ป้ายกำกับ: สมุนไพร

สมุนไพรกระต่ายจันทร์เป็นพรรณไม้ล้มลุก

No Comments
สมุนไพรกระต่ายจันทร์เป็นพรรณไม้ล้มลุก

สมุนไพรกระต่ายจันทร์เป็นพรรณไม้ล้มลุก

 

สมุนไพรกระต่ายจันทร์เป็นพรรณไม้ล้มลุก

สมุนไพรกระต่ายจันทร์เป็นพรรณไม้ล้มลุกฤดูเดียว ที่มีลำต้นทอดนอนเลื้อยแผ่ไปตามพื้นดินที่ชื้นเย็น

ชื่อสามัญ Spreading-sneezeweed  มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า หญ้าจาม (เชียงใหม่), หญ้าขี้ตู้ด (น่าน), เหมือนโลด (นครราชสีมา), กระต่ายจันทร์ (กรุงเทพฯ), หญ้าจาม (ชุมพร), หญ้ากระจาม (สุราษฎร์ธานี), กระต่าย กระต่ายจาม กระตายจันทร์ หญ้ากระต่ายจาม หญ้าต่ายจาม หญ้าต่ายจันทร์ หญ้าผมยุ่ง สาบแร้ง (ภาคกลาง), โฮ่วเกี๋ยอึ้มเจี๋ยะเช้า (จีน), เอ๋อปุ๊สือเฉ่า (จีนกลาง) เป็นต้น

กระต่ายจันทร์ ชื่อวิทยาศาสตร์ Centipeda minima (L.) A.Braun & Asch. จัดอยู่ในวงศ์ทานตะวัน (ASTERACEAE หรือ COMPOSITAE)

ลักษณะของกระต่ายจันทร์   i99bet

ต้นกระต่ายจันทร์ จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุกฤดูเดียว ที่มีลำต้นทอดนอนเลื้อยแผ่ไปตามพื้นดินที่ชื้นเย็น ลำต้นมีขนาดเล็กและแตกกิ่งก้านมาก ส่วนปลายจะแตกกิ่งก้านชูตั้งขึ้นเล็กน้อย หรืออาจชูได้สูงถึง 15-30 เซนติเมตร ลำต้นที่ยังอ่อนอยู่จะมีขนยุ่งขึ้นปกคลุมคล้ายใยแมงมุม หรือบางต้นก็ค่อนข้างเรียบ ลำต้นเป็นสีเขียวอ่อน มีกลิ่นเหม็นเล็กน้อย ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด มีเขตการกระจายพันธุ์ในเขตร้อนของทวีปเอเชีย แอฟริกา และออสเตรเลีย ในประเทศไทยพบกระจายพันธุ์อยู่ทั่วทุกภาค โดยมักพบขึ้นตามบริเวณที่โล่ง ริมแหล่งน้ำ ริมชายฝั่งแม่น้ำ ตามนาข้าว หรือตามที่ชื้นแฉะ บนพื้นที่ตั้งแต่ระดับน้ำทะเลจนถึงที่ความสูงประมาณ 1,800 เมตร

ใบกระต่ายจันทร์ ใบเป็นใบเดี่ยวขนาดเล็ก ออกเรียงสลับ ใบจะเกิดจากต้นโดยตรงโดยที่ไม่มีก้าน ลักษณะของใบเป็นรูปช้อนแกมขอบขนาน ปลายใบแหลมหรือมน โคนใบสอบ ส่วนขอบใบหยักเป็นฟันเลื่อยห่าง ๆ หรือหยักเว้าเป็นง่ามข้างละ 2-3 หยัก ใบมีขนาดกว้างประมาณ 2-7 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 4-20 มิลลิเมตร ใบอ่อนใต้ท้องใบจะมีขน ส่วนใบแก่ขนนั้นจะหลุดออกไปจนเกลี้ยง เส้นใบเห็นได้ไม่ชัดเจน

ดอกกระต่ายจันทร์ ออกดอกเป็นช่อกระจุกแน่นตามซอกใบ ดอกย่อยเรียงตัวอัดกันแน่นเป็นรูปเกือบกลม หรือมีลักษณะกลมแบน ปลายกลมจักเป็นซี่ ๆ มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2-4 มิลลิเมตร ก้านช่อดอกสั้นมากหรือไม่มีก้านดอก โคนช่อมีใบประดับรองรับเป็นรูปช้อนขนาดเล็กจำนวนมากเรียงซ้อนประมาณ 2 ชั้น อยู่โดยรอบฐานรองดอกที่เป็นแผ่นกลมขนาดเล็กและนูนเล็กน้อย ดอกเพศเมียจะมีขนาดเล็กมากและมีจำนวนมาก เรียงเป็นวงบนฐานดอกล้อมรอบดอกสมบูรณ์เพศซึ่งมีขนาดเล็กกว่าและมีจำนวนน้อยกว่า ดอกเพศเมียจะมีกลีบดอกเป็นสีขาว โคนเชื่อมติดกันเป็นหลอดเรียว สั้นมาก ปลายแยกออกเป็นแฉก 2-3 แฉก รังไข่เล็ก ก้านเกสรเพศเมียสั้น ยอดเกสรเพศเมียแยกออกเป็นแฉก 2 แฉก ส่วนดอกสมบูรณ์เพศจะมีกลีบดอกเป็นสีเหลืองหรือสีเหลืองอมเขียวมีแถบสีม่วงแต้มอยู่ ซึ่งจะอยู่วงใน โคนกลีบติดกันเป็นหลอดสั้น ปลายแยกออกเป็นแฉก 4 แฉก รังไข่มีขนาดเล็ก มีเกสรเพศผู้ 4 อัน

ผลกระต่ายจันทร์ ผลเป็นผลแห้งไม่แตก ลักษณะของผลมักเป็นสี่เหลี่ยมรูปรีหรือเป็นรูปเกือบขอบขนาน มีขนาดเล็กมาก ยาวได้ประมาณ 1 มิลลิเมตร ด้านปลายหนา เปลือกด้านนอกมีขนสีขาวขึ้นปกคลุมเล็กน้อย

สรรพคุณของกระต่ายจันทร์
ทั้งต้นมีรสเผ็ด เป็นยาอุ่น ออกฤทธิ์ต่อตับและไต มีสรรพคุณช่วยทำให้โลหิตที่คั่งค้างตกทวารหนัก (ต้น)
ตำรายาไทยจะใช้ต้นสดและใบสดของต้นกระต่ายจันทร์ นำไปตำผสมกับเหล้า คั้นเอาแต่น้ำมาดื่มเป็นยาแก้ช้ำใน ช่วยให้เลือดกระจาย แก้ไอเป็นเลือด และแก้อาเจียน (ต้น, ใบ)
ใช้เป็นยาแก้เด็กเป็นตานขโมย ด้วยการใช้กระต่ายจันทร์ 3 เฉียน ยัดใส่ในไข่ ใช้ต้มรับประทาน (ต้น)
ยาพื้นบ้านล้านนาจะใช้ต้นกระต่ายจันทร์ นำไปผสมกับใบข่อยและเทียนดำ ใช้ตำสุมหัวเป็นยาแก้อาการปวดศีรษะ (ทั้งต้น)
ลำต้นใช้เป็นยาแก้โรคเยื่อบุตาอักเสบ ตาเป็นฝ้า เป็นยาบำรุงสายตา (ต้น)
ใช้เป็นยาแก้โรคฟันผุ หรืออาจใช้ลำต้นสด นำมาตำให้ละเอียดแล้วทำเป็นยาพอกที่แก้มแก้โรคปวดฟัน (ลำต้น)    ช่วยรักษาโรคมาลาเรีย (ลำต้น)
ตำรับยาแก้หวัดคัดจมูก จะใช้ต้นกระต่ายจันทร์ 20 กรัม นำมาต้มกับหัวหอม 5 หัว ใช้รับประทานเป็นยา (ต้น)ส่วนชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยงใช้ดอกสูดดมแก้หวัด (ดอก)
ใบและเมล็ดนำมาบดให้เป็นผง ใช้เป็นยาทำให้จาม (ใบและเมล็ด)
ตำรับยาแก้ไซนัส ริดสีดวงจมูก แก้จมูกอักเสบ จะใช้ต้นกระต่ายจันทร์สด ๆ นำมาตำให้แหลก แล้วนำไปใส่ในรูจมูก ถ้าเป็นต้นแห้งให้นำมาบดเป็นผงทำเป็นยานัตถุ์ จะช่วยให้จามและแก้หวัดได้ดี (ต้น)
ตำรับยาแก้ไอกรนหรือไอหอบชนิดเย็น จะใช้กระต่ายจันทร์ 20 กรัม นำมาต้มรับประทานโดยใส่น้ำตาลกรวด ถ้าใช้น้ำตาลทราย ต้องนับอายุ 3 ปี ต่อ 7.5 กรัม ต้มกับน้ำรับประทาน (ต้น)
ใช้เป็นยาแก้คอตีบอักเสบ (ต้น)
เมล็ดใช้เป็นยาขับพยาธิ (เมล็ด)
ช่วยรักษาโรคเกี่ยวกับทางเดินอาหาร ช่วยแก้เชื้อบิดอะมีบา (ต้น)
ใช้รักษาโรคริดสีดวงทวาร (ต้น)
ลำต้นใช้เป็นยาแก้ระงับพิษ แก้งูพิษกัด ช่วยดับพิษสุรา (ต้น)
ใช้เป็นยาใส่แผล (ต้น)
จีนจะใช้สมุนไพรชนิดนี้เป็นยาลดอาการบวม (ต้น)
ตำรับยาแก้ช้ำใน ฟกช้ำปวดบวม จะใช้ต้นกระต่ายจันทร์ 20 กรัม นำมาตำให้ละเอียดแล้วนำไปตุ๋นกับเหล้ารับประทาน ส่วนกากให้นำไปพอกบริเวณที่เจ็บ (ต้น)
ใช้เป็นยาขับลมชื้น แก้ไขข้ออักเสบเนื่องจากลมชื้นกระทบ (ต้น)
หมายเหตุ : วิธีใช้ตาม  ถ้าเป็นต้นสดให้ใช้ครั้งละ 6-20 กรัม นำมาต้มกับน้ำรับประทาน แต่ถ้าเป็นยาแห้งให้ใช้เพียง 5-10 กรัม ส่วนกรณีใช้ภายนอกให้ใช้ต้นสดได้ตามความเหมาะสม โดยทำเป็นยาพอก

ข้อควรระวัง : สตรีมีครรภ์ห้ามรับประทานสมุนไพรชนิดในรัฐควีนส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลีย มีผู้กล่าวถึงว่ามีพิษด้วย และในบางข้อมูลยังระบุด้วยว่า สมุนไพรชนิดนี้เป็นพิษต่อปศุสัตว์

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com…

สมุนไพรกระเจียวแดง

No Comments
สมุนไพรกระเจียวแดง

สมุนไพรกระเจียวแดง จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุกมีเหง้าอยู่ใต้ดิน

สมุนไพรกระเจียวแดง

สมุนไพรกระเจียวแดง
กระเจียวแดง ชื่อวิทยาศาสตร์ Curcuma sessilis Gage. จัดอยู่ในวงศ์ขิง (ZINGIBERACEAE) เช่นเดียวกับกระเจียวขาว

มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ว่านมหาเมฆ (สกลนคร), อาวแดง (ภาคเหนือ), กาเตียว (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, เลย), กระเจียว กระเจียวแดง (ภาคกลาง), จวด (ภาคใต้, ชุมพร, สงขลา), กระเจียวสี, กระเจียวป่า เป็นต้น

ลักษณะของกระเจียวแดง
ต้นกระเจียวแดง จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุกมีเหง้าอยู่ใต้ดิน อยู่ได้นานหลายปี มีความสูงได้ประมาณ 40-60 เซนติเมตร อาจขึ้นเป็นต้นเดียวหรือหลายต้นรวมกันเป็นกอ มีความสูงได้ประมาณ 20-60 เซนติเมตร มีเหง้าใหญ่รูปรี อยู่ในแนวดิ่ง ผิวเป็นสีน้ำตาล ภายในเป็นสีขาว ขยายพันธุ์ด้วยเหง้า มีเขตการกระจายพันธุ์ในพม่าตอนเหนือ ในประเทศไทยพบได้ทุกภาค โดยมักขึ้นตามป่าดิบทั่วไป ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง และที่โล่งทั่วไป

ใบกระเจียวแดง ใบมีลักษะเป็นกาบห่อรวมตัวกันแน่นเป็นลำต้นเทียม โดยจะเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปขอบขนานหรือรูปใบหอกแคบ ปลายใบแหลม โคนใบแหลม ส่วนขอบใบเรียบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 15-20 เซนติเมตร และยาวประมาณ 30-40 เซนติเมตร ผิวใบเกลี้ยงหรือมีขนสั้นนุ่ม เส้นใบขนาน

ดอกกระเจียวแดง ออกดอกเป็นช่อแน่นแบบช่อเชิงลด รูปทรงกระบอก ยาวได้ประมาณ 10-20 เซนติเมตร ก้านช่อดอกชูออกจากปลายลำต้นเทียม ช่อดอกย่อยแต่ละช่อจะมีดอกประมาณ 2-7 ดอก ใบประดับที่โคนช่อดอกรองรับดอกสีเขียว ดอกเป็นสีเหลือง หลอดกลีบเลี้ยงยาวประมาณ 1 เซนติเมตร หลอดกลีบดอกยาวประมาณ 1-2 เซนติเมตร มีขน แฉกบนเป็นรูปรี ส่วนแฉกด้านข้างแคบกว่าเล็กน้อย กลีบปากเป็นรูปไข่กลับ สีเหลือง ปลายแยกออกเป็นพู 2 พู เกสรเพศผู้ที่เป็นหมันเป็นรูปไข่กลับหรือรูปรี สีเหลือง มีขนสั้น ดอกมีเกสรเพศผู้ที่สมบูรณ์ มีจุดสีแดงจำนวนมาก โคนอับเรณูเรียวแหลมเป็นเดือย 2 อัน โค้งเข้าหากัน เกสรเพศเมีย มีรังไข่อยู่ใต้วงกลีบ มีขนสั้นขึ้นหนาแน่น ออกดอกในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนกรกฎาคม

ผลกระเจียวแดง ลักษณะของผลเป็นรูปไข่ ผิวมีขนหนาแน่น ส่วนเมล็ดมีรูปร่างคล้ายหยดน้ำ มีความยาวประมาณ 0.5 เซนติเมตร
สรรพคุณของกระเจียวแดง
กระเจียวมีเส้นใยอาหาร (Fiber) ที่เป็นตัวช่วยกระตุ้นให้ลำไส้บีบตัวขับถ่ายของเสียออกมา จึงช่วยป้องกันอาการท้องผูกได้ดี อีกทั้งเส้นใยอาหารยังสามารถจับคอเลสเตอรอลไว้เมื่อขับถ่ายออกมาถึงทำให้ลดระดับคอเลสเตอรอลในเส้นเลือดได้ และเมื่อเส้นใยสัมผัสสารพิษและสารที่ก่อให้เกิดมะเร็งที่มีอยู่ในอาหาร ร่างกายจึงได้รับสารพิษและสารก่อมะเร็งน้อยลงไปด้วย
ดอกอ่อนมีรสเผ็ดร้อน กลิ่นหอม ใช้เป็นยาขับลมในกระเพาะอาหาร ช่วยบรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ และลดกรดในกระเพาะอาหาร จึงช่วยทำให้รู้สึกสบายท้องและช่วยให้สุขภาพดี (ดอกอ่อน)
ดอกมีสรรพคุณช่วยแก้มดลูกอักเสบสำหรับสตรีหลังคลอด (ดอก)
หน่ออ่อนใช้เป็นยาสมานแผล (หน่ออ่อน)
เหง้าใช้เป็นยาแก้ปวดเมื่อย (เหง้า)
ประโยชน์ของกระเจียวแดง
หน่ออ่อนใช้รับประทานร่วมกับน้ำพริก ลาบ ก้อย ส้มตำ ส่วนช่อดอกอ่อนนำมาลวกให้สุก ใช้รับประทานกับน้ำพริกหรือปรุงเป็นแกง โดยหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ แกงรวมกับผักหวานปลาย่างและเครื่องแกง หรือจะกินดอกสดก็ได้ บางบ้านนิยมนำมาทำแกงส้มหรือไม่ก็นำมาแกล้มกับขนมจีน ลาบ ก้อย i99bet

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com…

สมุนไพรกรดน้ำ จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุกอายุ 2 ปี ลำต้นตั้งตรง มีความสูงได้ประมาณ 30-80 เซนติเมตร

No Comments
สมุนไพรกรดน้ำ

สมุนไพรกรดน้ำ กรดน้ำ ชื่อสามัญ Macao Tea, Sweet Broomweed

 

สมุนไพรกรดน้ำ

สมุนไพรกรดน้ำ  กรดน้ำ ชื่อวิทยาศาสตร์ Scoparia dulcis Linn ปัจจุบันจัดอยู่ในวงศ์เทียนเกล็ดหอย (PLANTAGINACEAE) มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ต้อไม้ลัด (สิงห์บุรี), เทียนนา (จันทบุรี), ปีกแมงวัน ผักปีกแมลงวัน (กาญจนบุรี), หูปลาช่อนตัวผู้ (ตราด), กรดน้ำ กระต่ายจามใหญ่ กัญชาป่า มะไฟเดือนห้า (กรุงเทพฯ), ตานซาน (ปัตตานี), ขัดมอนเทศ (ตรัง), หญ้าขัดหิน หญ้าจ้าดตู้ด หญ้าหัวแมงฮุน ยูกวาดแม่หม้าย (ภาคเหนือ), ขัดมอนเล็ก ขัดมอญเล็ก หนวดแมว หญ้าขัด หญ้าหนวดแมว (ภาคกลาง), ข้างไลดุ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน), หญ้าพ่ำสามวัน (เงี้ยว-แม่ฮ่องสอน), ปิงถางเฉ่า เหย่กานฉ่าน แหย่กานฉ่าน (จีนกลาง), เอี่ยกำเช่า (จีนแต้จิ๋ว) เป็นต้น

ลักษณะของกรดน้ำ
ต้นกรดน้ำ จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุกอายุ 2 ปี ลำต้นตั้งตรง มีความสูงได้ประมาณ 30-80 เซนติเมตร เป็นพุ่ม แตกกิ่งแผ่สาขามาก ลำต้นมีลักษณะเป็นเหลี่ยม ไม่มีขน กิ่งเล็กเรียว ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วน ระบายน้ำดี ชอบความชื้นค่อนข้างมาก และแสงแดดแบบเต็มวัน เป็นพรรณไม้พื้นเมืองของทวีปอเมริกาเขตร้อน ปัจจุบันพบขึ้นทั่วไปในเขตร้อนชื้น ส่วนในประเทศไทยพบขึ้นทั่วทุกภาค โดยมักขึ้นเป็นวัชพืชในที่รกร้าง ป่าผลัดใบ และพื้นทรายริมฝั่งแม่น้ำi99bet

ใบกรดน้ำ ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงตรงข้ามหรือเป็นวงรอบข้อ ข้อละ 3-4 ใบ แผ่นใบมีขนาดเล็กเป็นสีเขียว ลักษณะของใบเป็นรูปรีเรียว รูปใบหอกแกมรูปไข่ หรือรูปไข่แกมรูปสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด ปลายใบแหลม โคนใบเรียวสอบ ส่วนขอบใบจักเป็นฟันเลื่อยตรงส่วนใกล้โคนใบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 2-15 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 5-35 มิลลิเมตร ท้องใบมีต่อม ก้านใบสั้นมากหรือแทบไม่มี
ใบกรดน้ำ  ดอกกรดน้ำ ดอกมีขนาดเล็กสีขาว ออกดอกเดี่ยว ๆ ที่ง่ามใบ กลีบเลี้ยงและกลีบดอกมีวงละ 4 กลีบ โคนกลีบดอกเชื่อมติดกัน ปลายแยกออกเป็น 2 ปาก กลีบดอกเป็นสีขาว ส่วนกลีบเลี้ยงดอกเป็นสีเขียว ดอกมีเกสรเพศผู้ 4 อัน และมีเกสรเพศเมีย 1 อัน ดอกมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 4-5 มิลลิเมตร ยาวประมาณ 2 มิลลิเมตร ในต้นหนึ่งจะมีดอกมาก
ดอกกรดน้ำ ผลแห้ง พอแก่จะแตกออก ผลมีลักษณะค่อนข้างกลมหรือเป็นรูปไข่ มีขนาดประมาณ 2-3 มิลลิเมตร ภายในผลมีเมล็ดขนาดเล็กจำนวนมาก

สรรพคุณของกรดน้ำ
ใบมีรสฝาด ใช้เป็นยาบำรุงธาตุ (ใบ) ต้นมีสรรพคุณเป็นยาบำรุงธาตุ ช่วยเจริญอาหาร (ต้น) ส่วนดอกมีสรรพคุณช่วยเจริญไฟธาตุ (ดอก)
ชาวปะหล่องจะใช้ทั้งต้นนำมาต้มกับน้ำรวมกับต้นสาบแร้งสาบกาให้เด็กอาบแก้อาการเบื่ออาหาร (ทั้งต้น)
ต้นและใบใช้เป็นยาแก้โรคเบาหวาน โดยใช้ลำต้นและใบสด 1 กำมือ นำมาต้มกับน้ำ 3 แก้ว เคี่ยวนาน 30 นาที ใช้แบ่งนำมาดื่มก่อนอาหารเช้าและเย็น (ต้นและใบ) ส่วนบางตำราก็ระบุด้วยว่า ส่วนของรากก็มีสรรพคุณเป็นยา

แก้โรคเบาหวานได้เช่นกัน (ราก)
ทั้งต้นมีรสชุ่มหวาน ขมเล็กน้อย ไม่มีพิษ เป็นยาเย็น ออกฤทธิ์ต่อตับ กระเพาะ และลำไส้ใหญ่ มีสรรพคุณเป็นยาขับพิษร้อนถอนพิษไข้ แก้ไอร้อน ไอหวัด ลดไข้ แก้เด็กเป็นไข้อีสุกอีใส และช่วยขับเสมหะ (ทั้งต้น)
ยาพื้นบ้านจะใช้ทั้งต้นนำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้ไข้ ลดไข้ (ต้น, ราก, ใบ, ทั้งต้น) หากเด็กเป็นไข้ให้ใช้ลำต้นสดประมาณ 15 กรัม นำมาต้มใส่น้ำและน้ำตาลพอให้มีรสชาติ แล้วกรองเอาแต่น้ำกิน (ต้น) นอกจากนี้ยังมีข้อมูลที่ระบุด้วยว่าต้นมีสรรพคุณแก้พิษไข้ ส่วนรากมีสรรพคุณแก้ไข้ตัวเย็น เลือดเป็นพิษ

รากใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้ไข้มาลาเรีย (ราก)
ใช้เป็นยาแก้ไอ (ต้น, ใบ)ด้วยการใช้ลำต้นกรดน้ำสด ๆ ประมาณ 30-60 กรัม นำมาต้มให้เดือดแล้วเอาน้ำมารับประทานเป็นยาแก้ไอ รักษาอาการไอเนื่องจากปอดร้อน (ต้น) หรือถ้าเป็นหวัดและไอ ให้ใช้ต้นกรดน้ำสด 30 กรัม, สะระแหน่ 10 กรัม และพลูคาวอีก 15 กรัม นำมาต้มกับน้ำรับประทาน (ต้น)
ต้นใช้เป็นยาแก้อาเจียน (ต้น)
รากมีรสฝาด ใช้เป็นยาแก้ปวดศีรษะ (ราก)
ต้นมีรสฝาด ใช้เป็นยาแก้เหงือกบวม แก้ปากเปื่อย (ต้น) ส่วนอีกตำราว่าใช้ผลเป็นยาแก้เหงือกบวม (ผล)
ใช้เป็นยาแก้ปวดฟัน (ใบ)
รากใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้เจ็บคอ เสียงแหบ (ราก)หรือจะใช้ต้นสดประมาณ 120 กรัม นำมาตำให้ละเอียดแล้วคั้นเอาแต่น้ำมาผสมกับน้ำผึ้ง ใช้รับประทานเป็นยาแก้เจ็บคอก็ได้ (ต้น)
ใบใช้เป็นยาแก้หลอดลมอักเสบ (ใบ)
รากใช้เป็นยาแก้โรคหัวใจอ่อน (ราก)
ต้นใช้เป็นยาแก้ท้องเสีย ท้องเดิน ปวดท้อง แก้ลำไส้อักเสบ (ต้น) หากลำไส้อักเสบ ปวดท้อง ให้ใช้ลำต้นขนาดประมาณ 15-30 กรัม นำมาต้มให้เดือดแล้วกรองเอาแต่น้ำกิน (ต้น)
รากใช้เป็นยาแก้บิด แก้ท้องร่วง ช่วยสมานลำไส้ (ราก)ชาวเขาเผ่าแม้ว กะเหรี่ยง จะใช้ราก ทั้งต้น นำมาต้มกับน้ำดื่มหรือเคี้ยวกินเป็นยาแก้ปวดท้อง อาหารเป็นพิษ อาหารไม่ย่อย โรคกระเพาะอาหาร (ราก, ทั้งต้น)
ยาชงจากใบใช้ดื่มเป็นยาแก้อาการผิดปกติของระบบลำไส้ (ใบ)
ตำรายารักษาบิดติดเชื้อ จะใช้ต้นกรดน้ำสด 30 กรัม, หยางถีเฉ่า 30 กรัม และข้าวเก่าประมาณ 10-15 กรัม นำมาต้มกับน้ำ รับประทานวันละ 1 เทียบ (ต้น)
ใช้เป็นยาขับลม แก้จุกเสียด (ต้น, ใบ, ราก)
ใช้เป็นยาขับพยาธิ (ราก)
ผลมีรสฝาดเมา ใช้เป็นยาขับพยาธิไส้เดือน (ผล)
ใบใช้เป็นยาขับประจำเดือน ขับระดูขาวของสตรี (ใบ)
รากใช้เป็นยาขับปัสสาวะ (ราก) ต้นและใบใช้เป็นยาแก้ขัดเบา (ต้น ใบ ในฟิลิปปินส์จะดื่มน้ำต้มจากรากเป็นยาแก้ขัดเบา (ราก)[6] หรือหากมีอาการปัสสาวะขัดให้ใช้ลำต้นประมาณ 15-30 กรัม นำมาต้มให้เดือด แล้วกรองเอาแต่น้ำกินก็ได้ (ต้น)

ต้นมีสรรพคุณช่วยลดอาการบวมน้ำที่ขาจากการปัสสาวะ (ต้น)

ใช้เป็นยาแก้โรคไทฟอยด์ (ทั้งต้น)
ใบสดนำมาตำคั้นเอาน้ำทาหรือใช้พอกเป็นยารักษาแผลสด แผลถลอก แผลเรื้อรัง และช่วยห้ามเลือด (ใบ)ชาวกะเหรี่ยงเชียงใหม่จะใช้ทั้งต้นนำมาต้มแล้วเอาน้ำมาใส่แผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก ส่วนคนเมืองจะใช้ทั้งต้นนำไปต้มแล้วใช้ไอน้ำมารมแผลสดเพื่อช่วยให้แผลแห้งเร็วยิ่งขึ้น (ทั้งต้น)
ใช้เป็นยาแก้ผื่นคันตามผิวหนัง ด้วยการใช้ลำต้นที่สด ๆ นำมาตำให้ละเอียด คั้นเอาน้ำมาทาบริเวณที่เป็นผื่นคัน (ต้น, ราก)ส่วนชาวม้งจะใช้ทั้งต้นนำมาต้มกับน้ำอาบรักษาผื่นคัน ซึ่งใช้ได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ (ทั้งต้น)
ช่วยแก้ไฟลามทุ่งหรือเชื้อไวรัสตามผิวหนัง (ทั้งต้น)
ใช้เป็นยาแก้พิษฝี (ใบ, ดอก, ผล)
ช่วยลดอาการเป็นหัด เมื่อเป็นหัดให้ใช้ลำต้นสดนำมาต้มแล้วกรองเอาแต่น้ำกินติดต่อกัน 3 วัน (ต้น)
รากใช้ต้มกับน้ำอาบ ช่วยฆ่าเชื้อโรค แก้พิษ (ราก)
ผลใช้เป็นยาแก้ปวด (ผล)
ช่วยแก้อาการฟกช้ำ (ราก, ต้น, ใบ)
ใช้เป็นยารักษาอาการเท้าบวม ขาบวมจากการเป็นเหน็บชา ด้วยการใช้ลำต้นสดประมาณ 30 กรัม และน้ำตาลทรายแดง 30 กรัม นำมาต้มกับน้ำรับประทานก่อนอาหาร ใช้กินทุกเช้าและเย็นหลังอาหารส่วนอีกตำราว่าให้กินก่อนอาหารวันละ 2 ครั้ง(ต้น)
รากใช้ต้มกับน้ำดื่มร่วมกับลูกใต้ใบและหญ้าปันยอด เป็นยาแก้อาการปวดข้อ (ราก)
ใช้ต้นสด 1 กำมือ นำมาต้มกินหลังคลอด จะช่วยให้มารดาแข็งแรงและมีน้ำนมดี (ต้น)
ขนาดและวิธีใช้ : ต้นสดให้ใช้ครั้งละ 60-90 กรัม ส่วนยาแห้งให้ใช้ครั้งละ 20-30 กรัม นำมาต้มกับน้ำรับประทาน

ประโยชน์ของกรดน้ำ
ชาวปะหล่องและชาวลั้วะจะใช้ยอดอ่อนนำมารับประทานร่วมกับลาบ ชาวเมี่ยนจะใช้ใบนำมาเคี้ยวกินเล่น มีรสหวานหรือใช้รับประทานกับหรือใช้ใส่ในแกงเพื่อเพิ่มรสชาติให้กลมกล่อม ส่วนชาวกะเหรี่ยงแม่ฮ่องสอนและคนเมืองจะใช้ทั้งต้นลวกหรือต้มกินกับน้ำพริก มีรสหวานเล็กน้อย

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com…

สมุนไพรเถาคัน

No Comments
สมุนไพรเถาคัน

สมุนไพรเถาคัน

สมุนไพรเถาคัน

สมุนไพรเถาคัน มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า หุนแปแดง หุนแปขาว (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ), เครือหุนแป เถาคันแดง เถาคันขาว (ภาคกลาง) เป็นต้น
เถาคัน ชื่อสามัญ Virginia creeper, True Virginia creeper, Victoria creeper, Five-leaved ivy, Five-finger

เถาคัน ชื่อวิทยาศาสตร์ Parthenocissus quinquefolia (L.) Planch. (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Ampelopsis hederacea DC.) จัดอยู่ในวงศ์องุ่น (VITACEAE)

ลักษณะของเถาคันแดง
ต้นเถาคัน จัดเป็นพรรณไม้เลื้อย ชอบพาดพันตามต้นไม้ใหญ่ ผิวขรุขระ มีมือแตกออกจากข้อ ไม่มีขน ใช้สำหรับเกาะต้นไม้อื่น ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ดหรือแยกเอาต้นอ่อนจากกอเดิมไปปลูก ชอบแสงแดดจัด ขึ้นในดินไม่อุ้มน้ำ มักขึ้นตามที่รกร้าง ตามป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ป่าคืนสภาพ และตามป่าราบทั่วไป เถาคันที่เกิดขึ้นตามป่านั้นมักจะอยู่ได้จนเถามีขนาดใหญ่เท่าข้อมือของคน และถ้าตัดออกจะเห็นเนื้อภายในเป็นวง ๆ มีสีแดงสลับกัน ลักษณะคล้ายกับเถาวัลย์เปรียง พรรณไม้ชนิดนี้จะมีอยู่ด้วยกัน 2 ชนิด ชนิดต้นเขียวเราจะเรียกว่า “เถาคันขาว” ส่วนชนิดต้นที่เป็นสีแดงนั้นเราจะเรียกว่า “เถาคันแดง” ซึ่งชนิดสีแดงนี้จะนิยมนำมาใช้ปรุงเป็นยามากกว่า

ใบเถาคัน ใบเป็นใบประกอบ มีใบย่อย 3 หรือ 5 ใบ แตกจากก้านใบจุดเดียวกัน ลักษณะของใบย่อยเป็นรูปไข่ ปลายใบค่อนข้างแหลม โคนใบป้าน ส่วนขอบใบหยักเป็นฟันเลื่อยหรือเป็นคลื่น ใบมีขนาดกว้างประมาณ 2-3 เซนติเมตร และยาวประมาณ 5-10 เซนติเมตร แผ่นใบเรียบ เส้นกลางใบนูนเห็นได้เด่นชัด แผ่นใบเป็นสรเขียวเข้มเป็นมันเรียบ

ดอกเถาคัน ออกดอกเป็นช่อแบบซี่ร่ม แตกออกจากก้านช่อดอกหลักจุดเดียวกัน ออกเป็นช่อใหญ่สีแดง และดอกนั้นจะออกเป็นช่อใหญ่แบนและแน่น ดอกย่อยมีขนาดเล็กและมีจำนวนมาก ตั้งอยู่บนก้านดอกย่อย แต่ละช่อจะมีประมาณ 10-40 ดอก[4] ลักษณะของดอกคล้ายดอกกะตังบาย หรือดอกเถาวัลย์ปูน หรือฝิ่นต้น จะออกดอกในช่วงประมาณเดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายน

ผลเถาคัน ผลมีลักษณะกลม ผิวเรียบเป็นมัน ผลมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1.5-2 เซนติเมตร หรือมีขนาดเท่าผลมะแว้งหรือขนาดเท่าปลายนิ้วก้อย ผลดิบนั้นเป็นสีเขียว เมื่อสุกจะเปลี่ยนเป็นสีดำ ถ้าบีบจะมีน้ำออกเป็นสีม่วงแดง ทำให้คันมาก ผลจะออกในช่วงประมาณเดือนกรกฎาคมถึงเดือนสิงหาคม

การป้องกันและกำจัด : จะนิยมใช้วิธีการเขตกรรมทั่วไป เช่น ถาก ตัด เพื่อไม่ให้ออกดอก หรือใช้สารเคมีต่างๆ ในการกำจัด เช่น เป็นต้น

สรรพคุณของเถาคัน
เถาใช้ปรุงเป็นยาต้มกิน เป็นยารักษาโรคกษัย เป็นยาฟอกเลือด เป็นยาขับเสมหะ ขับลม รักษาอาการฟกช้ำภายใน และช่วยทำให้เส้นเอ็นหย่อน (เถา)
ใบนำไปอังกับไฟให้พอเหี่ยว ใช่ปิดฝีบ่มหนอง ถ้าฝีนั้นแตกก็จะทำให้ดูดหนองได้ คล้ายขี้ผึ้งอิดติโยนของฝรั่ง (ใบ)
ประโยชน์ของเถาคัน
ผลดิบใช้กินเป็นอาหารได้ (ให้รสชาติขมเล็กน้อย ใช้ใส่น้ำพริกและใช้แกงส้ม) (แต่มีข้อมูลชี้ว่าผลเถาคันแดงมีกรดออกซาลิคซึ่งเป็นสารพิษ หากได้รับในปริมาณมากจะทำให้เกิดอาการคัน เพราะสารนี้มีฤทธิ์ระคายเคืองต่อผนังกระเพาะลำไส้และจะถูกดูดซึมผ่านผนังที่อักเสบจนทำให้เกิดเป็นแคลเซียมออกซาเลทได้ มีผลทำให้ปริมาณของแคลเซียมอิออนลดลง ซึ่งภาวะเช่นนี้จะมีผลต่อการทำงานของหัวใจและประสาทส่วนกลาง ไตพิการ เนื่องจากมีการตกตะกอนของแคลเซียมออกซาเลท
ยอดอ่อนมีรสจืด มักนำมาลวก ต้ม จิ้มกับน้ำพริกหรือรับประทานเป็นผักสด

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com

สมุนไพรหนาดดำ

No Comments
สมุนไพรหนาดดำ

สมุนไพรหนาดดำ

สมุนไพรหนาดดำ

สมุนไพรหนาดดำ มีชื่อเรียกอื่นว่า ม่วงนาง (ชัยภูมิ), เกี๋ยงพาช้าง (ภาคเหนือ) บางตำราใช้ชื่อสมุนไพรชนิดนี้ว่า “หนาดคำ“

หนาดดำ ชื่อวิทยาศาสตร์ Acilepis squarrosa D.Don (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Vernonia squarrosa (D.Don) Less.) จัดอยู่ในวงศ์ วงศ์ทานตะวัน (ASTERACEAE หรือ COMPOSITAE)

ลักษณะของหนาดดำ
ต้นหนาดดำ จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุกอายุหลายปี ลำต้นตั้งตรง มีความสูงได้ประมาณ 40-100 เซนติเมตร มีขนสากมือ

ใบหนาดดำ ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปใบหอกแกมรูปไข่หรือรูปไข่กลับ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 2-3 เซนติเมตร และยาวประมาณ 4-8 เซนติเมตร ผิวใบด้านล่างมีขน

ดอกหนาดดำ ออกดอกเดี่ยวหรือออกเป็นช่อเล็ก ๆ ประมาณ 2-3 ดอก โดยจะออกตามซอกใบและที่ปลายกิ่ง ดอกมีขนาดประมาณ 1-2 เซนติเมตร กลีบดอกเป็นฝอยละเอียดสีม่วงเข้ม สีม่วงชมพู หรือสีม่วงแดง อัดกันแน่นอยู่บนกลีบเลี้ยงรูปถ้วยสีเขียว กลีบเลี้ยงเรียงซ้อนกันเป็นชั้นๆ ขึ้นไป สามารถออกได้ตลอดทั้งปี

ผลหนาดดำ ผลเป็นผลแห้ง ไม่แตก มีขนนุ่ม มี 10 สัน
สรรพคุณของหนาดดำ
ยาพื้นบ้านล้านนาจะใช้รากหรือต้นหนาดดำ นำมาผสมกับสมุนไพรต้นหรือรากผักอีหลืน ทั้งต้นสังกรณีดง ตรีชวาทั้งต้น และหัวยาข้าวเย็น ใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาถอนพิษจากแมลงสัตว์กัดต่อย (ต้น, ราก)

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com

สมุนไพรว่านน้ำเล็ก

No Comments
สมุนไพรว่านน้ำเล็ก

สมุนไพรว่านน้ำเล็ก

สมุนไพรว่านน้ำเล็ก

สมุนไพรว่านน้ำเล็ก  มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ไคร้น้ำ (เพชรบูรณ์), ว่านน้ำเล็ก (ภาคกลาง) เป็นต้น

ว่านน้ำเล็ก ชื่อวิทยาศาสตร์ Acorus calamus var. angustatus Besser (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Acorus asiaticus Nakai, Acorus rumphianus S.Y.Hu, Acorus tatarinowii Schott, Acorus terrestris Rumph. ex Schott) ปัจจุบันจัดอยู่ในวงศ์ว่านน้ำ (ACORACEAE)

ลักษณะของว่านน้ำเล็ก
ต้นว่านน้ำเล็ก จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุก มีลักษณะโดยรวมคล้ายกับต้นว่านน้ำมาก แต่จะมีความแตกต่างกันตรงที่จะมีขนาดของต้นที่เล็กกว่า และมีความสูงต่างกันมาก ส่วนเหง้านั้นมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 4-5 มิลลิเมตร ด้านนอกเป็นสีน้ำตาลอ่อน ส่วนภายในเป็นสีขาว เนื้อจะเป็นแป้งและมีรสฝาด มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการแยกหน่อ พรรณไม้ชนิดนี้มักขึ้นตามหนองบึง และตามก้อนหินในลำธารทั่วไป

ดอกว่านน้ำเล็ก ออกดอกเป็นช่อ ลักษณะของช่อดอกเป็นแท่ง แต่จะมีกาบสั้นกว่าต้นว่านน้ำ

สรรพคุณของว่านน้ำเล็ก
ทั้งต้นใช้เป็นยากระตุ้น เป็นยาบำรุงธาตุ (ทั้งต้น)
ช่วยทำให้สงบ (ทั้งต้น)
ใช้เป็นยาขับลม (ทั้งต้น)
ใช้รักษาอาการปวดท้องเนื่องจากอาหารไม่ย่อย (ทั้งต้น)
ช่วยระงับอาการปวด (ทั้งต้น)
ใช้เป็นยารักษาโรคชัก (ทั้งต้น)
ประโยชน์ของว่านน้ำเล็ก
ทั้งต้นใช้เป็นยาฆ่าแมลง
เนื่องจากว่านชนิดนี้มีน้ำมันหอมระเหย ซึ่งประกอบไปด้วย asarone bitter principle มันจึงถูกนำมาใช้ทำเป็นน้ำหอมด้วย

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com

สมุนไพรตีนนก

No Comments
สมุนไพรตีนนก

สมุนไพรตีนนก

สมุนไพรตีนนก

สมุนไพรตีนนก มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า สมอป่า สมอหิน สวองหิน (นครราชสีมา), ตะพุน ตะพุนทอง ตะพุ่ม (ตราด), เน่า (ลพบุรี), สมอตีนนก (ราชบุรี), ไข่เน่า (นครราชสีมา, ลพบุรี), กะพุน ตะพรุน (จันทบุรี), กานน สมอกานน (ราชบุรี, ประจวบคีรีขันธ์), นนเด็น (ปัตตานี), กาสามปีก (ภาคเหนือ), ตีนนก สมอบ่วง (ภาคกลาง), โคนสมอ (ภาคตะวันออก), นน สมอตีนเป็ด (ภาคใต้), ลือแม (มาเลย์-นราธิวาส), ไม้ตีนนก (ไทลื้อ) เป็นต้น
ตีนนก ชื่อวิทยาศาสตร์ Vitex pinnata L. จัดอยู่ในวงศ์กะเพรา (LAMIACEAE หรือ LABIATAE)

ลักษณะของตีนนก
ต้นตีนนก จัดเป็นพรรณไม้ยืนต้นผลัดใบขนาดเล็กถึงขนาดกลาง ผลิใบใหม่ได้ไว ลำต้นเปลาตรง มีความสูงได้ประมาณ 5-10 เมตร เรือนยอดเป็นพุ่มแผ่กว้างทึบ เปลือกต้นเป็นสีน้ำตาลปนเทา แตกเป็นสะเก็ดยาว ตามกิ่งอ่อนเป็นเหลี่ยมสี่มุมตามยาว ทั้งกิ่งอ่อนและยอดอ่อนมีขนนุ่มขึ้นปกคลุม พบขึ้นตามป่าเบญจพรรณ ป่าดิบแล้ง ป่าเต็งรัง ป่าชายหาด และชายป่าพรุทั่วทุกภาคของประเทศ

ใบตีนนก ใบเป็นใบประกอบแบบฝ่ามือ มีใบย่อย 3-5 ใบ ออกจากจุดเดียวกัน เรียงแบบตรงข้ามและตั้งฉาก ก้านช่อใบยาวประมาณ 5-14 เซนติเมตร ส่วนก้านใบย่อยไม่มี ลักษณะของใบย่อยเป็นรูปใบหอกถึงรูปไข่แกมใบหอก ใบมีขนาดกว้างประมาณ 4-6 เซนติเมตร และยาวประมาณ 10-13 เซนติเมตร ใบย่อยตรงกลางจะมีขนาดใหญ่กว่าใบย่อยด้านข้าง ปลายใบแหลม โคนใบแหลม ส่วนขอบใบเรียบ เนื้อใบหนา หลังใบเป็นสีเขียวเข้ม มีขนสาก ๆ ขึ้นประปราย ส่วนท้องใบมีสีจางและมีขนนุ่มขึ้นหนาแน่น เส้นแขนงใบมี 8-14 คู่ เส้นใบย่อยเป็นแบบเส้นร่างแห มองเห็นได้ชัดเจนทางด้านท้องใบ ยอดอ่อนมีขนคล้ายกำมะหยี่ ผิวใบด้านบนเรียบ ส่วนด้านล่างมีขนสั้น ๆ ขึ้นหนาแน่น ขนนุ่ม ก้านใบแผ่เป็นปีก ก้านใบย่อยสั้นมาก

ดอกตีนนก ออกดอกเป็นช่อแบบช่อแยกแขนง โดยจะออกที่ซอกใบและที่ปลายกิ่ง ยาวประมาณ 7-20 เซนติเมตร ดอกย่อยมีจำนวนมาก กลีบดอกมี 5 กลีบ กลีบบนมี 4 กลีบ ส่วนกลีบล่างมี 1 กลีบ กลีบดอกเป็นสีน้ำเงินหรือสีม่วงอ่อน โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอดรูปถ้วย ปลายแยกออกเป็น 2 ปาก ดอกมีเกสรเพศผู้ 4 อัน ติดกับหลอดกลีบดอก แบ่งเป็นอันยาว 2 อัน สั้น 2 อัน เกสรเพศเมียมีรังไข่อยู่เหนือวงกลีบ ส่วนกลีบเลี้ยงดอกจะมี 5 กลีบ เชื่อมติดกันเป็นรูปหลอดรูปถ้วย ปลายแยกเป็นติ่งรูปสามเหลี่ยม มีขนสั้น ไม่มีก้านดอก ออกดอกในช่วงประมาณเดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม

ผลตีนนก เป็นผลเดี่ยว สด ลักษณะของผลเป็นรูปทรงกลม มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1 เซนติเมตร มีกลีบเลี้ยงติดคงทน ผลอ่อนเป็นสีเขียว เมื่อแก่จะเปลี่ยนเป็นสีม่วงถึงดำ ภายในมีเมล็ดเดียวแข็ง เป็นผลในช่วงประมาณเดือนเมษายนถึงเดือนตุลาคม

สรรพคุณของตีนนก
เปลือกต้น แก่น และราก นำมาบดให้เป็นผง ใช้ละลายกับน้ำดื่มเป็นยาแก้ไข้ (เปลือกต้น, แก่น, ราก)
รากมีสรรพคุณเป็นยาช่วยขับลม (ราก)
ผลใช้เป็นยาแก้บิด (ผล)
ใบใช้ตำพอกแผล (ใบ)
ประโยชน์ของตีนนก
เนื้อไม้ตีนนกมีความแข็งแรง ทนทาน สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในงานก่อสร้างบ้านเรือน ทำที่อยู่อาศัย เครื่องมือทางการเกษตร และใช้ในการทำเชื้อเพลิง

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com

สมุนไพรกกอียิปต์

No Comments
สมุนไพรกกอียิปต์

สมุนไพรกกอียิปต์

สมุนไพรกกอียิปต์

สมุนไพรกกอียิปต์

กกอียิปต์ ชื่อสามัญ Egyptian paper plant, Papyrus, Egyptian paper reed[1], Papyrus sedge, Paper reed, Indian matting plant, Nile grass

กกอียิปต์ ชื่อวิทยาศาสตร์ Cyperus papyrus L. จัดอยู่ในวงศ์กก (CYPERACEAE)

ลักษณะของกกอียิปต์
ต้นกกอียิปต์ จัดเป็นพรรณไม้ริมน้ำหรือวัชพืชน้ำ มีอายุหลายปี ลำต้นใต้ดินมีลักษณะเป็นเหง้าใหญ่แข็ง แตกไหลได้ ส่วนลำต้นที่อยู่เหนือดินจะแตกเป็นกอ ลำต้นเป็นสีเขียวมีลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยม มุมมน ภายในต้นตัน มีความสูงของต้นประมาณ 2.5 เมตร ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ดและการแตกไหลของลำต้น ชอบขึ้นในดินเหนียวที่ชุ่มชื้นและมีอินทรีย์วัตถุสูง จนถึงน้ำลึกประมาณ 1 เมตร เป็นพรรณไม้ที่เจริญเติบโตเร็ว ชอบความชื้นสูง และแสงแดดแบบเต็มวัน มักพบขึ้นตามแหล่งน้ำขัง ริมคูคลอง และตามคลองส่งน้ำทั่วไป

ใบกกอียิปต์ ใบเป็นใบเดี่ยว ลดรูปเป็นเกล็ดหรือแผ่นสีน้ำตาล เรียงตัวเป็นกระจุกสามระนาบรอบโคนต้น

ดอกกกอียิปต์ ออกดอกเป็นช่อแบบช่อซี่ร่มย่อยที่ปลายกิ่ง ช่อดอกแตกแขนงย่อยประมาณ 100-200 แขนง ยาวได้ประมาณ 12-30 เซนติเมตร ดอกเป็นสีน้ำตาลปนแดง มีใบประดับรองรับช่อดอกประมาณ 4-10 ใบ มีขนาดกว้างประมาณ 15 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 15-35 เซนติเมตร แต่ละแขนงจะมีดอกย่อยช่อละประมาณ 20-30 ดอก ดอกย่อยจะมีกาบหุ้มกว้างประมาณ 1 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 1.5-2 มิลลิเมตร เมื่อดอกย่อยบานเต็มที่จะมีขนาดกว้างประมาณ 1.5-2 มิลลิเมตร สามารถออกดอกได้ตลอดทั้งปี

ผลกกอียิปต์ ผลแห้ง มีลักษณะเป็นรูปรีหรือรูปไข่ ผลมีขนาดกว้างประมาณ 0.4-0.5 มิลลิเมตร และยาวได้ประมาณ 0.9-10 มิลลิเมตร เปลือกผลแข็ง สีเหลืองอมน้ำตาล ภายในมีเมล็ดเดียว

สรรพคุณของกกอียิปต์
ข้อมูลจากวิกิพีเดียระบุว่า ใบและดอกมีสรรพคุณเป็นยาแก้อาเจียน ถ่ายพิษไข้ และเป็นยาระบายอ่อน ๆ (ข้อมูลนี้ไม่มีแหล่งอ้างอิง)
ใช้ลำต้นนำมาตีด้วยไม้ แล้วนำน้ำยางที่ได้มาใช้สมานแผล และใช้ลำต้นที่ตีเป็นเส้นมาดามกับโคลนเพื่อเป็นการเข้าเฝือก (ข้อมูลไม่มีแหล่งอ้างอิง)
ประโยชน์ของกกอียิปต์
ใช้ทำเป็นเสื่อ กระเป๋ เปลญวน และใช้แทนเชือกมัดของได้ ในสมัยโบราณเคยมีการใช้กกอียิปต์ทำเป็นกระดาษ
ในด้านการใช้งานด้านภูมิทัศน์จะนิยมนำต้นกกอียิปต์มาปลูกเป็นไม้ประดับในสวนน้ำ ปลูกประดับในอ่างเลี้ยงปลา ใช้จัดสวน หรือปลูกไว้ในภาชนะประดับตามมุมอาคารและสถานที่ต่าง ๆ

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com

สมุนไพรกระสัง

No Comments
สมุนไพรกระสัง

สมุนไพรกระสัง

สมุนไพรกระสัง

สมุนไพรกระสัง มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ผักราชวงศ์ (แม่ฮ่องสอน), ผักกูด (เพชรบุรี), ผักสังเขา (สุราษฎร์ธานี), ผักฮากกล้วย (ภาคเหนือ), ผักกระสัง (ภาคกลาง), ชากรูด (ภาคใต้), ตาฉี่โพ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) เป็นต้น
กระสัง ชื่อสามัญ Peperomia, Shiny leave

กระสัง ชื่อวิทยาศาสตร์ Peperomia pellucida (L.) Kunth จัดอยู่ในวงศ์พริกไทย (PIPERACEAE)[2] (ข้อมูลทั่วไปใช้ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Peperomia pellucida Korth)

ลักษณะของกระสัง
ต้นกระสัง จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุก ลำต้นเปราะหักง่าย มีความสูงได้ประมาณ 15-30 เซนติเมตร ลำต้นและใบเป็นสีเขียวและอวบน้ำ ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด พบขึ้นทั่วไปในเขตร้อนทั่วโลก ในประเทศไทยพบได้ทั่วทุกภาคของประเทศ โดยมักขึ้นในแปลงผัก ตามสวน และตามสนามหญ้าทั่วไป จัดเป็นวัชพืชชนิดหนึ่ง (การกำจัดและป้องกันสามารถใช้ได้ทั้งวิธีการเขตกรรม เช่น ถาก ถอน ทิ้งอยู่เสมอ และการใช้สารเคมีต่างๆ เช่น กรัมม็อกโซน มาร์เก็ต (ไกลโฟเซต), ดามาร์ค (ไกลโฟเลท), ทัชดาวน์ (ไกลโฟเซต, ไตรมีเซียมซอลต์) ฯลฯ

ใบกระสัง ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ โดยจะออกจากลำต้นในลักษณะตรงข้าม ลักษณะของใบเป็นรูปหัวใจ ปลายใบแหลม โคนใบเว้าตื้น ส่วนขอบใบเรียบ มีต่อมโปร่งแสง แผ่นใบหนาเป็นคลื่นเล็กน้อย ผิวใบด้านบนเป็นมัน ด้านล่างขุ่นและมีสีอ่อนกว่า ใบมีขนาดกว้างประมาณ 1-3 เซนติเมตร และยาวประมาณ 1-4 เซนติเมตร

ดอกกระสัง ออกดอกเป็นช่อตามซอกและที่ปลายกิ่ง ช่อดอกเป็นสีเขียวอ่อนหรือสีครีม ช่อดอกจะออกบริเวณข้อตรงข้ามกับใบ เรียงโค้งขึ้น ประกอบไปด้วยดอกเล็ก ๆ ที่ไม่มีก้าน มีดอกย่อยจำนวนมากเวียนรอบแกน ดอกเป็นแบบสมบูรณ์เพศ ไม่มีทั้งกลีบดอกและกลีบเลี้ยง มีใบประดับดอกละ 1 ใบ ดอกมีเกสรเพศผู้ 2 อัน อยู่ข้าง ๆ รังไข่ อับเรณูเป็นสีขาว ก้านชูอับเรณูสั้น เกสรเพศเมียมี 1 อัน รังไข่มีลักษณะกลม อยู่เหนือฐานดอก

ผลกระสัง ผลเป็นผลสด มีลักษณะกลม ภายในผลมีเมล็ด 1 เมล็ด เมล็ดเป็นสีดำทรงกลมและมีขนาดเล็ก

สรรพคุณของกระสัง
ในตรินิแดด (Trinidad) นิยมใช้สมุนไพรชนิดนี้เป็นยาเย็นสำหรับเด็ก (ใบ)
ในบราซิลจะใช้สมุนไพรชนิดนี้เพื่อลดคอเลสเตอรอล (ไม่ระบุส่วนที่ใช้)
ในมาเลเซียเชื่อว่า การรับประทานผักกระสังจะสามารถช่วยรักษาโรคตาและต้อ (glaucoma) ได้ (ใบ)
ใบนำมาตำให้แหลกใช้เป็นยาแก้ปวดศีรษะ (ใบ)
ใบผักกระสังที่ทำให้แหลกแล้ว สามารถนำมาใช้เป็นยาแก้ไข้ แก้อักเสบได้ (ใบ)
ใบใช้รับประทานสด ๆ จะมีสรรพคุณเป็นยารักษาโรคลักปิดลักเปิดหรือโรคเลือดออกตามไรฟัน เนื่องจากมีวิตามินซีสูง (ใบ)

ใบนำมาตำขยำใช้แปะทาเม็ดที่เป็นใต้ราวนม เป็นยาแก้มะเร็งเต้านม (ใบ)
น้ำคั้นจากใบใช้เป็นยาแก้ปวดท้อง (ใบ)
ในกียานา (Guyana) จะใช้ผักกระสังเป็นยาขับปัสสาวะ ลดไข่ขาวในปัสสาวะ ส่วนในแถบแอมะซอนจะใช้เป็นยาขับปัสสาวะ หล่อลื่น แก้หัวใจเต้นผิดปกติ (ไม่ระบุส่วนที่ใช้)
ใช้เป็นยารักษาเริม ด้วยการนำต้นผักกระสังมาผสมกับขมิ้นและข้าวสาร (ฮูยงงูกุมาตอกูยิ) ตำให้ละเอียด แล้วนำมาพอกทิ้งไว้ 1 คืน (ต้นและใบ)
ยาชงจากใบใช้เป็นยาแก้ชัก (ใบ)
ใบใช้ตำพอกฝีและแผล หรือคั้นเอาน้ำทาแผลฝีที่มีหนอง จะช่วยรักษาแผลฝีหนองได้ (ใบ)
ทั้งต้นใช้เป็นยาแก้พิษฝี หรือนำมาแช่น้ำทาแก้ผื่นคัน (ทั้งต้น)
หมอยาพื้นบ้านบางคนจะกินผักกระสังเป็นยาแก้ปวดข้อ ซึ่งในประเทศฟิลิปปินส์จะมีการกินผักกระสังสด ๆ หรือนำมาต้มกินเพื่อรักษาโรคเกาต์ อาการปวดข้อ และข้ออักเสบ โดยการนำผักกระสังต้นยาวสัก 20 เซนติเมตร นำมาต้มกับน้ำ 2 แก้ว ให้เหลือประมาณ 1 แก้ว ใช้แบ่งรับประทานครั้งละครึ่งแก้ว เช้าและเย็น (ในปัจจุบันฟิลิปปินส์กำลังศึกษาวิจัยเพื่อใช้เป็นยารักษาโรคข้ออักเสบรวมทั้งโรคเกาต์จากการที่ผักกระสังสามารถลดปริมาณกรดยูริกในกระแสเลือด) นอกจากนี้ชาวฟิลิปปินส์ยังใช้ทั้งต้นสดนำมาบดประคบฝีหรือตุ่มหนอง และโรคผิวหนังอื่น ๆ ซึ่งจากการศึกษาสมัยใหม่พบว่า ผักชนิดนี้มีฤทธิ์ต้านการอักเสบและต้านแบคทีเรียได้หลายชนิด ทั้งยังมีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนๆ ซึ่งจะช่วยกำจัดเนื้อตายทำให้ฝีแตกได้โดยง่าย (ต้นและใบ)
ในโบลิเวียมีบันทึกที่มีอายุนานนับพันปีชื่อว่า “Altenos Indians Document” ซึ่งกล่าวไว้ว่า ผักกระสังทั้งต้นใช้บดผสมกับน้ำใช้กินเป็นยาห้ามเลือด ใช้ส่วนเหนือดินโปะแผล ใช้ส่วนของรากต้มกินเป็นยารักษาไข้ (ทั้งต้น)
นอกจากนี้ในประเทศอื่น ๆ ยังมีการใช้ผักกระสังเป็นยารักษาอาการปวดท้อง ทั้งแบบธรรมดาและปวดเกร็ง รักษาฝี สิว หัด อีสุกอีใส แผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก แก้อาการอ่อนเพลีย ปวดศีรษะ ระบบประสาทแปรปรวน มีแก๊สในกระเพาะ ปวดข้อรูมาติก

ข้อมูลทางเภสัชวิทยาของกระสัง
มีรายงานการศึกษาที่พบว่า ผักกระสังมีฤทธิ์ต้านมะเร็ง เชื้อแบคทีเรีย ต้านการอักเสบ แก้อาการปวด และไม่มีพิษภัย โดยสารสกัดด้วยน้ำจากใบกระสังมีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อ Micrococcus pyogenes Lehm. et Neum. var. aureus Huck. และเชื้อ Escherichia coli (Miq.) Cast. et Chalm.
จากการศึกษาพบว่า ผักกระสังมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและมีวิตามินสูง โดยใน 100 กรัมจะมีวิตามินสูงถึง 18 มิลลิกรัม ทางสถาบันวิจัยโภชนาการของมหาวิทยาลัยมหิดล ได้พบว่าผักกระสังเพียง 100 กรัม จะมีเบต้าแคโรทีนประมาณ 285 ไมโครกรัม
สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ทำการวิจัยพบว่า ผักกระสังมีฤทธิ์เสริมสร้างและซ่อมแซมกระดูกส่วนที่สึกหรอได้

ประโยชน์ของกระสัง

ต้นและใบใช้รับประทานเป็นผักสด โดยนำมาผัด ลวก หรือนึ่งเป็นอาหาร[1] หรือใช้ทำยำผักกระสัง ด้วยการนำผักมาหั่นเป็นชิ้นพอประมาณสัก 1-2 ทัพพี, กุ้งแห้ง 1-2 ช้อนโต๊ะ, น้ำมะนาว 1-2 ช้อนโต๊ะ, มะม่วงซอย 1-2 ช้อนโต๊ะ, แคร์รอตซอยฝอย ๆ 1-2 ช้อนโต๊ะ, ขิงซอย 1-2 ช้อนโต๊ะ, น้ำเปล่า 1-2 ช้อนโต๊ะ, น้ำตาลทราย 1-2 ช้อนโต๊ะ, พริกขี้หนูแห้งทอด พอประมาณ, ถั่วลิสงคั่ว พอประมาณ, หมูหยอง พอประมาณ, หัวหอมซอย พอประมาณ, โหระพาและสะระแหน่ไว้แต่งรส จากนั้นรวมเครื่องปรุงทุกอย่างเข้าด้วยกัน แล้วปรุงรสตามใจชอบ เพียงเท่านี้ก็พร้อมรับประทานได้แล้ว ส่วนยำผักกระสังอีกสูตรจะใช้ผักกระสัง 6 ช้อนคาว, เนื้อหมูสามชั้น 2 ช้อนคาว, หนังหมู 2 ช้อนคาว, กุ้งต้ม 2 ช้อนคาว, หอม 1 ช้อนคาว, กระเทียม 1 ช้อนคาว, ถั่วลิสง 1 ช้อนคาว, พริกชี้ฟ้าแดง 2 เม็ด, น้ำปลา, น้ำตาล และมะนาว โดยขั้นตอนในการทำนั้นจะเริ่มจากการนำหมูและหนังหมูมาต้มให้พอสุก หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ยาวประมาณ 1 นิ้ว ซอยหอม กระเทียมตามยาวของกลีบ นำไปเจียวให้พอเหลือง จากนั้นนำถั่วลิสงมาหั่นตามยาวเป็นฝอย ๆ พริกแดงให้ผ่าเอาเมล็ดออก ตัดเป็นสองท่อน แล้วหั่นตามยาวเป็นฝอย ๆ แล้วคลุกเครื่องปรุงข้างต้นเข้าด้วยกัน ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำตาล และมะนาวตามชอบใจ แล้วจึงนำผักกระสังมาตัดรากทิ้ง เด็ดเป็นท่อนสั้น ๆ ล้างน้ำให้สะอาด ทิ้งไว้ให้สะเด็ดน้ำ คลุกเคล้ากับเครื่องข้างต้นให้เข้ากัน แล้วจัดใส่จานพร้อมกับโรยหน้าด้วยหอมเจียวและพริกแดง เป็นอันเสร็จ (คู่มือการปรุงอาหารจากผักพื้นบ้านไทย, ยิ่งยง ไพสุขศานติวัฒนา)
ผักชนิดนี้มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงและถูกจัดว่าเป็นผักต้านมะเร็งชนิดหนึ่ง
น้ำคั้นจากใบใช้ทารักษาสิว ทำให้สิวยุบเร็วขึ้น
ผักกระสังเป็นสมุนไพรสำหรับผู้หญิงอีกชนิดหนึ่ง เพราะนอกจากจะใช้รักษาสิวได้แล้ว สาว ๆ ในสมัยก่อนยังใช้น้ำต้มจากผักชนิดนี้นำมาล้างหน้าบ่อย ๆ เพื่อเป็นการบำรุงผิวและทำให้ผิวหน้าสดใสอีกด้วย
นอกจากนี้ยังมีการใช้ผักกระสังเป็นยาสระผม โดยนำใบมาขยำกับน้ำแล้วชโลมศีรษะให้ศีรษะเย็นเพื่อช่วยป้องกันผมร่วงและทำให้ผมนุ่ม เพราะผักชนิดนี้มีธาตุอาหาร มีความเป็นกรดอ่อน ๆ มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ ต้านเชื้อรา และเชื้อแบคทีเรีย
ปัจจุบันมีการนำสมุนไพรชนิดนี้ไปผลิตเป็นสารสกัดเพื่อจำหน่ายในต่างประเทศ
ข้อควรระวัง : สำหรับผู้ที่แพ้พืชที่มีกลิ่นฉุนประเภท Mustard (พืชเครื่องเทศทั้งหลาย) ไม่ควรรับประทานผักชนิดนี้

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com

สมุนไพรกูดพร้าว

No Comments
สมุนไพรกูดพร้าว

สมุนไพรกูดพร้าว

สมุนไพรกูดพร้าว

สมุนไพรกูดพร้าว มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า กูดต้น (ภาคเหนือ), มหาสดำ (ภาคตะวันออกเฉียงใต้), กูดพร้าว (เชียงใหม่)[1] บางแห่งเรียกว่า “กูดต้นดอยสุเทพ”

ลักษณะของกูดพร้าว
ต้นกูดพร้าว จัดเป็นเฟิร์นต้นที่มีลำต้นตั้งตรง สูงได้ประมาณ 3-5 เมตร ตามลำต้นมีเกล็ดขึ้นปกคลุมและมีรอยก้านใบที่หลุดร่วงไป รากมีลักษณะเป็นเส้นแข็งสีดำ มีเขตการกระจายพันธุ์ในจีนตอนใต้ กัมพูชา มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ส่วนในประเทศไทยพบขึ้นกระจายพันธุ์ทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงใต้ และภาคใต้ โดยมักพบขึ้นตามไหล่เขาในป่าดิบเขา บนพื้นที่สูงจากระดับน้ำทะเลต่ำกว่า 1,000 เมตร

ใบกูดพร้าว ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกสองชั้น ออกรวมกันเป็นกลุ่มบริเวณใกล้ยอด แกนกลางของใบประกอบไม่เรียบ มีตุ่มขรุขระทางด้านล่าง ส่วนด้านบนมีขนและเกล็ดขึ้นประปราย ก้านใบเป็นสีน้ำตาลปนเหลืองหรือสีน้ำตาลเข้ม ยาวได้ประมาณ 40 เซนติเมตร มีหนามสั้น ๆ ที่โคนมีเกล็ดสีน้ำตาลเป็นมัน เกล็ดมีลักษณะเป็นรูปแถบ มีขนาดกว้างประมาณ 1 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 2 เซนติเมตร ด้านบนมีขน กลุ่มใบย่อยคู่ล่างลดขนาดลงยาวได้ประมาณ 10 เซนติเมตร มีรูปร่างไม่แน่นอน ส่วนกลุ่มใบย่อยถัดขึ้นมาจะมีลักษณะเป็นรูปขอบขนานแคบ ปลายเรียวแหลมและมีติ่งยาว มีขนาดกว้างประมาณ 14 เซนติเมตร และยาวประมาณ 40 เซนติเมตร แกนกลุ่มใบย่อยมีเกล็ดแบนสีน้ำตาลทางด้านล่าง ใบย่อยจะมีมากกว่า 25 คู่ เรียงห่างกันประมาณ 1.6 เซนติเมตร ลักษณะเป็นรูปขอบขนานแกมรูปใบหอก มีขนาดกว้างประมาณ 1.7 เซนติเมตร และยาวประมาณ 7 เซนติเมตร ปลายเรียวแหลม โคนกึ่งตัด ส่วนขอบหยักเว้าลึกเกือบถึงเส้นกลางใบย่อย หยักเฉียง รูปเคียว มีขนาดกว้างประมาณ 3 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 1 เซนติเมตร ปลายมน ส่วนขอบเรียบหรือจักเป็นฟันเลื่อย เส้นกลางใบย่อยมีขนทางด้านบน ส่วนด้านล่างมีเกล็ดแบนสีน้ำตาล แผ่นใบบาง ผิวใบด้านบนเป็นสีเขียวเข้ม ส่วนด้านล่างเป็นสีเขียวอ่อน เส้นใบแยกสาขาออกเป็นคู่ 7-8 คู่ ก้านใบย่อยไม่มี

กลุ่มอับสปอร์กูดพร้าว กลุ่มอับสปอร์จะมีลักษณะเป็นรูปเกือบกลม อยู่บนเส้นใบทั้งสองข้าง โดยจะอยู่ตรงเส้นกลางใบย่อย เยื่อคลุมกลุ่มอับสปอร์เป็นเกล็ดเล็ก อยู่ที่ฐานของกลุ่มอับสปอร์

สรรพคุณของกูดพร้าว
แพทย์แผนชนบทจะใช้เนื้อไม้นำมาทำเป็นยาแก้ไข้ ใช้ฝนเป็นยาทาแก้ฝี แก้อักเสบ และแก้บวม (เนื้อไม้)
ประโยชน์ของกูดพร้าว
ลำต้นของกูดพร้าวสามารถนำมาใช้ปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ได้

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com