ป้ายกำกับ: พรรณไม้ล้มลุก

สมุนไพรกินกุ้งน้อย

No Comments
สมุนไพรกินกุ้งน้อย

สมุนไพรกินกุ้งน้อย

สมุนไพรกินกุ้งน้อย

สมุนไพรกินกุ้งน้อย ชื่อสามัญ Common spiderwort

กินกุ้งน้อย ชื่อวิทยาศาสตร์ Murdannia nudiflora (L.) Brenan (ชนิดใบเล็ก), Murdannia malabaricum (L.) Santapan, Murdannia macrocarpa D.Y.Hong (ชนิดใบใหญ่) จัดอยู่ในวงศ์ผักปลาบ (COMMELINACEAE)

มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ผักปลาบ (ทั่วไป), ผักปราบ (นครสวรรค์), กินกุ้งน้อย (เชียงใหม่), หญ้าเลินแดง (สุราษฎร์ธานี), หงเหมาเฉ่า สุ่ยจู่เฉ่า (จีนกลาง) เป็นต้น

ลักษณะของกินกุ้งน้อย
ต้นกินกุ้งน้อย จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุกอายุปีเดียว มีลำต้นกึ่งตั้งกึ่งเลื้อย แตกออกเป็นกอ ๆ เล็ก ๆ มีความสูงได้ประมาณ 5.5-50 เซนติเมตร ลำต้นมีเนื้ออ่อน มีขนาดเล็กเรียวทอดนอน บริเวณลำต้นจะแตกรากฝอยตามข้อ มีขนขึ้นทั่วไป ขยายพันธุ์ได้ง่ายด้วยเมล็ดและไหล เจริญเติบโตได้ดีในที่ที่มีความชื้น ทนแล้งและทนน้ำท่วมขังได้ดี มีเขตการกระจายพันธุ์กว้างขวางในเขตร้อนชื้นหรือกึ่งร้อนชื้นของโลก ส่วนในประเทศไทยพบกระจายพันธุ์ทั่วทุกภาค โดยมักพบขึ้นตามบริเวณพื้นที่ที่ชื้นทั่ว ๆ ไป ริมคูคลอง ในพื้นที่นา สนามหญ้าที่ค่อนข้างชื้นแฉะ และในดินทรายที่เป็นดินเค็ม ที่ความสูงจากระดับน้ำทะเลจนถึงความสูงประมาณ 1,000 เมตร

ใบกินกุ้งน้อย ใบเป็นใบเดี่ยวออกเรียงเป็นคู่ ลักษณะของใบเป็นรูปขอบขนานหรือรูปหอกแคบ ปลายใบเรียวแหลม ใบมีขนาดกว้างประมาณ 0.3-1 เซนติเมตร และยาวประมาณ 54.8-17.4 เซนติเมตร ผิวใบค่อนข้างเกลี้ยง หน้าใบเป็นสีเขียวเข้ม ส่วนหลังใบเป็นสีม่วง กาบใบมีขนขึ้นปกคลุม ยาวประมาณ 1.2-1.5 เซนติเมตร

ดอกกินกุ้งน้อย ออกดอกเป็นกระจุกตามปลายยอดและซอกใบ ช่อดอกแตกแขนงเป็นช่อย่อย 2-3 ช่อ ในแต่ละช่อจะมีดอกย่อยประมาณ 1-3 ดอก ดอกเป็นสีม่วงหรือสีฟ้าอ่อน ดอกมีกลีบเลี้ยง 3 กลีบ กลีบเลี้ยงเป็นสีม่วง ปลายกลีบเลี้ยงเป็นสีแดงเข้ม และมีกลีบดอก 3 กลีบ กลีบดอกมีสีม่วงสดกว่ากลีบเลี้ยง กลีบดอกจะมีขนาดเล็ก กว้างเพียง 1 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 2-3 มิลลิเมตร ส่วนตรงกลางดอกจะมีเกสรเพศผู้ 6 อัน ซึ่ง 4 อันเป็นหมันจะมีสีเหลืองสด และอีก 2 อันไม่เป็นหมันจะมีสีม่วง ก้านชูอับเรณูมีปุยขนยาวสีม่วง รังไข่มี 3 ช่อง ปลายก้านเกสรเพศเมียเป็นกระเปาะมี 2 พู ออกดอกในช่วงประมาณปลายฤดูฝน

ผลกินกุ้งน้อย ผลมีลักษณะเป็นรูปรีคล้ายไข่ หรือค่อนข้างกลม ผลมีขนาดกว้างประมาณ 2-3 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 2.5-5 มิลลิเมตร ผลเป็นสีเขียวอ่อน ปลายผลเป็นติ่งแหลม ผลแก่จะแห้งและแตกออกเป็น 3 พู ภายในผลมีเมล็ด 2 เมล็ด เมล็ดมีสีน้ำตาลเข้ม ผิวเมล็ดย่นหรือขรุขระเป็นร่องและเป็นหลุม ผลจะเริ่มแก่ตั้งแต่เดือนตุลาคมเป็นต้นไป

สรรพคุณของกินกุ้งน้อย
ทั้งต้นมีรสจืด ชุ่ม เป็นยาเย็น ออกฤทธิ์ต่อปอดและลำไส้ ใช้เป็นยาขับพิษ ขับพิษร้อนถอนพิษไข้ ขับพิษร้อนในปอด แก้ไอเป็นเลือด (ทั้งต้น)
ในไต้หวันจะใช้สมุนไพรชนิดนี้เป็นยาแก้ไข้ ลดไข้ (ลำต้น) ส่วนในอินโดจีนจะใช้รากเป็นยาแก้ไข้ในเด็ก (ราก)
ใช้เป็นยาแก้เจ็บคอ คออักเสบ หรือทอนซิลอักเสบ ด้วยการใช้ต้นสดนำมาคั้นเอาน้ำหรือต้มรับประทาน (ลำต้น)

ใช้รักษาฝีที่เต้านม ด้วยการใช้ใบสดนำมาตำพอกบริเวณที่เป็น (ใบสด)
ทั้งต้นใช้เป็นยารักษาลำไส้อักเสบเฉียบพลัน (ทั้งต้น)
ในนิวกินีจะใช้น้ำคั้นจากทั้งต้นนำมากินเป็นยาแก้โรคบิด และป้องกันการเป็นหมัน (ลำต้น, ทั้งต้น)
ในอินโดจีนจะใช้รากเป็นยาแก้บิด แก้ปัสสาวะกะปริบกะปรอย (ราก)
ในมาเลเซียจะใบสดนำมาตำเอากากใช้พอกแผล พอกบาดแผลแก้ปวด (ใบสด)
ใช้ลำต้นนำมาตำให้ละเอียด คั้นเอาแต่น้ำใช้ชะล้างบริเวณบาดแผล และใช้ล้างแผลที่เรื้อรัง (ลำต้น)
ใบสดใช้ตำพอกบริเวณที่ถูกแมลงสัตว์กัดต่อย (ใบสด)
ใบนำมาย่างไฟให้ร้อน แล้วนำมาถูตามจุดด่างที่เกิดเนื่องจากเชื้อรา (ใบสด)
ทั้งต้นใช้ต้มในน้ำมันเป็นยารักษาโรคเรื้อน (ลำต้น)
ใช้เป็นยาลดอาการปวดบวม แก้ปวดบวม (ลำต้น)
ขนาดและวิธีใช้ : ต้นสดให้ใช้ครั้งละ 20-40 กรัม ส่วนต้นแห้งให้ใช้ครั้งละ 12-20 กรัม

ข้อมูลทางเภสัชวิทยาของกินกุ้งน้อย
ทั้งต้นกินกุ้งน้อยมีสารอัลคาลอยด์ และ Coumarins
ประโยชน์ของกินกุ้งน้อย
ยอดใช้กินเป็นผัก
เป็นแหล่งอาหารสัตว์ของโค กระบือ
โทษของกินกุ้งน้อย
กินกุ้งน้อย จัดเป็นพืชที่ทนทั้งในสภาพน้ำท่วมขังและทนแล้งได้ดี เป็นวัชพืชที่ร้ายแรงชนิดหนึ่ง นอกจากนั้นยังเป็นที่อาศัยของศัตรูพืชปลูกหลายชนิด เช่น ไส้เดือนฝอยชนิด Meloidogyne sp., Pratylenchus pratensis (de Man) Filip., เชื้อราชนิด Pythium arrhenomanes Drechs. และเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคใบด่างในพืชพวกแตงและขึ้นฉ่าย

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com

ต้นผักหนาม

No Comments
ต้นผักหนาม

ต้นผักหนาม

ต้นผักหนาม

ต้นผักหนาม    ชื่อวิทยาศาสตร์ Lasia spinosa (L.) Thwaites จัดอยู่ในวงศ์บอน (ARACEAE)

สมุนไพรผักหนาม มีชื่อเรียกอื่นว่า กะลี (มลายู, นราธิวาส), บอนหนาม (ไทลื้อ, ขมุ), ผะตู่โปล่ เฮาะตู่คุ (กะเหรี่ยงเชียงใหม่), ด่อแกงเล่อ (ปะหล่อง), บ่อนยิ้ม (เมี่ยน), บ่ะหนาม (ลั้วะ), หลั่นฉื่อโก จุยหลักเท้า (จีนแต้จิ๋ว) เป็นต้น

ลักษณะของผักหนาม
จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุก มีอายุหลายปี ลำต้นมีลักษณะเป็นเหง้าแข็งอยู่ใต้ดินทอดเลื้อย ทอดขนานกับพื้นดิน ตั้งตรงและโค้งลงเล็กน้อย ชูยอดขึ้น ลำต้นมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 4-5 เซนติเมตร และยาวได้ประมาณ 75 เซนติเมตร ตามลำต้นมีหนามแหลม ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด มีเขตการกระจายพันธุ์ในอินเดีย ทางตอนใต้ของประเทศจีน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถึงอินโดนีเซีย ในประเทศพบได้ตามแหล่งธรรมชาติทั่วทุกภาค ชอบดินร่วน ความชื้นมาก และแสงแดดแบบเต็มวัน มักขึ้นในที่ชื้นแฉะมีน้ำขัง เช่น ตามริมน้ำ ริมคู คลอง หนอง บึง ตามร่องน้ำในสวน หรือบริเวณดินโคลนที่มีน้ำขัง

ใบผักหนาม ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปหัวลูกศรหรือรูปโล่ ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบและหยักเว้าลึกเป็น 9 พู รอยเว้ามักลึกเกือบถึงเส้นกลางใบ ใบมีขนาดกว้างมากกว่า 25 เซนติเมตร และยาวประมาณ 30-40 เซนติเมตร มีหนามแหลมตามเส้นใบด้านล่างและตามก้านใบ ใบอ่อนม้วนเป็นแท่งกลม ก้านใบมีลักษณะเป็นรูปทรงกระบอกยาวและแข็ง โดยมีความยาวประมาณ 40-120 เซนติเมตร

ดอกผักหนาม ออกดอกเป็นช่อเชิงลด ลักษณะเป็นรูปทรงกระบอก เป็นแท่งยาวขนานเท่ากับใบ ประมาณ 4 เซนติเมตร แทงออกมาจากกาบใบ ก้านช่อดอกมีหนามและยาวได้ถึง 75 เซนติเมตร มีดอกย่อยอัดกันแน่นเป็นดอกแบบสมบูรณ์เพศ ใบประดับเป็นกาบสีน้ำตาลแกมเขียวถึงสีม่วง กาบหุ้มม้วนบิดเป็นเกลียวตามความยาวของกาบ มีความยาวได้ถึง 55 เซนติเมตร ดอกเป็นช่อดอกแบบแท่ง Spadix ช่อดอกเป็นสีน้ำตาล ดอกเพศผู้จะมีจำนวนมากและอยู่ตอนบน ส่วนดอกเพศเมียจะมีจำนวนน้อยกว่าและอยู่ตอนล่าง จะออกดอกในช่วงประมาณเดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายน
ผลผักหนาม ผลมีลักษณะเรียงชิดกันแน่นเป็นแท่งรูปทรงกระบอก เป็นผลสด หนา และเหนียว ผลอ่อนเป็นสีเขียวมีเนื้อนุ่ม เมื่อแก่แล้วจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองแกมแดง จะเป็นผลในช่วงประมาณเดือนมิถุนายนถึงเดือนสิงหาคม

สรรพคุณของผักหนาม
ตำรายาไทยจะใช้ทั้งต้นเป็นยาแก้ปัสสาวะพิการ ส่วนในอินเดียจะใช้ทั้งต้นเป็นยาแก้ปวดท้อง ปวดตามข้อและโรคผิดปกติเกี่ยวกับลำไส้ ใช้น้ำคั้นจากต้นเป็นยาแก้ริดสีดวงทวาร และใช้ลำต้นและผลเป็นยาแก้อาการผิดปกติเกี่ยวกับคอ
ชาวไทใหญ่จะใช้ทั้งต้นรวมกับไม้เปาและไม้จะลาย นำไปต้มอาบและดื่มเป็นยาบำรุงกำลัง แก้อาการปวดเมื่อย
ลำต้นผักหนาม มีรสเผ็ดชา ใช้เป็นยาแก้ไอ แก้กระหายน้ำ ขับเสมหะ ขับปัสสาวะ แก้ปัสสาวะเหลืองหรือแดง ผิวหนังเน่าเปื่อยเป็นหนอง ใช้ต้มเอาน้ำอาบแก้อาการคันเนื่องจากพิษหัด เหือด ไข้ออกผื่น สุกใส ดำแดง ทำให้ผื่นหายเร็ว และใช้เป็นยาถอนพิษบ้างใช้ลำต้นแห้งทำเป็นยารักษาโรคผิวหนัง

ตำรับยาแก้ผิวหนังเน่าเปื่อยเรื้อรัง เท้าเน่าเปื่อย หรือศีรษะเน่าเปื่อยเป็นแผลเรื้อรัง ให้ใช้ลำต้นผักหนามนำต้มเอาน้ำชะล้างหรือบดให้เป็นผงแล้วนำมาทาบริเวณที่เป็น
เหง้าใช้เป็นยาขับเสมหะ แก้ไอ ใช้ต้มกับน้ำอาบแก้คันเนื่องจากพิษหัด เหือด สุกใส ดำแดง และโรคผิวหนัง บ้างใช้เหง้าฝนกับน้ำกินเป็นยาถ่ายพยาธิ (เหง้า)
รากใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้เจ็บคอ ส่วนอีกข้อมูลระบุให้ใช้รากต้มกับน้ำให้เด็กแรกเกิดอาบ แก้อาการเจ็บคอ

รากและใบมีสรรพคุณเป็นยาขับเสมหะ
ใบผักหนามใช้เป็นยาแก้ปวดท้อง แก้ไอ ส่วนในศรีลังกาจะใช้ใบเป็นยาแก้ปวดท้องและอาการปวดอื่น ๆ ใช้ก้านใบบดให้เละแล้วนำไปให้โคกระบือกินครั้งละน้อย ๆ เป็นยาแก้อาการผิดปกติเกี่ยวกับคอ[9]
ขนาดและวิธีใช้ : การเก็บยาให้เก็บลำต้นในช่วงฤดูร้อนและล้างให้สะอาด แล้วนำไปตากแห้งหรือหั่นเป็นแผ่นตากแห้งเก็บไว้ใช้ (ลักษณะยาที่ดีจะรสเผ็ดชา ต้นที่เก็บจะต้องมีลักษณะเป็นแท่งทรงกระบอก เปลือกสีน้ำตาลเทา มีข้อเป็นปุ่ม ขรุขระมีหนามแข็ง แต่ละข้อห่างกันประมาณ 6-7 เซนติเมตร มีรากฝอยขดม้วนเข้าไปที่โคนก้านใบ เนื้อในเป็นสีเทาหรือสีชมพู มีแป้งมาก และมีจุดสีน้ำตาลเล็ก ๆ อยู่ทั่วไป) โดยให้ใช้ลำต้นแห้งประมาณ 10-15 ต้มกับน้ำกิน ส่วนการใช้ภายนอกให้นำไปต้มเอาน้ำชะล้างหรือบดเป็นผงทาบริเวณที่เป็น

ประโยชน์ของผักหนาม
ยอดอ่อน ใบอ่อน และดอกอ่อนผักหนามมีรสจืด (ถ้านำไปดองจะมีรสเปรี้ยว) สามารถนำมารับประทานเป็นผักได้ โดยนำมาลวกหรือต้มกับกะทิ หรือใช้ทำผักดองแกล้มแกงไตปลาและขนมจีน รับประทานร่วมกับน้ำพริก หรือนำไปผัด ปรุงเป็นแกง อย่างแกงส้ม แกงไตปลา เป็นต้น โดยคุณค่าทางโภชนาการของผักหนามใน 100 กรัม จะประกอบไปด้วย พลังงาน 18 แคลอรี, โปรตีน 2.1 กรัม, ไขมัน 0.2 กรัม, คาร์โบไฮเดรต 2.0 กรัม, ใยอาหาร 0.8 กรัม, เถ้า 0.8 กรัม, วิตามินเอ 6,383 หน่วยสากล, วิตามินบี 1 0.92 มิลลิกรัม, วิตามินบี 2 0.04 มิลลิกรัม, วิตามินบี 3 0.91 มิลลิกรัม, วิตามินซี 23 มิลลิกรัม, แคลเซียม 14 มิลลิกรัม, ธาตุเหล็ก 0.9 มิลลิกรัม และฟอสฟอรัส 11 มิลลิกรัม
ก้านใบอ่อนใช้ต้มกินกับน้ำพริก
ในอินเดียจะใช้ผลผักหนามปรุงเป็นอาหาร
ลำต้นนำมาสับเป็นชิ้นเล็ก ๆ ใช้ผสมในข้าวสาร แล้วนำไปหุง จะช่วยเพิ่มปริมาณ

ก้านและใบใช้เป็นอาหารสำหรับเลี้ยงโคกระบือ (นำมาตำกับเกลือให้โคกระบือกิน) ทำให้อ้วนท้วนสมบูรณ์ เพราะผักหนามมีฮอร์โมนบางชนิดและสารบางตัวที่มีฤทธิ์ในการต้านเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งจะช่วยในการส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกันโรคได้อีกทางหนึ่ง
นักวิจัยจากคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ได้มีการทดลองนำผักหนาม โดยใช้ส่วนของก้านแก่และใบแก่ (ปริมาณร้อยละ 0.5) มาบดผสมลงไปในอาหารเลี้ยงไก่ เมื่อเปรียบเทียบผลกับการใช้อาหารสัตว์ที่มีการผสมยาปฏิชีวนะ ผลการทดลองพบว่า ไก่มีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น โดยที่ปริมาณอาหารที่กิน อัตราการเพิ่มน้ำหนัก และอื่น ๆ ไม่แตกต่างกับการใช้ยาปฏิชีวนะ ยกเว้นต้นทุนด้านค่าอาหาร (เมื่อคิดต่อการเพิ่มน้ำหนักตัวไก่แล้ว

การใช้ผักหนามมีต้นทุนต่ำกว่าการใช้ยาปฏิชีวนะ) แต่เมื่อเพิ่มปริมาณเป็นร้อยละ 1.5 โดยใช้ลำต้นและรากผักหนามแทน จะเห็นได้ชัดว่า ผักหนามให้ผลดีกว่ายาปฏิชีวนะ เพราะน้ำหนักตัวของไก่เพิ่มขึ้นมากกว่าไก่ที่เลี้ยงด้วยอาหารที่ผสมยาปฏิชีวนะเกือบ 20% และมีการกินอาหารได้มากกว่า แต่ต้นทุนค่าอาหารก็ยังต่ำกว่าการใช้ยาปฏิชีวนะ ซึ่งเหมาะกับอุตสาหกรรมการเลี้ยงไก่เป็นอย่างมาก
ยอดอ่อนผักหนาม

ข้อควรระวัง : ใบ ก้านใบ และต้นผักหนามมีสารไซยาโนเจนิกไกลโคไซด์ (Cyanogenic. Glycosides) ซึ่งสามารถเปลี่ยนเป็นไซยาไนด์ (สารพิษชนิดหนึ่ง) ได้ โดยเป็นสารพิษที่ออกฤทธิ์ต่อระบบการไหลเวียนของเลือด เมื่อได้รับพิษหรือรับประทานเข้าไปดิบ ๆ จะทำให้อาเจียน กล้ามเนื้อทำงานไม่ประสานกัน กล้ามเนื้ออ่อนแรง กล้ามเนื้อกระตุก หายใจลำบาก มึนงง ไม่รู้ตัว ชักก่อนจะหมดสติ มีอาการขาดออกซิเจน ตัวเขียว ถ้าได้รับมากจะทำให้โคม่าภายใน 10-15 นาที และเสียชีวิตได้ เมื่อได้รับพิษจะต้องทำให้อาเจียนออกมา แล้วรีบนำส่งโรงพยาบาลเพื่อทำการล้างท้อง ดังนั้นก่อนนำมารับประทานจะต้องนำไปทำให้สุกหรือดองเปรี้ยวเพื่อกำจัดพิษไซยาไนด์เสียก่อน

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com