้ารับประทาน ส่วนกากให้นำไปพอกบริเวณที่เจ็บ (ต้น)
ใช้เป็นยาขับลมชื้น แก้ไขข้ออักเสบเนื่องจากลมชื้นกระทบ (ต้น)
หมายเหตุ : วิธีใช้ตาม  ถ้าเป็นต้นสดให้ใช้ครั้งละ 6-20 กรัม นำมาต้มกับน้ำรับประทาน แต่ถ้าเป็นยาแห้งให้ใช้เพียง 5-10 กรัม ส่วนกรณีใช้ภายนอกให้ใช้ต้นสดได้ตามความเหมาะสม โดยทำเป็นยาพอก

ข้อควรระวัง : สตรีมีครรภ์ห้ามรับประทานสมุนไพรชนิดในรัฐควีนส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลีย มีผู้กล่าวถึงว่ามีพิษด้วย และในบางข้อมูลยังระบุด้วยว่า สมุนไพรชนิดนี้เป็นพิษต่อปศุสัตว์

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com…

สมุนไพรกระเจียวแดง

No Comments
สมุนไพรกระเจียวแดง

สมุนไพรกระเจียวแดง จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุกมีเหง้าอยู่ใต้ดิน

สมุนไพรกระเจียวแดง

สมุนไพรกระเจียวแดง
กระเจียวแดง ชื่อวิทยาศาสตร์ Curcuma sessilis Gage. จัดอยู่ในวงศ์ขิง (ZINGIBERACEAE) เช่นเดียวกับกระเจียวขาว

มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ว่านมหาเมฆ (สกลนคร), อาวแดง (ภาคเหนือ), กาเตียว (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, เลย), กระเจียว กระเจียวแดง (ภาคกลาง), จวด (ภาคใต้, ชุมพร, สงขลา), กระเจียวสี, กระเจียวป่า เป็นต้น

ลักษณะของกระเจียวแดง
ต้นกระเจียวแดง จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุกมีเหง้าอยู่ใต้ดิน อยู่ได้นานหลายปี มีความสูงได้ประมาณ 40-60 เซนติเมตร อาจขึ้นเป็นต้นเดียวหรือหลายต้นรวมกันเป็นกอ มีความสูงได้ประมาณ 20-60 เซนติเมตร มีเหง้าใหญ่รูปรี อยู่ในแนวดิ่ง ผิวเป็นสีน้ำตาล ภายในเป็นสีขาว ขยายพันธุ์ด้วยเหง้า มีเขตการกระจายพันธุ์ในพม่าตอนเหนือ ในประเทศไทยพบได้ทุกภาค โดยมักขึ้นตามป่าดิบทั่วไป ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง และที่โล่งทั่วไป

ใบกระเจียวแดง ใบมีลักษะเป็นกาบห่อรวมตัวกันแน่นเป็นลำต้นเทียม โดยจะเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปขอบขนานหรือรูปใบหอกแคบ ปลายใบแหลม โคนใบแหลม ส่วนขอบใบเรียบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 15-20 เซนติเมตร และยาวประมาณ 30-40 เซนติเมตร ผิวใบเกลี้ยงหรือมีขนสั้นนุ่ม เส้นใบขนาน

ดอกกระเจียวแดง ออกดอกเป็นช่อแน่นแบบช่อเชิงลด รูปทรงกระบอก ยาวได้ประมาณ 10-20 เซนติเมตร ก้านช่อดอกชูออกจากปลายลำต้นเทียม ช่อดอกย่อยแต่ละช่อจะมีดอกประมาณ 2-7 ดอก ใบประดับที่โคนช่อดอกรองรับดอกสีเขียว ดอกเป็นสีเหลือง หลอดกลีบเลี้ยงยาวประมาณ 1 เซนติเมตร หลอดกลีบดอกยาวประมาณ 1-2 เซนติเมตร มีขน แฉกบนเป็นรูปรี ส่วนแฉกด้านข้างแคบกว่าเล็กน้อย กลีบปากเป็นรูปไข่กลับ สีเหลือง ปลายแยกออกเป็นพู 2 พู เกสรเพศผู้ที่เป็นหมันเป็นรูปไข่กลับหรือรูปรี สีเหลือง มีขนสั้น ดอกมีเกสรเพศผู้ที่สมบูรณ์ มีจุดสีแดงจำนวนมาก โคนอับเรณูเรียวแหลมเป็นเดือย 2 อัน โค้งเข้าหากัน เกสรเพศเมีย มีรังไข่อยู่ใต้วงกลีบ มีขนสั้นขึ้นหนาแน่น ออกดอกในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนกรกฎาคม

ผลกระเจียวแดง ลักษณะของผลเป็นรูปไข่ ผิวมีขนหนาแน่น ส่วนเมล็ดมีรูปร่างคล้ายหยดน้ำ มีความยาวประมาณ 0.5 เซนติเมตร
สรรพคุณของกระเจียวแดง
กระเจียวมีเส้นใยอาหาร (Fiber) ที่เป็นตัวช่วยกระตุ้นให้ลำไส้บีบตัวขับถ่ายของเสียออกมา จึงช่วยป้องกันอาการท้องผูกได้ดี อีกทั้งเส้นใยอาหารยังสามารถจับคอเลสเตอรอลไว้เมื่อขับถ่ายออกมาถึงทำให้ลดระดับคอเลสเตอรอลในเส้นเลือดได้ และเมื่อเส้นใยสัมผัสสารพิษและสารที่ก่อให้เกิดมะเร็งที่มีอยู่ในอาหาร ร่างกายจึงได้รับสารพิษและสารก่อมะเร็งน้อยลงไปด้วย
ดอกอ่อนมีรสเผ็ดร้อน กลิ่นหอม ใช้เป็นยาขับลมในกระเพาะอาหาร ช่วยบรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ และลดกรดในกระเพาะอาหาร จึงช่วยทำให้รู้สึกสบายท้องและช่วยให้สุขภาพดี (ดอกอ่อน)
ดอกมีสรรพคุณช่วยแก้มดลูกอักเสบสำหรับสตรีหลังคลอด (ดอก)
หน่ออ่อนใช้เป็นยาสมานแผล (หน่ออ่อน)
เหง้าใช้เป็นยาแก้ปวดเมื่อย (เหง้า)
ประโยชน์ของกระเจียวแดง
หน่ออ่อนใช้รับประทานร่วมกับน้ำพริก ลาบ ก้อย ส้มตำ ส่วนช่อดอกอ่อนนำมาลวกให้สุก ใช้รับประทานกับน้ำพริกหรือปรุงเป็นแกง โดยหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ แกงรวมกับผักหวานปลาย่างและเครื่องแกง หรือจะกินดอกสดก็ได้ บางบ้านนิยมนำมาทำแกงส้มหรือไม่ก็นำมาแกล้มกับขนมจีน ลาบ ก้อย i99bet

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com…

สมุนไพรกรดน้ำ จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุกอายุ 2 ปี ลำต้นตั้งตรง มีความสูงได้ประมาณ 30-80 เซนติเมตร

No Comments
สมุนไพรกรดน้ำ

สมุนไพรกรดน้ำ กรดน้ำ ชื่อสามัญ Macao Tea, Sweet Broomweed

 

สมุนไพรกรดน้ำ

สมุนไพรกรดน้ำ  กรดน้ำ ชื่อวิทยาศาสตร์ Scoparia dulcis Linn ปัจจุบันจัดอยู่ในวงศ์เทียนเกล็ดหอย (PLANTAGINACEAE) มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ต้อไม้ลัด (สิงห์บุรี), เทียนนา (จันทบุรี), ปีกแมงวัน ผักปีกแมลงวัน (กาญจนบุรี), หูปลาช่อนตัวผู้ (ตราด), กรดน้ำ กระต่ายจามใหญ่ กัญชาป่า มะไฟเดือนห้า (กรุงเทพฯ), ตานซาน (ปัตตานี), ขัดมอนเทศ (ตรัง), หญ้าขัดหิน หญ้าจ้าดตู้ด หญ้าหัวแมงฮุน ยูกวาดแม่หม้าย (ภาคเหนือ), ขัดมอนเล็ก ขัดมอญเล็ก หนวดแมว หญ้าขัด หญ้าหนวดแมว (ภาคกลาง), ข้างไลดุ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน), หญ้าพ่ำสามวัน (เงี้ยว-แม่ฮ่องสอน), ปิงถางเฉ่า เหย่กานฉ่าน แหย่กานฉ่าน (จีนกลาง), เอี่ยกำเช่า (จีนแต้จิ๋ว) เป็นต้น

ลักษณะของกรดน้ำ
ต้นกรดน้ำ จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุกอายุ 2 ปี ลำต้นตั้งตรง มีความสูงได้ประมาณ 30-80 เซนติเมตร เป็นพุ่ม แตกกิ่งแผ่สาขามาก ลำต้นมีลักษณะเป็นเหลี่ยม ไม่มีขน กิ่งเล็กเรียว ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วน ระบายน้ำดี ชอบความชื้นค่อนข้างมาก และแสงแดดแบบเต็มวัน เป็นพรรณไม้พื้นเมืองของทวีปอเมริกาเขตร้อน ปัจจุบันพบขึ้นทั่วไปในเขตร้อนชื้น ส่วนในประเทศไทยพบขึ้นทั่วทุกภาค โดยมักขึ้นเป็นวัชพืชในที่รกร้าง ป่าผลัดใบ และพื้นทรายริมฝั่งแม่น้ำi99bet

ใบกรดน้ำ ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงตรงข้ามหรือเป็นวงรอบข้อ ข้อละ 3-4 ใบ แผ่นใบมีขนาดเล็กเป็นสีเขียว ลักษณะของใบเป็นรูปรีเรียว รูปใบหอกแกมรูปไข่ หรือรูปไข่แกมรูปสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด ปลายใบแหลม โคนใบเรียวสอบ ส่วนขอบใบจักเป็นฟันเลื่อยตรงส่วนใกล้โคนใบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 2-15 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 5-35 มิลลิเมตร ท้องใบมีต่อม ก้านใบสั้นมากหรือแทบไม่มี
ใบกรดน้ำ  ดอกกรดน้ำ ดอกมีขนาดเล็กสีขาว ออกดอกเดี่ยว ๆ ที่ง่ามใบ กลีบเลี้ยงและกลีบดอกมีวงละ 4 กลีบ โคนกลีบดอกเชื่อมติดกัน ปลายแยกออกเป็น 2 ปาก กลีบดอกเป็นสีขาว ส่วนกลีบเลี้ยงดอกเป็นสีเขียว ดอกมีเกสรเพศผู้ 4 อัน และมีเกสรเพศเมีย 1 อัน ดอกมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 4-5 มิลลิเมตร ยาวประมาณ 2 มิลลิเมตร ในต้นหนึ่งจะมีดอกมาก
ดอกกรดน้ำ ผลแห้ง พอแก่จะแตกออก ผลมีลักษณะค่อนข้างกลมหรือเป็นรูปไข่ มีขนาดประมาณ 2-3 มิลลิเมตร ภายในผลมีเมล็ดขนาดเล็กจำนวนมาก

สรรพคุณของกรดน้ำ
ใบมีรสฝาด ใช้เป็นยาบำรุงธาตุ (ใบ) ต้นมีสรรพคุณเป็นยาบำรุงธาตุ ช่วยเจริญอาหาร (ต้น) ส่วนดอกมีสรรพคุณช่วยเจริญไฟธาตุ (ดอก)
ชาวปะหล่องจะใช้ทั้งต้นนำมาต้มกับน้ำรวมกับต้นสาบแร้งสาบกาให้เด็กอาบแก้อาการเบื่ออาหาร (ทั้งต้น)
ต้นและใบใช้เป็นยาแก้โรคเบาหวาน โดยใช้ลำต้นและใบสด 1 กำมือ นำมาต้มกับน้ำ 3 แก้ว เคี่ยวนาน 30 นาที ใช้แบ่งนำมาดื่มก่อนอาหารเช้าและเย็น (ต้นและใบ) ส่วนบางตำราก็ระบุด้วยว่า ส่วนของรากก็มีสรรพคุณเป็นยา

แก้โรคเบาหวานได้เช่นกัน (ราก)
ทั้งต้นมีรสชุ่มหวาน ขมเล็กน้อย ไม่มีพิษ เป็นยาเย็น ออกฤทธิ์ต่อตับ กระเพาะ และลำไส้ใหญ่ มีสรรพคุณเป็นยาขับพิษร้อนถอนพิษไข้ แก้ไอร้อน ไอหวัด ลดไข้ แก้เด็กเป็นไข้อีสุกอีใส และช่วยขับเสมหะ (ทั้งต้น)
ยาพื้นบ้านจะใช้ทั้งต้นนำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้ไข้ ลดไข้ (ต้น, ราก, ใบ, ทั้งต้น) หากเด็กเป็นไข้ให้ใช้ลำต้นสดประมาณ 15 กรัม นำมาต้มใส่น้ำและน้ำตาลพอให้มีรสชาติ แล้วกรองเอาแต่น้ำกิน (ต้น) นอกจากนี้ยังมีข้อมูลที่ระบุด้วยว่าต้นมีสรรพคุณแก้พิษไข้ ส่วนรากมีสรรพคุณแก้ไข้ตัวเย็น เลือดเป็นพิษ

รากใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้ไข้มาลาเรีย (ราก)
ใช้เป็นยาแก้ไอ (ต้น, ใบ)ด้วยการใช้ลำต้นกรดน้ำสด ๆ ประมาณ 30-60 กรัม นำมาต้มให้เดือดแล้วเอาน้ำมารับประทานเป็นยาแก้ไอ รักษาอาการไอเนื่องจากปอดร้อน (ต้น) หรือถ้าเป็นหวัดและไอ ให้ใช้ต้นกรดน้ำสด 30 กรัม, สะระแหน่ 10 กรัม และพลูคาวอีก 15 กรัม นำมาต้มกับน้ำรับประทาน (ต้น)
ต้นใช้เป็นยาแก้อาเจียน (ต้น)
รากมีรสฝาด ใช้เป็นยาแก้ปวดศีรษะ (ราก)
ต้นมีรสฝาด ใช้เป็นยาแก้เหงือกบวม แก้ปากเปื่อย (ต้น) ส่วนอีกตำราว่าใช้ผลเป็นยาแก้เหงือกบวม (ผล)
ใช้เป็นยาแก้ปวดฟัน (ใบ)
รากใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้เจ็บคอ เสียงแหบ (ราก)หรือจะใช้ต้นสดประมาณ 120 กรัม นำมาตำให้ละเอียดแล้วคั้นเอาแต่น้ำมาผสมกับน้ำผึ้ง ใช้รับประทานเป็นยาแก้เจ็บคอก็ได้ (ต้น)
ใบใช้เป็นยาแก้หลอดลมอักเสบ (ใบ)
รากใช้เป็นยาแก้โรคหัวใจอ่อน (ราก)
ต้นใช้เป็นยาแก้ท้องเสีย ท้องเดิน ปวดท้อง แก้ลำไส้อักเสบ (ต้น) หากลำไส้อักเสบ ปวดท้อง ให้ใช้ลำต้นขนาดประมาณ 15-30 กรัม นำมาต้มให้เดือดแล้วกรองเอาแต่น้ำกิน (ต้น)
รากใช้เป็นยาแก้บิด แก้ท้องร่วง ช่วยสมานลำไส้ (ราก)ชาวเขาเผ่าแม้ว กะเหรี่ยง จะใช้ราก ทั้งต้น นำมาต้มกับน้ำดื่มหรือเคี้ยวกินเป็นยาแก้ปวดท้อง อาหารเป็นพิษ อาหารไม่ย่อย โรคกระเพาะอาหาร (ราก, ทั้งต้น)
ยาชงจากใบใช้ดื่มเป็นยาแก้อาการผิดปกติของระบบลำไส้ (ใบ)
ตำรายารักษาบิดติดเชื้อ จะใช้ต้นกรดน้ำสด 30 กรัม, หยางถีเฉ่า 30 กรัม และข้าวเก่าประมาณ 10-15 กรัม นำมาต้มกับน้ำ รับประทานวันละ 1 เทียบ (ต้น)
ใช้เป็นยาขับลม แก้จุกเสียด (ต้น, ใบ, ราก)
ใช้เป็นยาขับพยาธิ (ราก)
ผลมีรสฝาดเมา ใช้เป็นยาขับพยาธิไส้เดือน (ผล)
ใบใช้เป็นยาขับประจำเดือน ขับระดูขาวของสตรี (ใบ)
รากใช้เป็นยาขับปัสสาวะ (ราก) ต้นและใบใช้เป็นยาแก้ขัดเบา (ต้น ใบ ในฟิลิปปินส์จะดื่มน้ำต้มจากรากเป็นยาแก้ขัดเบา (ราก)[6] หรือหากมีอาการปัสสาวะขัดให้ใช้ลำต้นประมาณ 15-30 กรัม นำมาต้มให้เดือด แล้วกรองเอาแต่น้ำกินก็ได้ (ต้น)

ต้นมีสรรพคุณช่วยลดอาการบวมน้ำที่ขาจากการปัสสาวะ (ต้น)

ใช้เป็นยาแก้โรคไทฟอยด์ (ทั้งต้น)
ใบสดนำมาตำคั้นเอาน้ำทาหรือใช้พอกเป็นยารักษาแผลสด แผลถลอก แผลเรื้อรัง และช่วยห้ามเลือด (ใบ)ชาวกะเหรี่ยงเชียงใหม่จะใช้ทั้งต้นนำมาต้มแล้วเอาน้ำมาใส่แผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก ส่วนคนเมืองจะใช้ทั้งต้นนำไปต้มแล้วใช้ไอน้ำมารมแผลสดเพื่อช่วยให้แผลแห้งเร็วยิ่งขึ้น (ทั้งต้น)
ใช้เป็นยาแก้ผื่นคันตามผิวหนัง ด้วยการใช้ลำต้นที่สด ๆ นำมาตำให้ละเอียด คั้นเอาน้ำมาทาบริเวณที่เป็นผื่นคัน (ต้น, ราก)ส่วนชาวม้งจะใช้ทั้งต้นนำมาต้มกับน้ำอาบรักษาผื่นคัน ซึ่งใช้ได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ (ทั้งต้น)
ช่วยแก้ไฟลามทุ่งหรือเชื้อไวรัสตามผิวหนัง (ทั้งต้น)
ใช้เป็นยาแก้พิษฝี (ใบ, ดอก, ผล)
ช่วยลดอาการเป็นหัด เมื่อเป็นหัดให้ใช้ลำต้นสดนำมาต้มแล้วกรองเอาแต่น้ำกินติดต่อกัน 3 วัน (ต้น)
รากใช้ต้มกับน้ำอาบ ช่วยฆ่าเชื้อโรค แก้พิษ (ราก)
ผลใช้เป็นยาแก้ปวด (ผล)
ช่วยแก้อาการฟกช้ำ (ราก, ต้น, ใบ)
ใช้เป็นยารักษาอาการเท้าบวม ขาบวมจากการเป็นเหน็บชา ด้วยการใช้ลำต้นสดประมาณ 30 กรัม และน้ำตาลทรายแดง 30 กรัม นำมาต้มกับน้ำรับประทานก่อนอาหาร ใช้กินทุกเช้าและเย็นหลังอาหารส่วนอีกตำราว่าให้กินก่อนอาหารวันละ 2 ครั้ง(ต้น)
รากใช้ต้มกับน้ำดื่มร่วมกับลูกใต้ใบและหญ้าปันยอด เป็นยาแก้อาการปวดข้อ (ราก)
ใช้ต้นสด 1 กำมือ นำมาต้มกินหลังคลอด จะช่วยให้มารดาแข็งแรงและมีน้ำนมดี (ต้น)
ขนาดและวิธีใช้ : ต้นสดให้ใช้ครั้งละ 60-90 กรัม ส่วนยาแห้งให้ใช้ครั้งละ 20-30 กรัม นำมาต้มกับน้ำรับประทาน

ประโยชน์ของกรดน้ำ
ชาวปะหล่องและชาวลั้วะจะใช้ยอดอ่อนนำมารับประทานร่วมกับลาบ ชาวเมี่ยนจะใช้ใบนำมาเคี้ยวกินเล่น มีรสหวานหรือใช้รับประทานกับหรือใช้ใส่ในแกงเพื่อเพิ่มรสชาติให้กลมกล่อม ส่วนชาวกะเหรี่ยงแม่ฮ่องสอนและคนเมืองจะใช้ทั้งต้นลวกหรือต้มกินกับน้ำพริก มีรสหวานเล็กน้อย

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com…