ป้ายกำกับ: พรรณไม้

สมุนไพรกระเบากลัก

No Comments
สมุนไพรกระเบากลัก

สมุนไพรกระเบากลัก

สมุนไพรกระเบากลัก

สมุนไพรกระเบากลัก
กระเบากลัก ชื่อวิทยาศาสตร์ Hydnocarpus ilicifolius Kingปัจจุบันถูกจัดอยู่ในวงศ์ ACHARIACEAE มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า จ๊าเมี่ยง (แพร่, สระบุรี), กระเบาหิน (อุดรธานี), กระเบียน ขี้มอด (จันทบุรี), กระเบาซาวา (เขมร-จันทบุรี), กระเบาพนม (เขมร-สุรินทร์), กระเรียน (ชลบุรี), คมขวาน หัวค่าง (ประจวบคีรีขันธ์), หัวค่าง (สุราษฎร์ธานี), ดูกช้าง (กระบี่), บักกรวย พะโลลูตุ้ม (มลายู-ปัตตานี), กระเบาลิง (ทั่วไป) เป็นต้น

ลักษณะของกระเบากลัก
ต้นกระเบากลัก จัดเป็นพรรณไม้ยืนต้นขนาดกลาง ลำต้นค่อนข้างเปลาตรง มีความสูงได้ประมาณ 5-10 เมตร เปลือกลำต้นเป็นสีน้ำตาลอมแดง ผิวเรียบ ตามกิ่งอ่อนมีขนสีน้ำตาลแดงขึ้นปกคลุม ส่วนกิ่งแก่เกลี้ยง ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะกล้าจากเมล็ด ชอบน้ำปานกลางและแสงแดดแบบครึ่งวัน มีเขตการกระจายพันธุ์ในภูมิภาคอินโดจีน และแหลมมลายู ส่วนในประเทศไทยพบได้ทั่วทุกภาค โดยมักขึ้นในป่าเบญจพรรณ ป่าดิบแล้ง ตามเขาหินปูน และใกล้ชายทะเล บนพื้นที่ตั้งแต่ระดับน้ำทะเลจนถึงความสูงประมาณ 800 เมตร

ใบกระเบากลัก ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปรียาวขอบขนานหรือรูปใบหอก ปลายใบเรียวหรือค่อนข้างเรียวแหลม โคนใบมน หรือสอบ ส่วนขอบใบหยักเป็นฟันเลื่อยห่าง ๆ ช่วงปลายใบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 3-7.5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 7.5-16 เซนติเมตร หลังใบเรียบเป็นมันสีเขียวเข้ม ส่วนท้องใบเรียบ เส้นแขนงใบเยื้องกันข้างละ 7-10 เส้น ส่วนเส้นใบย่อยเป็นร่างแห ทั้งเส้นแขนงใบและเส้นใบย่อยสามารถเห็นได้ชัดเจนทั้งสองด้าน ก้านใบยาวประมาณ 0.6-1.5 เซนติเมตร

ดอกกระเบากลัก ดอกแยกเพศอยู่คนละต้น ออกดอกเป็นช่อกระจุกตามซอกใบ ช่อละประมาณ 2-10 ดอก ก้านช่อดอกยาวประมาณ 1.5 เซนติเมตร มีขนสีน้ำตาลแดง ดอกย่อยเป็นสีขาวหรือสีเหลืองอมเขียว กลีบดอกมี 4 กลีบ สีขาวหรือสีเหลืองอมเขียว ลักษณะเป็นรูปขอบขนาน ปลายตัด ความยาวไล่เลี่ยกับกลีบเลี้ยง มีขนที่ปลายกลีบ ด้านนอกเกลี้ยง ที่โคนก้านในมีเกล็ดรูปเกือบสี่เหลี่ยม ส่วนกลีบเลี้ยงมี 4 กลีบ ลักษณะค่อนข้างกลม มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 4 มิลลิเมตร ดอกเพศผู้มีเกสรประมาณ 14-20 อัน ก้านชูอับเรณูสั้น มีขน ส่วนดอกเพศเมีย จะมีเกสรเพศผู้ที่ไม่สมบูรณ์จำนวน 15 อัน รังไข่เป็นรูปไข่ มีขนสีน้ำตาลแดง ยอดเกสรเพศเมียแยกเป็นแฉก 4 แฉก

ผลกระเบากลัก ผลมีลักษณะเป็นรูปทรงกลม มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 4-8 เซนติเมตร เปลือกผลแข็ง ผิวผลเรียบและมีขนนุ่มสีดำ สีน้ำตาลดำ หรือสีน้ำตาลแดง ลักษณะคล้ายกำมะหยี่ ภายในผลมีเมล็ดสีขาว มีเนื้อหุ้มเมล็ดอัดกันแน่นรวมกันประมาณ 10-15 เมล็ด ลักษณะของเมล็ดเป็นรูปไข่ มีขนาดกว้างประมาณ 1-1.5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 1.3-2.2 เซนติเมตร

สรรพคุณของกระเบากลัก
รากและเนื้อไม้ใช้เป็นยาดับพิษทั้งปวง แก้เสมหะเป็นพิษ (รากและเนื้อไม้) i99bet
เมล็ดใช้เป็นยาถ่ายพยาธิ (เมล็ด)
ผลใช้เป็นยาแก้โรคผิวหนัง โรคเรื้อน มะเร็ง คุดทะราด (ผล, เมล็ด)
ใบใช้เป็นยาแก้พิษบาดแผล ฆ่าพยาธิบาดแผล และแก้กลากเกลื้อน (ใบ)
บางข้อมูลระบุว่า เมล็ดนอกจากจะใช้ทำยาถ่ายพยาธิ ยังใช้เป็นยารักษาโรคผมร่วงได้ด้วย (ไม่มีอ้างอิง)
ประโยชน์ของกระเบากลัก
ต้นกระเบากลักจัดเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กที่มีรูปทรงสง่างาม เรือนยอดกลม แผ่นใบหนา มีผลสีดำกำมะหยี่ดูสวยงาม สามารถนำมาปลูกเพื่อเป็นไม้ให้ร่มเงาได้เป็นอย่างดี จะปลูกตกแต่งบริเวณบ้าน สวนหย่อม หรือที่ทำการก็ได้ สามารถปลูกได้ตั้งแต่ที่ราบไปจนถึงภูเขาที่ไม่สูงมากนัก
เนื้อผลรับประทานได้ ลิงชอบกินเป็นพิเศษ
เนื้อไม้ใช้ประโยชน์ในงานก่อสร้าง ทำกระดาน เครื่องจักสาน เครื่องแกะสลัก ด้ามเครื่องมือทางการเกษตร เครื่องมือใช้สอยต่าง ๆ และใช้ทำฟืนและถ่าน
เมล็ดนำไปบดเพื่อใช้สกัดเอาน้ำมัน เพื่อนำไปใช้อุตสาหกรรมการผลิตสบู่ เทียนไข น้ำมันใส่ผม น้ำมันหล่อลื่น ฯลฯ

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com…

สมุนไพรว่านน้ำเล็ก

No Comments
สมุนไพรว่านน้ำเล็ก

สมุนไพรว่านน้ำเล็ก

สมุนไพรว่านน้ำเล็ก

สมุนไพรว่านน้ำเล็ก  มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ไคร้น้ำ (เพชรบูรณ์), ว่านน้ำเล็ก (ภาคกลาง) เป็นต้น

ว่านน้ำเล็ก ชื่อวิทยาศาสตร์ Acorus calamus var. angustatus Besser (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Acorus asiaticus Nakai, Acorus rumphianus S.Y.Hu, Acorus tatarinowii Schott, Acorus terrestris Rumph. ex Schott) ปัจจุบันจัดอยู่ในวงศ์ว่านน้ำ (ACORACEAE)

ลักษณะของว่านน้ำเล็ก
ต้นว่านน้ำเล็ก จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุก มีลักษณะโดยรวมคล้ายกับต้นว่านน้ำมาก แต่จะมีความแตกต่างกันตรงที่จะมีขนาดของต้นที่เล็กกว่า และมีความสูงต่างกันมาก ส่วนเหง้านั้นมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 4-5 มิลลิเมตร ด้านนอกเป็นสีน้ำตาลอ่อน ส่วนภายในเป็นสีขาว เนื้อจะเป็นแป้งและมีรสฝาด มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการแยกหน่อ พรรณไม้ชนิดนี้มักขึ้นตามหนองบึง และตามก้อนหินในลำธารทั่วไป

ดอกว่านน้ำเล็ก ออกดอกเป็นช่อ ลักษณะของช่อดอกเป็นแท่ง แต่จะมีกาบสั้นกว่าต้นว่านน้ำ

สรรพคุณของว่านน้ำเล็ก
ทั้งต้นใช้เป็นยากระตุ้น เป็นยาบำรุงธาตุ (ทั้งต้น)
ช่วยทำให้สงบ (ทั้งต้น)
ใช้เป็นยาขับลม (ทั้งต้น)
ใช้รักษาอาการปวดท้องเนื่องจากอาหารไม่ย่อย (ทั้งต้น)
ช่วยระงับอาการปวด (ทั้งต้น)
ใช้เป็นยารักษาโรคชัก (ทั้งต้น)
ประโยชน์ของว่านน้ำเล็ก
ทั้งต้นใช้เป็นยาฆ่าแมลง
เนื่องจากว่านชนิดนี้มีน้ำมันหอมระเหย ซึ่งประกอบไปด้วย asarone bitter principle มันจึงถูกนำมาใช้ทำเป็นน้ำหอมด้วย

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com

สมุนไพรกกอียิปต์

No Comments
สมุนไพรกกอียิปต์

สมุนไพรกกอียิปต์

สมุนไพรกกอียิปต์

สมุนไพรกกอียิปต์

กกอียิปต์ ชื่อสามัญ Egyptian paper plant, Papyrus, Egyptian paper reed[1], Papyrus sedge, Paper reed, Indian matting plant, Nile grass

กกอียิปต์ ชื่อวิทยาศาสตร์ Cyperus papyrus L. จัดอยู่ในวงศ์กก (CYPERACEAE)

ลักษณะของกกอียิปต์
ต้นกกอียิปต์ จัดเป็นพรรณไม้ริมน้ำหรือวัชพืชน้ำ มีอายุหลายปี ลำต้นใต้ดินมีลักษณะเป็นเหง้าใหญ่แข็ง แตกไหลได้ ส่วนลำต้นที่อยู่เหนือดินจะแตกเป็นกอ ลำต้นเป็นสีเขียวมีลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยม มุมมน ภายในต้นตัน มีความสูงของต้นประมาณ 2.5 เมตร ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ดและการแตกไหลของลำต้น ชอบขึ้นในดินเหนียวที่ชุ่มชื้นและมีอินทรีย์วัตถุสูง จนถึงน้ำลึกประมาณ 1 เมตร เป็นพรรณไม้ที่เจริญเติบโตเร็ว ชอบความชื้นสูง และแสงแดดแบบเต็มวัน มักพบขึ้นตามแหล่งน้ำขัง ริมคูคลอง และตามคลองส่งน้ำทั่วไป

ใบกกอียิปต์ ใบเป็นใบเดี่ยว ลดรูปเป็นเกล็ดหรือแผ่นสีน้ำตาล เรียงตัวเป็นกระจุกสามระนาบรอบโคนต้น

ดอกกกอียิปต์ ออกดอกเป็นช่อแบบช่อซี่ร่มย่อยที่ปลายกิ่ง ช่อดอกแตกแขนงย่อยประมาณ 100-200 แขนง ยาวได้ประมาณ 12-30 เซนติเมตร ดอกเป็นสีน้ำตาลปนแดง มีใบประดับรองรับช่อดอกประมาณ 4-10 ใบ มีขนาดกว้างประมาณ 15 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 15-35 เซนติเมตร แต่ละแขนงจะมีดอกย่อยช่อละประมาณ 20-30 ดอก ดอกย่อยจะมีกาบหุ้มกว้างประมาณ 1 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 1.5-2 มิลลิเมตร เมื่อดอกย่อยบานเต็มที่จะมีขนาดกว้างประมาณ 1.5-2 มิลลิเมตร สามารถออกดอกได้ตลอดทั้งปี

ผลกกอียิปต์ ผลแห้ง มีลักษณะเป็นรูปรีหรือรูปไข่ ผลมีขนาดกว้างประมาณ 0.4-0.5 มิลลิเมตร และยาวได้ประมาณ 0.9-10 มิลลิเมตร เปลือกผลแข็ง สีเหลืองอมน้ำตาล ภายในมีเมล็ดเดียว

สรรพคุณของกกอียิปต์
ข้อมูลจากวิกิพีเดียระบุว่า ใบและดอกมีสรรพคุณเป็นยาแก้อาเจียน ถ่ายพิษไข้ และเป็นยาระบายอ่อน ๆ (ข้อมูลนี้ไม่มีแหล่งอ้างอิง)
ใช้ลำต้นนำมาตีด้วยไม้ แล้วนำน้ำยางที่ได้มาใช้สมานแผล และใช้ลำต้นที่ตีเป็นเส้นมาดามกับโคลนเพื่อเป็นการเข้าเฝือก (ข้อมูลไม่มีแหล่งอ้างอิง)
ประโยชน์ของกกอียิปต์
ใช้ทำเป็นเสื่อ กระเป๋ เปลญวน และใช้แทนเชือกมัดของได้ ในสมัยโบราณเคยมีการใช้กกอียิปต์ทำเป็นกระดาษ
ในด้านการใช้งานด้านภูมิทัศน์จะนิยมนำต้นกกอียิปต์มาปลูกเป็นไม้ประดับในสวนน้ำ ปลูกประดับในอ่างเลี้ยงปลา ใช้จัดสวน หรือปลูกไว้ในภาชนะประดับตามมุมอาคารและสถานที่ต่าง ๆ

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com

สมุนไพรเต่าร้างแดง

No Comments
สมุนไพรเต่าร้างแดง

สมุนไพรเต่าร้างแดง

สมุนไพรเต่าร้างแดง

สมุนไพรเต่าร้างแดง มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า เขื่องหมู่ (ภาคเหนือ), เต่ารั้งมีหน่อ (ภาคกลาง), มะเด็ง (ยะลา), งือเด็ง (มลายู-นราธิวาส), เต่าร้าง, เก๊าหม้าย เก๊ามุ่ย เก๊าเขือง (คนเมือง), มีเซเหมาะ (กะเหรี่ยงแดง), เก๊าเขือง (ไทลื้อ), ซึ (ม้ง), จึ๊ก (ปะหล่อง), ตุ๊ดชุก (ขมุ) เป็นต้น

เต่าร้างแดง
เต่าร้างแดง ชื่อสามัญ Fishtail Palm, Burmese Fishtail Palm, Clustered Fishtail Palm, Common Fishtail Palm, Wart Fishtail Palm, Tufted Fishtail Palm
เต่าร้างแดง ชื่อวิทยาศาสตร์ Caryota mitis Lour. จัดอยู่ในวงศ์ปาล์ม (ARECACEAE) ซึ่งแต่เดิมใช้ชื่อวงศ์ว่า PALMAE หรือ PALMACEAE
ลักษณะของเต่าร้างแดง
ต้นเต่าร้างแดง จัดเป็นพรรณไม้ประเภทปาล์ม ต้นแตกกอมีความสูงได้ประมาณ 5-10 เมตร และลำต้นมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 10-20 เซนติเมตร มักขึ้นเดี่ยว ๆ หรือแตกกอเป็น 2-4 ต้น ลำต้นตั้งตรง ไม่แตกกิ่ง มีลักษณะเกลี้ยงเป็นสีเขียวถึงสีเทาอมเขียว เป็นปาล์มที่มีอายุสั้น หลังออกดอกเป็นผลแล้วต้นจะค่อย ๆ ตายไป ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ดและแยกกอ เป็นไม้กลางแจ้ง ชอบดินร่วนปนทรายที่มีการระบายน้ำดี มีเขตการกระจายพันธุ์กว้าง พบได้ตั้งแต่อินเดีย พม่า หมู่เกาะอันดามัน อินโดนีเซีย ภูมิภาคอินโดจีน มาเลเซีย และทางตอนใต้ของจีน ส่วนในประเทศไทยพบขึ้นกระจายอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศ โดยมักพบขึ้นตามป่าดิบแล้ง ป่าดิบชื้น ป่าเสื่อมโทรม ริมลำธาร ตามที่ลุ่ม และตามแนวหลังป่าชายเลนที่ติดกับป่าบกหรือป่าพรุ

• ใบเต่าร้างแดง ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกสองชั้น ออกเรียงเวียนสลับรอบลำต้น ช่อใบมีลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยมกว้าง แผ่แบน แตกแขนงออกเป็นช่อใบย่อยข้างละ 7-23 ช่อ ยาวประมาณ 50-100 เซนติเมตร ใบย่อยมีลักษณะพับเป็นจีบคล้ายรูปตัววี แผ่นใบมีลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยมหยักเว้า ปลายใบแหลมคล้ายหางปลา โคนใบเป็นรูปลิ่ม แผ่นใบเป็นสีเขียวเป็นมัน มีขนาดกว้างประมาณ 13 เซนติเมตร และยาวประมาณ 20-30 เซนติเมตร ใบย่อยคู่สุดท้ายมีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด มักติดกันและมีขนาดใหญ่ ปลายใบหยักไม่สม่ำเสมอ โคนใบเป็นรูปลิ่มเยื้อง ส่วนขอบใบเรียบ ผิวใบเรียบเกลี้ยงทั้งสองด้าน มีกาบใบโอบรอบลำต้นยาวประมาณ 0.5-2 เมตร โคนกาบใบมีขนสีน้ำตาลแดงปนเทาหรือสีดำ และมีรยางค์สีน้ำตาลขึ้นปกคลุม

• ดอกเต่าร้างแดง ดอกเป็นแบบแยกเพศอยู่ร่วมต้นกัน โดยจะออกดอกเป็นช่อเชิงลดไม่มีก้าน ช่อดอกยาวประมาณ 60-80 เซนติเมตร ก้านช่อดอกอวบ ห่อหุ้มไปด้วยกาบสีเขียวขนาดใหญ่ ออกเป็นช่อแยกแขนงที่ปลายยอด ต่อมาจะออกตามซอกใบ แล้วไล่ลงมาถึงโคนต้น ช่อดอกมีลักษณะย่อยห้อยลงมา ออกดอกเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 3 ดอก เรียงเวียนสลับกับแกนช่อดอกย่อย โดยดอกเพศผู้จะเป็นสีเขียวอ่อนไม่มีก้าน ดอกมีลักษณะตูมเป็นรูปทรงขอบขนาน เมื่อดอกบานจะเป็นสีเหลืองนวล กลีบดอกแข็งมี 3 กลีบ ลักษณะเป็นรูปขอบขนาน ปลายแหลมโค้ง ส่วนดอกเพศเมียจะเป็นสีเขียวอ่อน มีกลีบดอก 3 กลีบ ที่โคนกลีบเชื่อมติดกัน ดอกที่บานเต็มที่จะมีขนาดกว้างประมาณ 2 เซนติเมตร
ผลเต่าร้างแดง ผลเป็นสดแบบมีเนื้อเมล็ดเดียว สีเขียวแกมเหลือง ออกเป็นพวง ๆ ลักษณะเป็นรูปทรงกลมหรือกลมแป้น มีขนาดประมาณ 1-2 เซนติเมตร เนื้อผลชุ่มไปด้วยน้ำเลี้ยง ซึ่งเป็นพิษและทำให้ระคายเคือง ผลเมื่อสุกแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีส้มหรือสีแดงเข้มถึงสีม่วงคล้ำหรือดำ ภายในผลมีเมล็ด 1 เมล็ด

สรรพคุณของเต่าร้างแดง
• ชาวเขาเผ่าเย้าจะใช้รากเต่าร้างแดงนำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาบำรุงกำลัง ช่วยทำให้ร่างกายแข็งแรง (ราก)
• หัวอ่อน ๆ ใช้กินเป็นยาแก้ไข้จับสั่น บำรุงตับและปอด (หัว)
• หัวอ่อนมีสรรพคุณช่วยทำให้รู้สึกอบอุ่นมากขึ้น จึงนิยมนำไปรับประทานในช่วงที่เป็นไข้หนาว เพื่อช่วยเพิ่มความอบอุ่นและช่วยให้หายจากอาการดังกล่าวได้ไวขึ้น (หัว)
• หัวและรากเต่าร้างแดงมีรสหวานเย็นขม มีสรรพคุณเป็นยาแก้ตับทรุด ช่วยดับพิษที่ตับ ปอด และหัวใจพิการได้ดี (หัวและราก) (บางข้อมูลระบุด้วยว่า รากและหัวมีสรรพคุณเป็นยาแก้กาฬขึ้นปอด แก้หัวใจพิการ แก้ม้ามพิการ และอาการช้ำใน)
• หัวมีสรรพคุณเป็นยาบำรุงตับ แก้กาฬขึ้นที่ตับ แก้ช้ำใน และช่วยบำรุงหัวใจ (หัว)
• ผลแก่ใช้ตำพอกแผล ช่วยในการสมานแผล ทำให้แผลแห้งและตกสะเก็ดไวยิ่งขึ้น รวมทั้งช่วยป้องกันบาดทะยักอีกด้วยเช่นกัน หรือถ้าเป็นหิดก็ให้ใช้ผลที่ฝานแล้วมาทาแก้หิด กลาก เกลื้อน ส่วนอีกวิธีจะผลใช้ผสมกับน้ำมะพร้าว หั่นลูกทาแก้หิด (ผล)
ประโยชน์ของเต่าร้างแดง
• ยอดอ่อนใช้ปรุงเป็นอาหารรับประทาน จะนำมาต้ม ลวก แกง หรือผัดกะทิก็ได้ แล้วนำไปเป็นอาหารกินแกล้มกับแกงหรือน้ำพริก บ้างก็ใช้รับประทานสด ๆ อีกส่วนคือใช้แกนในของลำต้น (แกนในยอดอ่อนบริเวณโคนต้น) นำมาประกอบอาหาร เช่น ทำแกง (แต่ต้องทำให้สุกเสียก่อน) แกล้มรับประทานกับน้ำพริก และสุดท้ายคือผลสุกของเต่าร้างแดงก็สามารถนำมารับประทานได้เช่นกัน ให้มีรสชาติหวานอร่อย
• ใบใช้มุงหลังคาได้ ส่วนเส้นใบจากกาบใบใช้ทำเป็นเชือกสำหรับผูกของต่าง ๆ หรือนำไปทำเป็นเครื่องจักสานเพื่อเป็นสินค้าส่งเสริมรายได้ของชาวบ้าน
• ลำต้นใช้ทำไม้ปลายแหลมสำหรับเจาะหลุมปลูกข้าวไร่ เพราะมีความทนทาน สามารถใช้ได้นานปี
• บางข้อมูลระบุว่า ช่อดอกสามารถนำมาปาดเอาน้ำหวานผลิตเป็นน้ำตาลได้เช่นเดียวกับมะพร้าว
• ใช้ปลูกเป็นไม้ดอกไม้ประดับทั่วไป นิยมนำมาปลูกประดับในอาคาร ปลูกกลางแจ้งในสวนสาธารณะ ริมสระว่ายน้ำ หรือริมทะเล เนื่องจากมีรูปทรงสวยงาม แต่ไม่ควรนำไปปลูกใกล้ทางเดิน บริเวณที่พักผ่อน หรือสนามเด็กเล่น เพราะผลมีพิษ
ข้อควรระวัง : ขนตามผล น้ำเลี้ยงตามผิวใบของลำต้น และยางของพืชชนิดนี้โดยเฉพาะยางจากผล เมื่อถูกผิวหนังจะทำให้เกิดอาการคัน หรือหากเข้าตาก็อาจทำให้ตาบอดได้ ส่วนขนที่ต้นเมื่อสัมผัสจะทำให้มีอาการคันเล็กน้อย
ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com

 …