ป้ายกำกับ: สมุนไพร

เห็ดหลินจือ ราชาแห่งสมุนไพร เสริมภูมิต้านทาน ต่อต้านโรคมะเร็ง

No Comments
เห็ดหลินจือ

เห็ดหลินจือ คุณประโยชน์ยอดสมุนไพรจากแผ่นดินจีน ยาอายุวัฒนะที่คู่รักสุขภาพไม่สมควรพลาด

ประโยชน์ต่างๆที่ได้รับจาก เห็ดหลินจือ คุณประโยชน์สมเป็น ยาอายุวัฒนะ

ในเห็ดหลินจือมีสารสำคัญหลากหลายประเภท โดยมีส่วนประกอบหลักเป็น

– สารในกรุ๊ปโพลีแซคคาไรด์ (Polysaccharides) มีฤทธิ์เสริมระบบภูมิต้านทานร่างกาย ช่วยกำจัดเซลล์ของโรคมะเร็ง ยั้งเนื้องอก ลดน้ำตาลในเลือด ลดอาการอักเสบ

– สารในกรุ๊ปไตรเทอร์พีน (Triterpene) ช่วยกำจัดการแบ่งตัวของเซลล์ของโรคมะเร็ง ยั้งเซลล์ของโรคมะเร็งตับ คุ้มครองปกป้องโรคภูมิแพ้ ลดระดับความดันเลือด ลดไขมันในเลือด คุ้มครองปกป้องไขมันตันในเส้นโลหิต

– สารในกรุ๊ปนิวคลีโอไทด์ (Nucleotide) ออกฤทธิ์ทุเลาลักษณะของการเจ็บปวด คุ้มครองลิ่มเลือดแข็งในเส้นโลหิต ลดการเสี่ยงโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต ยั้งการเติบโตของเชื้อไวรัส

– สารประกอบพบมาเนียม (Gemanium) สร้างเสริมภูมิคุ้มกันของร่างกาย บำรุงประสาท สมอง หัวใจ กระตุ้นระบบไหลเวียนเลือด

ดยในตำรับยาเจาะจงไว้ว่า เห็ดหลินจือ ประยุกต์ใช้รักษาได้หลายอาการ อย่างเช่น…

– บำรุงร่างกาย เสริมกำลัง ทุเลาอาการอ่อนล้า
– สร้างเสริมภูมิต้านทาน โดยมีรายงานการเรียนรู้ทางสถานพยาบาลพบว่า เห็ดหลินจือมีฤทธิ์กระตุ้นระบบภูมิต้านทานในคนเจ็บโรคมะเร็งปอด, คนป่วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ รวมทั้งผู้เจ็บป่วยโรคมะเร็งขั้นขยาย
– ลดน้ำตาลในเลือด ควบคุมลักษณะโรคโรคเบาหวาน และก็โรคที่อยู่ในกรุ๊ปอาการความแปลกของระบบเผาผลาญของกินของร่างกาย
– ลดไขมันในเลือด ปกป้องโรคหัวใจ
– สร้างเสริมความจำ ปกป้องอัลไซเมอร์
– ช่วยทำให้เลือดลมไหลเวียนก้าวหน้าขึ้น
– ชะลอความแก่ บำรุงผิวพรรณให้ผ่องแผ้ว
– ล้างพิษให้ร่างกาย
– บำรุงสายตา
– แก้หลอดลมอักเสบเรื้อรัง
– รักษาโรคภูมิแพ้ โรคหืด หอบ
– เพิ่มความแข็งแรงให้ปอด ม้าม
– ลดระดับความดันเลือดสูง
– แก้เมื่อยเนื้อเมื่อยตัว ปวดข้อ โรคเกาต์
– บำรุงระบบประสาท โดยมีการนำไปรักษาโรคประสาทที่มีลักษณะเหน็ดเหนื่อยอย่างเรื้อรังได้ได้ผล
– แก้อาการนอนไม่หลับ เวียนหัว เบื่อข้าว
– รักษาลักษณะของการปวดภายหลังการรับเชื้องูสวัด
– รักษาแผลในกระเพาะและก็ไส้
– ลดการอักเสบในไส้
– บำรุงรวมทั้งรักษาโรคตับต่างๆอีกทั้งโรคตับแข็ง ตับอักเสบ ฟื้นฟูความสามารถของตับที่ถูกทำลายจากการกินยาเยอะมากๆต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลาที่นานๆ
– ขับฉี่ รักษาโรคทางเท้าเยี่ยวข้างล่าง
– คุ้มครองปกป้องการทำงานหนักของไต
– รักษาริดสีดวงทวาร
– ลดลักษณะของการปวดรอบเดือน
– แก้ภาวการณ์เสื่อมความสามารถทางเพศ
– แก้ไขปัญหาภาวการณ์มีลูกยาก
อื่นๆอีกมากมาย

 

แหล่งที่มา.. https://health.kapook.com/view57030.html

ชงโค คุณประโยชน์ดีต่อร่างกาย เป็นไม้ประดับก็งาม

No Comments
ชงโค

ชงโค มิได้มีดีเพียงแค่เค้าหน้า แต่ว่าคุณประโยชน์ทางยาและก็คุณประโยชน์ต่อร่างกายก็ไม่น้อย

ชงโค คุณประโยชน์โอ้โห…ดีเลิศ

ตามตำราหมอแผนไทย ชงโคมีคุณประโยชน์ด้านสมุนไพร ดังต่อไปนี้

1. แก้ไอ

ใบชงโคสามารถนำไปต้มแล้วจิบเป็นชาแก้อาการไอได้

2. ยาระบาย

ตำรับยาแผนไทยใช้รากชงโคล้างสะอาด ต้มกับน้ำเป็นยาระบาย แก้ท้องผูก ถ่ายยาก แล้วก็ยังมีฤทธิ์ช่วยขับลมภายในร่างกายอีกด้วย

3. รักษาแผล ฝี

ใบชงโคล้างสะอาดตำให้แหลกแล้วเอามาพอกฝี รักษาแผลได้ แม้กระนั้นดังนี้เพื่อเลี่ยงจังหวะติดเชื้อโรคที่แผล เสนอแนะว่าอย่าโปะใบชงโคลงไปบนแผลโดยตรงจะดียิ่งกว่า

4. แก้ท้องเดิน แก้บิด

เปลือกต้นชงโคมีคุณประโยชน์ช่วยแก้ท้องเดิน แก้ปวดบิด

5. แก้พิษร้อน แก้ไข้

ดอกชงโคมิได้ดูดีเพียงแค่นั้น แม้กระนั้นยังมีคุณประโยชน์แก้พิษร้อนจากเลือดและก็น้ำดี แก้ไข้

 

แหล่งที่มา.. https://health.kapook.com/view206436.html

ว่านนางตัด สมุนไพรเร้าอารมณ์ทางเพศ รีเฟรชสุขภาพสตรี

No Comments
ว่านนางตัด

สมุนไพรเพื่อสุขภาพ ที่ต้องการให้รู้จักมากมายๆอย่าง ว่านนางตัด เพราะว่าคุณประโยชน์ของว่านนางตัดนั้นอย่างมากจริงๆโดยยิ่งไปกว่านั้นกับสุขภาพสตรี

ว่านนางตัดเป็นสมุนไพรที่มีมานาน แม้กระนั้นพึ่งจะได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการให้คนได้ทราบจะว่า คุณประโยชน์ว่านนางตัดสามารถช่วยทำนุบำรุงกำลังเพศหญิง กระชับมดลูก ลดลักษณะของการปวดรอบเดือน ทั้งยังช่วยปลุกความซู่ซ่าให้เรื่องบนเตียง จนถึงถูกชูให้เป็นไวอากร้าเพศหญิงในแบบอย่างสมุนไพรไทย ซึ่งด้วยคุณประโยชน์ของว่านนางตัดที่เยี่ยมเป้งขนาดนี้ พวกเราเลยขอนำทุกคนมารู้จะสมุนไพรว่านนางตัดให้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ว่านนางตัด กับความมากมายหลากหลายของชื่อ

สมุนไพรว่านนางตัดเป็นชื่อที่เรียกกันทั่วๆไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดสตูลแล้วก็จังหวัดตรัง แต่ว่าชื่อในแคว้นจะถูกเรียกว่าพิลังสาหรือนนางสัด ซึ่งเป็นชื่อที่เรียกกันในแถบจังหวัดชุมพรรวมทั้งนครศรีธรรมราช

ส่วนว่านนางตัดในชื่อวิทยาศาสตร์ มีชื่อว่า Labisia pumila (Blume) F.-Vill. & Naves

ลักษณะทางพันธุศาสตร์ของว่านนางตัด

ว่านนางตัดมีลักษณะของต้นเป็นไม้ล้มลุกครึ่งไม้พุ่มขนาดเล็ก ลำต้นสูงราวๆ 5-15 ซม. รอบๆลำต้น ก้านใบ และก็ช่อดอก มีเกล็ดสีน้ำตาลปนแดงหนาแน่น ส่วนใบเป็นใบผู้เดียว เรียงเวียน ยาวราวๆ 10-20 ซม. ปลายใบแหลม แผ่นใบข้างล่างมีเกล็ดสีน้ำตาลปนแดงกระจัดกระจายอยู่ทั่วบนเส้นกึ่งกลางใบ ด้านในใบมีเส้นกิ่งก้านสาขาใบจำนวนไม่น้อย

ว่านนางตัดเป็นไม้พุ่มที่มีดอก ขนาดช่อดอกยาวราว 2-8 มม. ใน 1 ช่อจะมีดอกอยู่ราว7 ดอก กลีบดอกไม้เป็นสามเหลี่ยม มีจุดโปร่งใสกระจัดกระจาย สีกลีบเป็นสีขาวหรือขาวอมชมพู และก็ส่งผลทรงกลม เส้นผ่าศูนย์กลางราว 4 มม. ผิวข้างนอกมีต่อมเรียวยาวกระจัดกระจาย

แหล่งปลูกว่านนางตัดรวมทั้งพื้นที่กระจัดกระจายชนิด

ในไทยจะพบว่านนางปิดทางภาคใต้เป็นส่วนมาก เพราะนนางตัดชอบปลูกก้าวหน้าในพื้นป่าดิบชื้น มีร่มเงา ตามขอบสายธารหรือพื้นที่ที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลราว 100-800 เมตร

 

แหล่งที่มา.. https://health.kapook.com/view128772.html

ตรีชวา สมุนไพรดับพิษ ใช้ควบคู่กับ สังกรณี สมุนไพรโบราณ

No Comments
ตรีชวา

ตรีชวา ดังถูกพูดถึงใน พระราชนิพนธ์เรื่องรามเกียรติ์ ตอนพระลักษมณ์โดนหอกโมกขศักดิ์ จะต้องให้หนุมานไปเก็บ สังกรณี  มาทำเป็นยาพอกก็เลยจะหาย

ตรีชวา สมุนไพรดับพิษ

มีชื่อวิทยาศาสตร์ Clerodendrum serratum (L.) ชื่อท้องถิ่นตรีชวา (ภาคกึ่งกลาง) ตั้งต่อ, ปอสามเกี๋ยน, สามสุม (ภาคเหนือ) พรายสะแกงเลียง, สะเม่าใหญ่ (จังหวัดโคราช) หลัวสามทะเล, ไฟทวาร (จังหวัดเชียงใหม่) ไฟ (จังหวัดสุราษฎร์ธานี) เป็นไม้พุ่มสูงได้ถึง 2 มัธยม แขนงตั้งชัน ต้นเล็กเรียวเรียบ ออกเป็นกอ ใบเป็นใบลำพัง ออกเรียงตรงกันข้าม รูปใบหอกแคบ ปลายแหลมสั้น โคนสอบเรียว กว้าง 1.5-3.5 เซนติเมตร ยาว 3-8 เซนติเมตร รูปรีขอบขนาน ปลายใบแหลม ขอบของใบเรียบ สีเขียวบาง

ขึ้นเล็กน้อยตามป่าเบญจพรรณทั่วๆไป เป็นไม้ที่โล่งแจ้ง เติบโตได้ดิบได้ดีในดินทั่วๆไปเพาะพันธุ์ด้วยการเพาะเม็ด หรือการปักชำกิ่ง มีดอกเป็นช่อแท่งตั้ง แน่นตลอดช่อ ที่ปลายยอดเรียวแหลม กลีบสีขาวแซมเขียว แต่ละดอกมีใบประดับประดารูปหัวใจ

สีขาวลายเขียว 3 ใบ กลีบดอกไม้เป็นหลอดเล็ก ปลายแยกเป็น 2 ส่วน ส่วนบนมี 2 กลีบ ส่วนกลีบข้างล่างมี 3 กลีบ มีดอกได้ทั้งปี ผลมีลักษณะกลมขนาดเท่าปลายนิ้วก้อย สีเขียว ไร้ก้าน แห้งแตกยาวโดยประมาณ 1.5 เซนติเมตร

คุณประโยชน์รักษาแผลดี ดับพิษทั้งผอง ดับพิษเลือด แก้ริดสีดวง ขับเยี่ยว

กรรมวิธีรวมทั้งจำนวนใช้ดับพิษเลือดและก็ขับเยี่ยว…ใช้ทั้งยังต้น 1 กำมือ หรือ 10-15 กรัม ล้างน้ำให้สะอาด ต้มลงในน้ำเดือด 1 ลิตร นาน 15 นาที กรองเอาน้ำกินยามเช้า-เย็น จะหายวันหายคืน.

 

แหล่งที่มา.. https://www.thairath.co.th/news/local/1661863

สมุนไพร อบเชย คุณประโยชน์และก็ประโยชน์ต่างๆที่ได้รับจากอบเชย

No Comments
อบเชย

คุณประโยชน์ของ สมุนไพร อบเชย

เปลือกต้นและก็แก่นไม้ มีรสเผ็ด หวานเปียก มีกลิ่นหอมยวนใจ เป็นยาร้อนออกฤทธิ์ต่อไต ม้าม รวมทั้งกระเพาะปัสสาวะ ใช้เป็นยาบำรุงร่างกาย ทำให้ร่างกายอบอุ่น ช่วยกระจัดกระจายความเย็นภายในร่างกาย ทำให้โลหิตหมุนเวียนดี (เปลือกต้นและก็แก่นไม้)
เปลือกต้นใช้ปรุงผสมเป็นยาหอมแล้วก็ยานัตถุ์ คืนความสดชื่น แก้ปวดหัว แก้อาการหมดแรง (เปลือกต้น)
ช่วยบำรุงรักษาดวงใจ บำรุงธาตุ ช่วยบำรุงกำลัง แก้อาการเหน็ดเหนื่อย (เปลือกต้น) ส่วนใบอบเชยต้นมีคุณประโยชน์เป็นยาบำรุงธาตุ และก็ชูกำลัง (ใบอบเชยไทย)
รากอบเชยเทศ มีคุณประโยชน์ช่วยปลุกธาตุให้เจริญรุ่งเรือง แก้พิษร้อน ส่วนเปลือกต้นอบเชยเทศมีคุณประโยชน์ปลุกธาตุชั้นให้รุ่งโรจน์ (เปลือกต้นอบเชยเทศ,รากอบเชยเทศ
อบเชยจีนมีรสเผ็ดอมหวาน มีฤทธิ์ร้อน ช่วยทำนุบำรุงธาตุไฟในระบบไต ตับ ม้าม และก็หัวใจ (เปลือกต้นอบเชยจีน)
อบเชยสามารถช่วยลดระดับความดันเลือดได้ ด้วยการใช้ผงอบเชยที่หาซื้อได้ทั่วๆไปที่เป็นแท่งเอามาบด โดยให้ใช้ผงอบเชยหนัก 1 กรัม ชงกับน้ำร้อน 1 แก้วกาแฟ ใช้ดื่มก่อนรับประทานอาหารตอนเช้ารวมทั้งเย็น (เปลือกต้น)
ใช้ปรุงเป็นยานัตถุ์กินแก้ไม่อยากกินอาหาร (เปลือกต้น)เปลือกต้นเอามาต้มกับน้ำกินเป็นยาบำรุงธาตุ และก็ช่วยให้เจริญอาหาร (เปลือกต้นอบเชยไทย)
อบเชยมีคุณประโยชน์ช่วยให้ร่างกายมีความรู้และความเข้าใจสำหรับการใช้อินซูลินเพื่อการการเผาไหม้เดกซ์โทรสเจริญขึ้น อบเชยสามารถลดการดื้อรั้นอินซูลินทำให้เซลล์ต่างๆนำน้ำตาลในเลือดไปใช้เป็นพลังงานให้หมดไปไม่ค้างอยู่ในเลือด สมุนไพรอบเชยก็เลยเหมาะสมกับเบาหวานจำพวกที่ 2 สำหรับคนเป็นโรคโรคเบาหวาน ให้ใช้อบเชยวันละ 1 ช้อนชา หรือราวๆ 1,200 มก. โดยให้แบ่งการกินออกเป็น 4 มื้อ ซึ่งจะได้ผงอบเชยในจำนวน 300 มก. หรือมีขนาดพอๆกับแคปซูลเบอร์ 1 แม้กระนั้นสำหรับผู้ไม่เป็นโรคเบาหวานสามารถกินได้วันละ 500-600 มก. หรือราวๆวันละ 2 แคปซูล (เปลือกของกิ่ง)

คุณประโยช์จากต้นอบเชย

เปลือกต้นใช้เป็นเครื่องเทศ ยาขับลม แต่งกลิ่น บดให้เป็นผุยผงใช้เป็นเครื่องเทศใส่ของกิน ใส่เอาไว้ข้างในเครื่องแต่งหน้า น้ำมันจากกาบไม้ต้นใช้แต่งกลิ่นของกินแล้วก็เครื่องดื่ม อาทิเช่น ลูกวาด ของหวาน สุรา รวมถึงเภสัชภัณฑ์ สบู่ ยาตระเตรียมที่ใช้สำหรับโพรงปาก ใช้เป็นส่วนประกอบในยาแก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ยาขับลม ใช้เป็นยาฆ่าเชื้อโรคแล้วก็กันบูด ฯลฯ ส่วนเปลือกอบเชยชวามักประยุกต์ใช้ผสมเครื่องแกงแกงมัสมั่น รวมทั้งแต่งกลิ่นข้าวบุหรี่ไก่
เปลือกต้นอบเชยเมื่อเอามาปิ้งไฟจะมีกลิ่นหอมสดชื่น นิยมเอามาใส่ไว้ภายในแกงมัสมั่นแล้วก็อาการจำพวกต้มหรือต้มเนื้อสัตว์ต่างๆเพื่อลดความคาว หรือจะทดลองหาผงอบเชยมาใส่ลงในของกินหรือเครื่องดื่มก็ได้ ได้แก่ ชา กาแฟ น้ำผลไม้ แซนด์วิช ก็ได้ สุดแท้แต่จะดัดแปลงแก้ไขสูตร
ใบอบเชยเทศมีน้ำมัน ใช้สำหรับแต่งกลิ่น แต่งกลิ่นเครื่องแต่งตัว แต่งกลิ่นสบู่ ใช้เป็นสารขึ้นต้นสำหรับเพื่อการผลิตน้ำหอม ใช้เป็นแหลงของสารยูจีนอลเพื่อนำมาสังเคราะห์เป็นสารวานิลลิน ใช้เป็นส่วนประกอบในยาใช้ภายนอกเช็ดนวดเพื่อทุเลาลักษณะของการปวดตามข้อ
คนภูเขาจังหวัดเชียงใหม่จะใช้เปลือกต้นอบเชยไทยเอามาตากให้แห้งแล้วค่อยนำไปบดรับประทานกับหมาก
ชาวม้งจะใช้กาบไม้ของอบเชยไทย นำไปตากแห้งแล้วตำให้เป็นผุยผง นำไปทำธูป มีกลิ่นหอมหวน
แก่นไม้อบเชยไทยมีกลิ่นหอมยวนใจเหมือนการบูร แก่นไม้หยาบคายและก็ออกจะเหนียว สามารถประยุกต์ใช้สำหรับการแกะทำหีบใส่ของเพื่อคุ้มครองแมลง ทำเครื่องตกแต่งบ้าน หรือทำไม้บุฝาผนังที่งดงามได้9
สำหรับเรื่องสิว อบเชยก็สามารถช่วยได้เหมือนกัน ด้วยการใช้ผงอบเชย 1 ช้อนชา ผสมกับน้ำผึ้ง 3 ช้อนชา แล้วคนจนเข้ากัน ต่อจากนั้นเอามาป้ายลงบนหัวสิวก่อนนอน และหลังจากนั้นก็ค่อยล้างออกในช่วงเวลาเช้าด้วยน้ำอุ่น โดยให้ทำต่อเนื่องกัน 2 อาทิตย์ สิวจะเบาๆหมดไป (ข้อมูลที่ได้มาจาก Woman plus)

 

แหล่งที่มา.. https://medthai.com/

ออริกาโน (Oregano) สมุนไพร

No Comments
ออริกาโน

ออริกาโน (Oregano) คุณประโยชน์มากมาย

ออริกาโน เป็นพืชเครือญาติเดียวกับมินต์ เป็นเครื่องเทศคู่ห้องครัวของกินอิตาเลี่ยนเลยล่ะจ้ะ อย่างที่พวกเราเคยชินกับการนำผงออริกาโนมาโรยบนหน้าพิซซา เนื่องจากว่ามีกลิ่นหอมสดชื่นและทำให้พิซซาอร่อยขึ้น แต่อันที่จริงแล้วเจ้าออริกาโนเนี่ยสามารถทานได้ทั้งยังแบบสดรวมทั้งแบบแห้งเลยนะ มีคุณประโยชน์มากมาย ช่วยกำจัดไขมันในเลือด มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง มีฤทธิ์ร้อน แก้ปวดกล้ามเนื้อ ใบสดๆมีกลิ่นหอมสดชื่นแรงแต่ไม่เท่ากับแบบแห้ง หรือจะสกัดเป็นน้ำมันก็ได้นะคะ แต่ว่าที่นิยมสูงที่สุดก็จะเป็นแบบแห้ง ทานได้กับเนื้อสัตว์ทุกหมวดหมู่และเหมาะสมกับซอสมะเขือเทศจ้ะ

ที่มา baanlaesuan

หล่อฮังก๊วย สมุนไพร ต้านแบคทีเรีย

No Comments
หล่อฮังก๊วย

หล่อฮังก๊วย กับคุณลักษณะต้านทานเชื้อแบคทีเรีย

หล่อฮังก๊วย เชื้อแบคทีเรียโดยมากมีสาระต่อมนุษย์ ทั้งยังช่วยสำหรับการย่อยของกิน กำจัดเซลล์ของโรคมะเร็ง ทำลายจุลินทรีย์ที่ก่อโรค รวมทั้งให้สารอาหารที่ต้องต่อสถาพทางร่างกาย แต่มีเชื้อแบคทีเรียบางชนิดที่เป็นสาเหตุของโรคด้วย มีการเรียนรู้ในหลอดทดลองพบว่า ผลหล่อฮังก๊วยมีสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ ไซไรทิฟลาวานไดออล (Siraitiflavandiol) ที่มีคุณลักษณะยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียในโพรงปาก

ตัวอย่างเช่น เชื้อสเตร็ปโตคอคคัส มิวแทนส์ (Streptococcus Mutans) ซึ่งเป็นต้นเหตุของฟันผุ เชื้อพอร์ไฟโรโมแนส จิงจิวาลิส (Porphyromonas Gingivalis) ซึ่งเป็นต้นเหตุของโรคเหงือกอักเสบ และยีสต์แคนดิดา อัลบิแคนส์ (Candida Albicans) ซึ่งเป็นสาเหตุของเชื้อราในช่องปาก นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาชิ้นหนึ่งแสดงให้เห็นว่าใบหล่อฮังก๊วยมีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อแบคทีเรียด้วยเช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ดี ปัจจุบันนี้ยังมีการเล่าเรียนเกี่ยวกับคุณลักษณะต่อต้านเชื้อแบคทีเรียของหล่อฮังก๊วยไม่มากนัก จึงจึงควรเล่าเรียนเพิ่มเติมเพื่อยืนยันประสิทธิภาพของหล่อฮังก๊วยในด้านนี้ให้ชัดเจนยิ่งขึ้นต่อไป

ที่มา pobpad

หอมแดง สุดยอดสมุนไพรในครัวเรือน

No Comments
หอมแดง

หอมแดง สุดยอดสมุนไพรในครัวเรือน

หอมแดง คุณประโยชน์

สำหรับในการใช้ประโยชน์ของหอมแดง นั้นจะใช้ประโยชน์จากหัวและใบของหอมแดง ซึ่งคุณประโยชน์ต่างๆที่ได้รับจากส่วนต่างๆของหอมแดง มีดังนี้ เป็น ช่วยทำให้ร่างกายอบอุ่น ช่วยปรับเจริญอาหาร ช่วยทำนุบำรุงร่างกาย ช่วยบำรุงรักษาสมอง บำรุงความจำ ช่วยทำนุบำรุงเลือด ช่วยทำนุบำรุงหัวใจ ช่วยต้านทานอนุมูลอิสระ ป้องกันโรคมะเร็ง ปรับเท่ากันของความดันโลหิต ช่วยลดอาการเวียนหัว ช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือด

ช่วยกำจัดไขมันหยาบช้าส่วนเกิน ช่วยลดไขมันในเส้นโลหิต ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด แก้หวัด แก้คัดจมูกได้ ช่วยขับเสมหะ รักษาโรคในช่องปาก แก้ลักษณะของการปวดหู ช่วยทำให้อาเจียน แก้อาการท้องเสีย แก้อาการท้องอืดท้องเฟ้อ ใช้เป็นยาถ่าย ช่วยสำหรับการย่อยของกิน ช่วยขับลมในไส้ ช่วยขับปัสสาวะ ช่วยขับพยาธิ ช่วยรักษาแผล ช่วยทุเลาอาการคัน ช่วยแก้พิษแมงมุมกัด รักษาแมลงสัตว์กัดต่อย ช่วยยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย หอมแดงรักษาสิว ฝ้า กระ จุดด่างดำ บำรุงผิวพรรณ แก้ผมร่วง ช่วยทำนุบำรุงเส้นผม ช่วยเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ

ขอบคุณแหล่งที่มา beezab.com

8 สมุนไพร กินอะไรบ้างที่ได้ประโยชน์มากๆ

No Comments
สมุนไพร

สมุนไพร

8 สมุนไพร กินอะไรบ้างที่ได้ประโยชน์มากๆ

1.กินกระเทียมธรรมดา VS กระเทียมโทน (Guru Recommend) การกินกระเทียมโทนแบบไม่ปรุงสุก จะทำให้ร่างกายรับสารสำคัญอัลลิซิน (Allicin) สูงกว่าการกินกระเทียมดิบ มีประโยชน์ในการช่วยลดระดับไขมันในเลือด และลดระดับความดันโลหิตได้

2.กะเพราะแดง VS กะเพราขาว (Guru Recommend)  สมุนไพร หากจะกินยาแนะนำให้เลือกกินกะเพราแดง เพราะมีสารสำคัญที่ออกฤทธิ์เยอะกว่า แถมยังมีกลิ่นหอมกว่าและฉุนกว่าอีกด้วย มีประโยชน์ในการช่วยป้องกันอาหารท้องอืดท้องเฟ้อ และช่วยย่อยอาหาร

3.ใบฟ้าทลายโจร VS ก้านและลำต้นฟ้าทลายโจร (Guru Recommend) ใบฟ้าทลายโจรมีสารสำคัญแอนโดรกราโฟไลด์ (Andrographolide) ปริมาณมาก มีฤทธิ์ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกัน ต้านการอักเสบ ฆ่าเชื้อไวรัส และป้องกันโรคหวัดได้

4.ลำต้นตะไคร้ VS ใบตะไคร้ (Guru Recommend) สมุนไพร ปริมาณน้ำมันหอมระเหยในใบตะไคร้ จะมีน้อยกว่าในลำต้น หากนำมาต้มจะทำให้ได้น้ำตะไคร้ที่มีรสชาติละมุน กลิ่นหอม และไม่เผ็ดร้อนจนเกินไป บาคาร่า

5.ขมิ้นชันสีเหลืองอ่อน VS ขมิ้นชันสีเหลืองเข้ม (Guru Recommend) สีของขมิ้นชันบ่งบอกถึงปริมาณสารสำคัยเคอร์คูมินอยด์ (Curcuminoid) ซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ลดการอักเสบ และช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือดได้เป็นอย่างดี

6.น้ำขิงอย่างเดียว VS น้ำขิง + ตะไคร้ (Guru Recommend) การต้มน้ำขิงร่วมกับตะไคร้ จะช่วยลดอาการปวดมวนและอาการไซ้ท้องได้ ส่วนน้ำขิงช่วยลดอาการท้องอืดท้องเฟ้อ แก้อาการคลื่นไส้อาเจียน และปวดไมเกรนได้

7.ชาเขียว VS ชาขาว (Guru Recommend) ชาขาวมีสารแอนติออกซิแดนด์สูงกว่าชาเขียว ช่วยป้องกันความเสื่อมของเซลล์และป้องกันโรคมะเร็ง แถมชาเขียวยังมีสารกาเฟอีนสูง ส่งผลให้มีอาการใจสั่นได้ง่ายกว่าชาขาว

8.น้ำกระเจี๊ยบแดงอย่างเดียว VS น้ำกระเจี๊ยบแดง + พุทราจีน (Guru Recommend) การต้มน้ำกระเจี๊ยบแดงร่วมกับพุทราจีน จะช่วยลดความเป็นกรดของน้ำกระเจี๊ยบ ไม่ทำให้เกิดอาการปัสสาวะแสบขัด ส่วนกระเจี๊ยบแดงมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ ช่วยลดความดันโลหิตสูงได้

ขอบคุณแหล่งที่มา www.haijai.com…

สมุนไพรชัยพฤกษ์

No Comments
สมุนไพรชัยพฤกษ์

สมุนไพรชัยพฤกษ์

 

สมุนไพรชัยพฤกษ์

สมุนไพรชัยพฤกษ์ ชื่อสามัญ Javanese Cassia, Rainbow Shower, Pink and white shower, Common pink cassia[2],[3]

ชัยพฤกษ์ ชื่อวิทยาศาสตร์ Cassia javanica L. (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Cassia javanica subsp. javanica) ส่วนอีกข้อมูลระบุว่า เป็นชนิด Cassia javanica subsp. nodosa (Roxb.) K.Larsen & S.S.Larsen จัดอยู่ในวงศ์ถั่ว (FABACEAE หรือ LEGUMINOSAE) และอยู่ในวงศ์ย่อยราชพฤกษ์ (CAESALPINIOIDEAE หรือ CAESALPINIACEAE)

มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ขี้เหล็กยะวา, เหล็กยะวา เป็นต้น

หมายเหตุ : ดอกชัยพฤกษ์ เป็นดอกไม้ประจำจังหวัดชัยนาท และยังจัดเป็นต้นไม้ประจำมหาวิทยาลัยกรุงเทพอีกด้วย

ลักษณะของชัยพฤกษ์
ต้นชัยพฤกษ์ จัดเป็นพรรณไม้ยืนต้นผลัดใบขนาดใหญ่ มีความสูงได้ประมาณ 15-25 เมตร ทรงพุ่มเป็นรูปร่ม แผ่กว้าง ทรงพุ่มมีขนาดประมาณ 6-8 เมตร เปลือกต้นค่อนข้างเรียบเป็นสีน้ำตาล ต้นเล็กจะมีหนาม ส่วนต้นใหญ่จะมีรอยแผลปนหนามตามแนวขวาง ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด ชอบดินทรายและแสงแดดจัด มีถิ่นกำเนิดในอินโดนีเซีย และแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พบขึ้นตามป่าทุ่ง ป่าโปร่ง และปลูกเลี้ยงอยู่ทั่วไป

ใบชัยพฤกษ์ ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกปลายคู่ เรียงสลับ มีใบย่อยประมาณ 7-12 คู่ ออกเรียงตรงข้ามกัน แกนกลางใบประกอบยาวได้ประมาณ 15-30 เซนติเมตร ลักษณะของใบย่อยเป็นรูปขอบขนานหรือรูปไข่แกมรูปรี ปลายใบแหลม โคนใบกลม ส่วนขอบใบเรียบ มีขนาดกว้างประมาณ 1.5-2 เซนติเมตร และยาวประมาณ 3.5-5 เซนติเมตร แผ่นใบเป็นสีเขียวสด ผิวใบด้านล่างมีสีอ่อนกว่า และมีขนละเอียด เนื้อใบบางเกลี้ยงแต่ค่อนข้างเหนียว ก้านใบยาวประมาณ 1.5-4 เซนติเมตร ส่วนก้านใบย่อยมีขนาด

ดอกชัยพฤกษ์ ออกดอกเป็นช่อแบบช่อเชิงลด ก้านช่อดอกใหญ่และแข็ง ไม่แตกแขนง ช่อดอกตั้ง ยาวได้ประมาณ 5-16 เซนติเมตร ดอกเป็นสีชมพู ดอกย่อยเป็นรูปดอกหางนกยูงจำนวนมาก ดอกย่อยมีก้านดอกเรียว ยาวประมาณ 3-5 เซนติเมตร กลีบเลี้ยงดอกมี 4 กลีบ ลักษณะของกลีบเลี้ยงเป็นรูปไข่ ปลายแหลม สีแดงเข้มถึงสีแดงอมน้ำตาล ยาวประมาณ 7-10 มิลลิเมตร ส่วนกลีบดอกมี 5 กลีบ ลักษณะเป็นรูปไข่กลับ มีขนาดกว้างประมาณ 7-8 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 2.5-3.5 เซนติเมตร โคนกลีบคอดเป็นก้าน ยาวประมาณ 3 มิลลิเมตร ดอกมีเกสรเพศผู้ 9-10 อัน สีเหลือง 3 อัน มีลักษณะยาวโค้ง ดอกขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2.5-3.5 เซนติเมตร รังไข่เรียว มีขนปกคลุมบาง ๆ ดอกเมื่อเริ่มบานจะเป็นสีชมพู แล้วจะเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้ม เมื่อดอกใกล้โรยจะเปลี่ยนเป็นสีขาว ออกดอกในช่วงประมาณเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนพฤษภาคม

ผลชัยพฤกษ์ ผลแห้ง ลักษณะเป็นฝักรูปทรงกระบอก ผิวฝักเรียบเกลี้ยงไม่มีขน ฝักมีขนาดกว้างประมาณ 1.5-2 เซนติเมตร และยาวประมาณ 30-60 เซนติเมตร ฝักอ่อนเป็นสีเขียว เมื่อแก่แล้วจะเปลี่ยนเป็นสีดำ ฝักแก่จะไม่แตก ภายในฝักมีเมล็ดประมาณ 40-50 เมล็ด เมล็ดมีลักษณะกลมแบน มีสีน้ำตาลเป็นมัน จะติดผลในช่วงเดือนเมษายนถึงเดือนกรกฎาคม

สรรพคุณของชัยพฤกษ์
ฝักมีรสหวานเอียน ใช้เป็นยาระบายพิษไข้ ใช้ถ่ายเสมหะ (ฝัก)
ฝักมีสรรพคุณเป็นยาแก้ตานขโมย (ฝัก)

เปลือกฝักและเมล็ด มีสรรพคุณทำให้อาเจียนและเป็นยาลดไข้ (เปลือกฝัก, เมล็ด)
ฝักหรือเนื้อในฝักใช้เป็นยาแก้พรรดึกหรืออาการท้องผูก เป็นยาระบายที่ไม่ทำให้ปวดมวนในท้องหรือไซ้ท้อง จึงเหมาะใช้ในเด็ก สตรีมีครรภ์ และในผู้ป่วยเรื้อรัง (ฝัก)
เนื้อในฝักใช้เป็นยาขับพยาธิ (เนื้อในฝัก)
ใช้เป็นยาแก้ปวดข้อ (ฝัก)
สรรพคุณของยาไทยโบราณกล่าวว่า ส่วนอื่น ๆ เสมอด้วยสรรพคุณของต้นราชพฤกษ์ (ต้นคูน)
ประโยชน์ของชัยพฤกษ์
ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับ เพื่อชื่นชมความงามของดอก
ต้นชัยพฤกษ์ จัดเป็นพรรณไม้มงคล เป็นต้นไม้แห่งชัยชนะ ชนะศัตรู ชนะอุปสรรคต่าง ๆ และชัยพฤกษ์ยังเป็นหนึ่งในเก้าไม้มงคลที่นำมาใช้ในพิธีวางศิลาฤกษ์และใช้ในการก่อสร้างอาคารบ้านเรือนอีกด้วย
สำหรับชาวไทย ช่อชัยพฤกษ์ประดับเป็นมงคลหลายที่ เช่น บนอินทรธนูข้าราชการ ประดับประกอบดาวบนอินทรธนู และในหมวกของทหารและตำรวจทั้งหลาย
นอกจากนี้ใบชัยพฤกษ์ยังใช้ประดิษฐ์เป็นพวงมาลัยสวมศีรษะ เพื่อเป็นเกียรติยศยิ่งใหญ่แก่กวีและนักดนตรีในสมัยโบราณอีกด้วย

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com