ย่านาง สมุนไพร ประโยชน์และสรรพคุณของใบย่านางคุณค่าทางโภชนาการ

No Comments

ย่านาง สามารถพบได้ตามแหล่งธรรมชาติทั่วไป ในพื้นที่อากาศชุ่มชื้น ป่าผลัดใบ ป่าดงดิบ และ ป่าโปร่ง ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ย่านาง คุณค่าทางโภชนาการของต้นย่านาง

สำหรับคุณค่าทางโภชนาการของย่านาง นักโภชนากการได้ศึกษาคุณค่าทางโภชนาการของใบย่านางขนาด 100 กรัม พบว่าให้พลังงาน 95 กิโลแคลอรี มีสารอาหารสำคัญ ประกอบด้วย กากใยอาหาร 7.9 กรัม แคลเซียม 155 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 11 มิลลิกรัม ธาตุเหล็ก 7.0 มิลลิกรัม วิตามินเอ 30625 IU วิตามินบี1 0.03 มิลลิกรัม วิตามินบี2 0.36 มิลลิกรัม ไนอาซิน 1.4 มิลลิกรัม วิตามินซี 141 มิลลิกรัม

โปรตีน 15.5 เปอร์เซนต์ ฟอสฟอรัส 0.24 เปอร์เซนต์ โพแทสเซียม 1.29 เปอร์เซนต์ แคลเซียม 1.42 เปอร์เซนต์ และ แทนนิน 0.21 เปอร์เซนต์

ย่านาง

ประโยชน์ของใบย่านาง

สำหรับประโยชน์ของต้นย่านาง นั้น เป็นพืชที่ให้ออกซิเจน เหมาะสำหรับพื้นที่ที่มีมลพิษสุง หากปลูกต้นย่านางจะช่วยเพิ่มออกซิเจน และ สร้างความร่มเย็นให้กับพื้นที่ได้ดี นอกจากนั้นประโยชน์หลักๆของย่านาง นิยมการนำใบย่านางมาเป็นส่วนประกอบของอาหาร สำหรับการบริโภค และ นำมาทำน้ำใบย่านาง ใบย่านางช่วยชะลอการเกิดผมหงอก ทำให้ผมดำ จึงมีการสร้างผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น แคปซูลใบย่านาง สบู่ใบย่านาง แชมพูใบย่านาง เครื่องดื่มสมุนไพร เป็นต้น เพื่อรักษาอาการผมหงอก ใบย่านางสามารถช่วยต้านพิษกรดยูริกที่มีในหน่อไม้ได้ จึงเห็นใบย่านางมักเป็นส่วนประกอบของอาหารที่มีหน่อไม้ เช่น แกงหน่อไม้ ซุบหน่อไม้ แกงอ่อม แกงเห็ด แกงเลียง เป็นต้น

ขอบคุณแหล่งที่มา https://beezab.com/

ตดหมูตดหมา สรรพคุณน่าฮือฮา บำรุงสุขภาพก็ได้ ช่วยรักษาเบาหวานได้

No Comments
ตดหมูตดหมา

ตดหมูตดหมา สรรพคุณเด็ดดวง ช่วยรักษาโรคเบาหวานได้ แถมช่วยลดน้ำตาลในเลือด ไขมันในเลือด ทั้งยังเป็นสมุนไพรแก้ปวดเมื่อยอีกต่างหาก

ตดหมูตดหมา  แม้ว่าชื่ออาจจะแปลกไปสักนิด แต่สรรพคุณในการลดระดับน้ำตาลในเลือดนั้นไม่มีบกพร่องเลยแม้แต่น้อย โดยมีการศึกษาในสัตว์ทดลองพบว่า สารสกัดของใบตดหมูตดหมาสามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ด้วยการเพิ่มการหลั่งของอินซูลินในร่างกาย อีกทั้งสมุนไพรชนิดนี้ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระอีกเพียบ และลดไขมันในเลือดได้ ขณะที่สรรพคุณทางยาพื้นบ้านก็ยังมีอีกไม่น้อย ไม่ว่าจะช่วยล้างพิษ แก้ท้องอืด ท้องผูก ถ่ายพยาธิ แก้อ่อนเพลีย ตกเลือด หรือแม้แต่แก้ปวดเมื่อยก็ช่วยได้เช่นกัน เป็นสมุนไพรพื้นบ้านไทยที่นำมาใช้แล้วไม่ผิดหวัง

หมอยาไทยใหญ่ ใช้ตดหมูตดหมาคุมระดับน้ำตาลในเลือด และเป็นที่น่าสนใจ คือ มีกรณีศึกษาในสัตว์ทดลองพบว่า สารสกัดของใบตดหมูตดหมาสามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ โดยสามารถเพิ่มระดับฮอร์โมนอินซูลิน (insulin) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ควบคุมและลดระดับน้ำตาลในเลือด อีกทั้งผลการทดลองในหนูพบว่า มีผลทำให้ HbA1C ในกระแสเลือดลดลง แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของตดหมูตดหมาในการลดระดับน้ำตาล

ตดหมูตดหมายังมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant) โดยสามารถเพิ่มระดับของเอนไซม์ ซูเปอร์ออกไซด์ ติสมูแทนท์ คาตาเลส และกลูตาไธโอน ซึ่งสามารถกำจัดอนุมูลอิสระ (free radical) ออกจากร่างกายได้

ตดหมูตดหมา

ตดหมูตดหมามีฤทธิ์ยับยั้งการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด (thrombotic effect) และช่วยลดระดับไขมันในเลือดได้ โดยสามารถลดได้ทั้งไขมันรวม ไตรกลีเซอไรด์ ไขมันแอลดีแอล (LDL) และ very low density lipoprotein cholesterol (VLDL) ซึ่งไขมันทั้งหมดนี้ล้วนเป็นอันตรายและก่อโรคในระบบหัวใจและระบบไหลเวียนโลหิตได้

ตดหมูตดหมาเป็นยาแก้ทาง “กองลม” (กองลมในความหมายของแพทย์แผนไทย คือกลไกที่ทำให้เกิดการเคลื่อนไหว ทั้งตั้งใจและไม่ตั้งใจ) การทำงานของระบบประสาท เช่น ปวดเมื่อย ปวดตามข้อ อาการปวดหัว รวมไปถึงอาการท้องอืดท้องเฟ้อ

ดังนั้น สรรพคุณเด่น ๆ ของตดหมูตดหมา คือ แก้ปวดเมื่อย ขับลม ขับปัสสาวะ เป็นยาระบายอ่อน ๆ ขับน้ำนม แก้อาการปวดวิ่ง ๆ (อาการของพยาธิตัวจี๊ด) โดยหมอยาพื้นบ้านจะใช้ตดหมูตดหมาตัวเดียว หรือต้มรวมกับสมุนไพรตัวอื่น ๆ ในการรักษาโรคและอาการเหล่านี้

ขอบคุณแหล่งที่มา https://health.kapook.com

น้ำมันมะกอก สมุนไพรรักษาผื่นคัน พร้อมแก้โรคสะเก็ดเงินด้วยของใกล้ตัว

No Comments
น้ำมันมะกอก

น้ำมันมะกอก  น้ำมันมะกอกมีกรดไขมันโอเมก้า 3 ค่อนข้างสูง มีคุณสมบัติช่วยลดอาการอักเสบที่เกิดขึ้นกับเซลล์ผิวต่าง ๆ ได้ดี โดยนำน้ำมันมะกอกอุ่น ๆ (นำไปต้ม) แล้วนำมาถูบริเวณที่คันหรือเป็นผื่น

น้ำมันมะกอก จากการวิเคราะห์งานวิจัยเกี่ยวกับประสิทธิผลของน้ำมันมะกอก 15 กรณีศึกษา ที่มีผู้เข้ารับการทดลองกว่า 1,053 ราย พบว่าน้ำมันมะกอกบริสุทธิ์อาจมีความสัมพันธ์ต่อการลดระดับไขมันในเลือดรวม (Total Cholesterol) ในผู้ที่มีไขมันในเลือดสูงได้ ช่วยป้องกันภาวะไขมันในเลือดสูง ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจได้ และอาจเป็นผลดีต่อผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย (Myocardial Infarction)

ในขณะที่อีกงานวิจัยหนึ่งได้ทำการทดลองประสิทธิผลของการบริโภคน้ำมันมะกอกต่อการทำงานของหลอดเลือดหัวใจในกลุ่มทดลองผู้ชายที่มีภาวะอ้วนและภาวะน้ำหนักเกิน 28 คน พบว่าการบริโภคน้ำมันมะกอกไม่มีผลต่อการทำงานของหลอดเลือดหัวใจในกลุ่มทดลองอย่างมีนัยสำคัญแต่อย่างใด

อย่างไรก็ดี กลับไม่พบประสิทธิผลดังกล่าวในน้ำมันมะกอกที่ไม่ได้ถูกสกัดมาแบบบริสุทธิ์ และการค้นคว้าถึงประสิทธิผลในด้านการลดระดับไขมันในเลือดที่อาจเป็นผลดีต่อผู้ป่วยโรคหัวใจชนิดต่าง ๆ ควรดำเนินต่อไป เพื่อหาข้อพิสูจน์เป็นหลักฐานที่ถูกต้องชัดเจนยิ่งขึ้น ก่อนจะนำไปปรับใช้เป็นแนวทางในการรักษาโรคได้ในอนาคต

น้ำมันมะกอก

จากการวิเคราะห์ตัวอย่างกรณีศึกษาเกี่ยวกับประสิทธิผลทางการรักษาของน้ำมันมะกอกบริสุทธิ์ต่อการติดเชื้อแบคทีเรีย เอช ไพโลไร (H. Pylori) ที่มีผู้ป่วยติดเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้เข้ารับการทดลองกว่า 60 ราย หลังการทดลองด้วยการใช้น้ำมันมะกอกในผู้ป่วยเหล่านี้ จึงทำการตรวจหาแบคทีเรียในกระเพาะอาหารผ่านทางลมหายใจ (Urea Breath Test) ผลปรากฏว่า น้ำมันมะกอกบริสุทธิ์มีประสิทธิภาพระดับปานกลางที่ระดับ 10 และ 11% ในการกำจัดเชื้อแบคทีเรีย เอช ไพโลไร ที่ 4-6 สัปดาห์ หลังได้รับน้ำมันมะกอกอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 14 วัน

แม้จะมีประสิทธิผลที่ปรากฏบางประการ แต่การค้นคว้าทดลองต่อไปถึงประสิทธิผลของน้ำมันมะกอกก็ยังคงมีความจำเป็น เพื่อให้ได้ข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนถึงประสิทธิผลของน้ำมันมะกอก ทั้งในการทดลองระยะยาว และในการทดลองที่ใช้น้ำมันมะกอกหลากหลายชนิดต่อไป

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.pobpad.com/

ขมิ้นชัน สมุนไพรไทยแท้ๆ พร้อมประโยชน์ และการนำไปใช้ให้ถูกวิธี

No Comments
ขมิ้นชัน

ขมิ้นชัน  เรียกกันทั่วไปว่า “ขมิ้น” เป็นไม้ล้มลุกมีสีเหลืองอมส้ม มีเหง้าอยู่ใต้ดิน

ขมิ้นชัน มีกลิ่นหอม คนนิยมนำ “เหง้า” ทั้งสดและแห้งมาใช้รักษาอาการที่เกี่ยวกับกระเพาะอาหาร รวมทั้งแก้ท้องเสีย ท้องร่วง จุกเสียดแน่นท้อง และสามารถนำขมิ้นชันมาทาภายนอก เพื่อใช้รักษาแผลเรื้อรัง แผลสด โรคผิวหนัง พุพอง รักษาชันนะตุ

นอกจากนั้น “ขมิ้นชัน” ยังอุดมไปด้วยวิตามินเอ วิตามินซี วิตามินอี และสารต้านอนุมูลอิสระ “คูเคอร์มิน” ที่ช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งตับ อีกทั้งยังสร้างภูมิคุ้มกันให้ผิวหนัง หรือใครที่มีแผลอักเสบ “ขมิ้นชัน” ก็มีสรรพคุณช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น เพราะมีฤทธิ์ไปลดการอักเสบ ฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดหนอง และหากรับประทานขมิ้นชันทุกวัน ตามเวลาจะช่วยให้ความจำดีขึ้น ไม่อ่อนเพลียยามตื่นนอน และช่วยให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น

เป็นพืชที่มีเหง้าอยู่ใต้ดิน เนื้อของเหง้ามีสีเหลืองเข้มไปจนถึงสีแสด เอกลักษณ์ที่เด่นชัด คือ รสชาติที่จัดจ้าน สีสันมีความสวยงาม อีกทั้งยังได้มีการนำเอาสมุนไพรมาประยุกต์ผสมผสานลงไปในอาหารไทย ทำให้ได้รสชาติที่ดูแตกต่างแต่ลงตัว เมื่อพูดถึงเรื่อง สมุนไพร ที่คนไทยนิยมนำมาทำอาหาร เราคงจะพลาดที่จะเอ่ยถึง ขมิ้นชัน ไม่ได้ เพราะว่าเป็นอีกหนึ่งวัตถุดิบที่ทำให้อาหารมีสีสันสะดุดตา ตลอดจนมีสรรพคุณทางยาที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายเพิ่มพูนเป็นลำดับถัดมาจากความอร่อย ตอนนี้เราจะมาทำความรู้จักกับสมุนไพรชนิดกันให้มากขึ้น เพราะเหตุใดจึงเป็นที่นิยม และประโยชน์ที่ได้จากสมุนไพรชนิดนี้มีอะไรบ้าง หากพร้อมแล้วมาเริ่มเรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน

ขมิ้นชัน

วิตามินและแร่ธาตุในขมิ้นชัน
นอกจากเราจะเราสามารถนำขมิ้นชันไปใช้ประโยชน์ในการประกอบอาหาร ใช้ย้อมสี หรือใช้เพิ่มกลิ่นให้กับอาหารแล้ว ในขมิ้นชันยังมีวิตามินและแร่ธาตุมากมาย เช่น วิตามินเอ วิตามินบีรวม วิตามินซี วิตามินอี แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก เกลือแร่ เส้นใยอาหาร คาร์โบไฮเดรต และโปรตีน

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.honestdocs.co/

เปิดโลก ‘อุรังอุตัง’ ผู้ลึกลับตัวเองเลือกศึกษาสิ่งที่ยากที่สุดในโลกอยู่ค่ะ

No Comments

เปิดโลก เชอรีล นอตต์ บอกผมขณะเรานั่งอยู่ใต้ร่มไม้ในป่าดิบชื้นที่สถานีวิจัยลิงอุรังอุตังของเธอทางตะวันตก

เปิดโลก บอร์เนียว ระหว่างที่เราพูดคุยกันอยู่นั้น ผู้ร่วมงานของนอตต์กำลังทำงานกับเครื่องรับสัญญาณจีพีเอสและไอแพด ในผืนป่ารอบอุทยานแห่งชาติกูนุงปาลุง ประเทศอินโดนีเซีย พวกเขากำลังติดตามลิงอุรังอุตังซึ่งท่องป่าไปเรื่อยๆ ในแต่ละวัน บันทึกสิ่งที่พวกมันทำ สิ่งที่พวกมันกิน และการมีปฏิสัมพันธ์ในหมู่พวกมัน

อุรังอุตังผิดกับกอริลลาและชิมแปนซีซึ่งเป็นเอปใหญ่เหมือนกันที่อาศัยอยู่เป็นฝูงและติดตามศึกษาได้ค่อนข้างง่าย ส่วนใหญ่แล้วอุรังอุตังใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยว พวกมันใช้เวลาเกือบทั้งหมดอยู่บนยอดไม้ ท่องไปเป็นบริเวณกว้าง และโดยทั่วไปแล้วจะอาศัยอยู่ในป่ารกชัฏหรือพื้นที่ลุ่มต่ำที่เป็นหนองน้ำ ซึ่งยากลำบากที่มนุษย์จะฝ่าเข้าไป ด้วยเหตุนี้ อุรังอุตังจึงเป็นสัตว์บกขนาดใหญ่ที่รู้จักกันน้อยที่สุดในโลกชนิดหนึ่งมาเป็นเวลานาน กระทั่งในช่วงประมาณ 20 ปีที่ผ่านมานี้เองที่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์เริ่มมีน้ำหนักมากกว่าการคาดคะเน เมื่อนักวิจัยรุ่นใหม่ติดตามศึกษาเอปลึกลับชนิดนี้ทั่วเกาะบอร์เนียวและเกาะสุมาตรา อันเป็นสถานที่เพียงสองแห่งในโลกที่อุรังอุตังอาศัยอยู่

เป็นเวลากว่า 20 ปีที่นอตต์ดูแลโครงการวิจัยในกูนุงปาลุง เธอศึกษาประวัติชีวิตอุรังอุตังในหลายแง่มุม แต่จะเน้นเรื่องผลกระทบที่ปริมาณอาหารมีต่อฮอร์โมนของเพศเมียและการสืบพันธุ์ “ตอนที่เราเริ่มทำวิจัยที่นี่ ไม่มีใครศึกษาฮอร์โมนในเอปป่าอย่างจริงจังเลยค่ะ ใครๆ ก็ว่าฉันเพี้ยนไปแล้ว” เธอบอก

งานวิจัยของนอตต์มีความสำคัญมากเป็นพิเศษ เพราะอุรังอุตังเพศเมียตกลูกทุกหกถึงเก้าปีเท่านั้น ไม่มีสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดใดเว้นช่วงการตกลูกแต่ละตัวยาวนานเท่านี้ และไม่มีใครรู้ว่า งานวิจัยของเธอจะมีประโยชน์อย่างไรต่อความรู้ด้านภาวะเจริญพันธุ์ในมนุษย์ เนื่องจากมนุษย์กับอุรังอุตังเหมือนกันมาก

เปิดโลก

ในกูนุงปาลุง ต้นไม้จะผลิดอกออกผลน้อยหรือไม่ออกผลเลยตลอดหลายฤดูกาล ซึ่งเป็นเรื่องปกติของผืนป่าหลายแห่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากนั้นทุกประมาณสี่ปี ต้นไม้หลากหลายชนิดจะออกผลพร้อมกันเป็นจำนวนมหาศาล ปรากฏการณ์นี้ทำให้นอตต์สงสัยเรื่องความเชื่อมโยงระหว่างความสมบูรณ์ของแหล่งอาหารกับการสืบพันธุ์ของอุรังอุตัง

ที่ผ่านมา งานวิจัยของเธอแสดงให้เห็นว่า อุรังอุตังเพศเมียมีระดับฮอร์โมนสืบพันธุ์สูงสุดเมื่อผืนป่ามีผลหมากรากไม้มากที่สุด นี่คือการปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมหรือวัฏจักรแบบ “เดี๋ยวล้นเหลือ เดี๋ยวขาดแคลน”

“จะว่าไปก็สมเหตุสมผลมากค่ะ ในช่วงที่มีผลไม้ดกดื่นนี้เองที่เพศเมียมีโอกาสตั้งท้องมากกว่า” นอตต์บอก ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีช่วยให้ก้าวย่างของการค้นพบซึ่งรวดเร็วกว่าเมื่อ 20 ปีก่อนอยู่แล้วยิ่งรุดหน้า ทว่าสิ่งนี้จะเป็นจริงได้ก็ต่อเมื่อยังมีอุรังอุตังเหลืออยู่ให้ศึกษาในป่าบนเกาะบอร์เนียวและเกาะสุมาตรา

ในช่วงทศวรรษ 1980 และ 1990 นักอนุรักษ์บางคนทำนายว่า อุรังอุตังจะสูญพันธุ์ไปจากธรรมชาติภายใน 20 หรือ 30 ปี เคราะห์ดีที่สิ่งนี้ไม่เกิดขึ้น ปัจจุบัน เราพบว่ามีอุรังอุตังในธรรมชาติมากกว่าจำนวนที่ทราบในช่วงเปลี่ยนสหัสวรรษ (ราวปี 2000) อยู่หลายพันตัว

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.thairath.co.th/

สายตรวจฯซุ่มจับ หนุ่มเพชรบุรี ใช้ลูกซองล่าเก้งใน อช.แก่งกระจาน

No Comments
สายตรวจฯซุ่มจับ

สายตรวจฯซุ่มจับ จนท.อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ลาดตระเวนปราบปรามการลักลอบบุกรุกป่า

สายตรวจฯซุ่มจับ ซุ่มจับหนุ่มเพชรบุรี วัย 32 ปี ลอบใช้ลูกซองยิงเก้ง…

เมื่อวันที่ 17 ม.ค. 60 สายตรวจอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เขตบริหารจัดการอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานที่ 3 ออกลาดตระเวนปราบปรามการลักลอบบุกรุกทำลายทรัพยากรธรรมชาติในอุทยาน และซุ่มจับกุม นายนพคุณ เอนกทรัพย์ อายุ 32 ปี ชาวบ้านหมู่ 8 ต.ป่าเด็ง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ขณะกำลังลักลอบล่าสัตว์ยิงเก้งด้วยอาวุธปืนลูกซองเดี่ยว ไม่มียี่ห้อและหมายเลขทะเบียน

สายตรวจฯซุ่มจับ

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่สืบทราบว่ามีพรานป่าเข้ามาลักลอบยิงสัตว์ป่าบริเวณป่าบ้านเขาแหลม หมู่ 8 ต.ป่าเด็ง อ.แก่งกระจาน นายมานะ เพิ่มพูล หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ได้สั่งการให้ นายอรรถพงษ์ เภาอ่อน นำกำลังเจ้าหน้าที่ชุดเฉพาะกิจอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน และสายตรวจเขตบริหารจัดการอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานที่ 3 ออกลาดตระเวนและสุ่มจับกุม จนเวลา 04.00 น. วันนี้ ได้ยินเสียงปืนดังขึ้นมาจากป่าจึงตามเสียงปืนเข้าไปพบ นายนพคุณ

พร้อมอาวุธปืนและซากเก้ง จึงตรวจสอบและจับกุม โดยเป็นการกระทำผิดตาม พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ มาตรา 16 (3), (13), (15), (16) และ พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า มาตรา 16 (19), (22) พร้อมควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.แก่งกระจาน เพื่อดำเนินคดีต่อไป.

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.thairath.co.th/

พบซาก ศพชายในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว น้องคาดถูกโขลงช้างป่าเหยียบตาย

No Comments
พบซาก

พบซาก น้องเข้ายืนยันซากศพในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว จ.บึงกาฬ

พบซาก มั่นใจเป็นพี่ชายที่หายตัวออกจากบ้านไปเดือนกว่า สันนิษฐานถูกโขลงช้างป่าที่ลงมาหากินทำร้ายจนตาย

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 11 มี.ค. 61 พ.ต.ท.สุริยา แน่นอุพำ สว.สส.สภ.บุ่งคล้า จ.บึงกาฬ ได้รับแจ้งจาก นายธงชัย อรรคบุตร ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 2 บ้านหนองบ่อ ต.โคกกว้าง อ.บุ่งคล้า ว่า มีชาวบ้านไปหาของป่าพบซากศพคนในป่าทึบ พื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว ห่างจากหมู่บ้านประมาณ 2 กิโลเมตร และอยู่เลยฐานพิทักษ์ป่าบ้านหนองบ่อลึก เข้าไปประมาณ 300 เมตร จึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ พร้อมรุดไปตรวจที่เกิดเหตุพร้อมด้วย นายจรูญ บุหิรัญ นายอำเภอบุ่งคล้า ทหารกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยจังหวัดบึงกาฬ เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว พ.ต.อ.ธำรงชัย ไล้ทองดี ผกก.สภ.บุ่งคล้า พ.ต.ท.สาโรจน์ ภมร รอง ผกก.สส. ตำรวจชุดสืบสวน พญ.สมกมล ดอนแก้ว แพทย์เวร รพ.บุ่งคล้า ตำรวจพิสูจน์หลักฐานบึงกาฬ และหน่วยกู้ภัยมูลนิธิสว่างศรีวิไล จุดบึงโขงหลง

ที่เกิดเหตุใต้กอไผ่กลางป่า พบซากศพเพศชายเหลือเพียงกระดูกส่วนเอวลงไปที่ขาติดอยู่ภายในกางเกงยีนส์ ส่วนซี่โครง กะโหลกศีรษะ กระดูกขา กระดูกแขน กระจัดกระจาย ทั้งหมด 12 จุด ห่างกันราว 20 เมตร และพบร่องรอยช้างป่าจำนวนมากเหยียบย่ำไปมาบริเวณที่พบซากศพ เจ้าหน้าที่จึงเก็บรวบรวมหลักฐานและชิ้นส่วนผู้ตายนำออกมาตรวจสอบที่ฐานพิทักษ์ป่าบ้านหนองบ่อ หลังจากตรวจสอบทราบว่าผู้ตายคือ นายวิชิต เพชรสมบัติ อายุ 45 ปี ชาวบ้านหนองบ่อ ที่เข้าป่าไปตั้งแต่วันที่ 25 ม.ค. ที่ผ่านมา โดยแพทย์ระบุเสียชีวิตมาแล้ว 1-2 เดือน

พบซาก

จากการสอบสวน นายควรคิด เพชรสมบัติ อายุ 40 ปี ยืนยันว่าผู้ตายคือ นายวิชิต พี่ชายที่หายตัวออกจากบ้าน มักจะเข้าป่าขึ้นเขาไปกับพระธุดงค์ หรือไม่ก็เดินทางขึ้นเขาลงเขาภูวัว นำอาหารไปถวายพระธุดงค์อยู่เป็นประจำ ช่วงที่หายตัวไปใหม่ๆ ออกตามหาและมาพบรถจักรยานยนต์จอดอยู่ทางเข้าป่าจุดพบศพ จึงนำกลับไปไว้ที่บ้าน ซึ่งคาดว่าระหว่างทางเดินอาจจะมาพบกับโขลงช้างป่าที่ลงมาหากินและถูกทำร้ายจนถึงแก่ชีวิต ส่วนที่ตัวเองเชื่อว่าเป็นพี่ชายคือกางเกงยีนส์และโทรศัพท์ที่พบติดโครงกระดูก

นายทวีป คำแพงเมือง หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว ฝากเตือนว่า มีหลายครั้งที่ชาวบ้านเข้าไปในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโดยไม่แจ้งเจ้าหน้าที่ก่อน ก็อยากให้ระมัดระวังเรื่องช้างป่า หรือแม้กระทั่งอันตรายจากสัตว์ชนิดต่างๆ ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็ทำงานอย่างเข้มงวดตลอดเวลา แต่ที่เกิดเหตุนี้ขึ้นถือว่าเป็นเหตุสุดวิสัย ส่วนข้อเท็จจริงกรณีชาวบ้านถูกช้างทำร้ายนั้นไม่สามารถพิสูจน์ได้เพราะช้างก็อยู่ในป่าตลอด โดยพื้นที่นี้มีช้างป่าอยู่เกือบ 50 ตัว เบื้องต้นทางเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าจะได้จัดการช่วยเหลือญาติผู้ตายในการจัดงานศพต่อไป.

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.thairath.co.th

 …

จับภาพ แมวลายหินอ่อน กลางป่าแก่งกระจาน 1 ในสัตว์หายากในป่าไทย

No Comments
จับภาพ

จับภาพ  ในป่าก็มีแมวนะ ! เพจอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เผยคลิปภาพหายากจากกล้องในป่า

จับภาพ  จับภาพแมวลายหินอ่อน 1 ในสัตว์ป่าสงวนใกล้สูญพันธุ์ วอนคนไทยช่วยกันดูแลรักษาผืนป่าเพื่อสัตว์ป่า

วันที่ 30 เมษายน 2561 มีรายงานว่า เฟซบุ๊ก อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน (Kaeng Krachan National Park) ได้โพสต์คลิปภาพ แมวลายหินอ่อน หนึ่งในสัตว์ป่าสงวนของประเทศไทย โดยระบุว่า “ในป่าก็มีแมวนะ แต่คราวนี้ไม่ใช่แมวดาว มันคือ แมวลายหินอ่อน หนึ่งในสัตว์ป่าสงวนของประเทศไทย เป็นแมวขนาดกลาง ลักษณะเด่นคือลายบนลำตัวที่เหมือนกับลายหินอ่อน หากินตอนกลางคืน กินสัตว์ขนาดเล็ก ๆ เป็นอาหาร

จับภาพ

ปกติแมวลายหินอ่อนก็หายากอยู่แล้วในธรรมชาติ ยิ่งในปัจจุบันมีภัยคุกคามทั้งจากการล่า และทำลายที่อยู่อาศัย ทำให้จำนวนประชากรลดลงไปอีก วอนคนไทยช่วยกันดูแลรักษาผืนป่าไว้ให้เป็นที่อาศัยของสัตว์ป่ากันดีกว่า..”

ขอบคุณแหล่งที่มา https://hilight.kapook.com/

ผล วิจัยใหม่ชี้ เสือชีตาห์ใกล้สูญพันธ์ุ เหลือในธรรมชาติแค่ 7,100 ตัว

No Comments
ผล

ผล การวิจัยใหม่ชี้ว่า จำนวนของเสือชีตาห์ในธรรมชาติลดลงเหลือเพียงประมาณ 7,100 ตัวเท่านั้น ถือว่าเสี่ยงที่จะสูญพันธ์ุอย่างยิ่ง…

ผล สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันจันทร์วารสาร ‘Proceedings of the National Academy of Sciences’ เผยแพร่ผลการวิจัยใหม่ระบุว่า จำนวนของเสือชีตาห์ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่วิ่งเร็วที่สุดในโลกลดลงอย่างมากจนเสี่ยงสูญพันธ์ุ โดยเหลืออยู่ในธรรมชาติเพียง 7,100 ตัวเท่านั้น

การวิจัยดังกล่าวระบุว่า เสือชีตาห์ในธรรมชาติเกินครึ่ง อาศัยอยู่ในเขตที่อยู่อาศัยเดียวซึ่งครอบคลุม 6 ประเทศในพื้นที่ทางใต้ของทวีปแอฟริกา ขณะที่เสือชีตาห์ในเอเชียกำลังจะหมดไปแล้ว โดยมีเหลือในอิหร่านไม่ถึง 50 ตัวเท่านั้น เนื่องจากเสือชีตาห์เป็นสัตว์กินเนื้อที่มีพื้นที่หากินกว้างที่สุด และ 77% อยู่นอกอุทยานหรือเขตอนุรักษ์ และเขตหากินนอกพื้นที่อนุรักษ์นี้ ก็ถูกมนุษย์เข้ามาพัฒนามากขึ้น ทำให้อาหารของแมวยักษ์พันธ์ุนี้น้อยลงไปด้วย

ผล

ส่วนที่ซิมบับเว ประชากรเสือชีตาห์ลดลงจากประมาณ 1,200 ตัว เหลือแค่ 170 ตัวเท่านั้น ในช่วง 16 ปีที่ผ่านมา โดยสาเหตุหลักมาจากการเข้าถือครองพื้นที่ของมนุษย์ เสือชีตาห์ยังต้องเผชิญความเสี่ยงจากผู้ลักลอบค้าสัตว์ป่า ที่คอยจับลูกเสือชีตาห์ตามใบสั่งจากคนในชาติอาหรับ ซึ่งราคาของลูกเสือชีตาห์อาจพุ่งสูงถึงตัวละ 10,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ทีเดียว

ดร. ซาราห์ ดูแรนต์ จากสมาคมสัตววิทยาแห่งลอนดอน หัวหน้าทีมผู้เขียนผลการวิจัยนี้ เรียกร้องให้มีการเพิ่มระดับความเสี่ยงสูญพันธ์ของเสือชีตาห์ใหม่จากกลุ่มเสี่ยง เป็นกลุ่มอันตรายด้วย

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.thairath.co.th/

โลก อึ้ง! ทาร์ซาน เด็กหญิง เพื่อนสัตว์ป่า สำนักข่าวต่างประเทศ

No Comments
โลก

โลก เผยแพร่ภาพ ทิปปี้ เดอเกร ชาวฝรั่งเศสที่เติบโตมาในป่านามิเมีย แอฟริกา ที่ทำให้คนทั่วโลกตกตะลึง

โลก เมื่อเธอสามารถเป็นเพื่อนกับบรรดาสัตว์ป่าทุก ประเภท ตั้งแต่กระรอกยันเสือร้ายเลยทีเดียว

โลก

ทั้งนี้ ทิปปี้ เป็นเด็กหญิงที่เกิดในครอบครัวช่างภาพที่ตระเวนถ่ายภาพสัตว์ป่าไปทั่ว แอฟริกา ตั้งแต่เด็กจนถึง 10 ขวบ ปัจจุบันทิปปี้อายุ 20 ปีแล้ว และกำลังศึกษาในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในนครปารีส แต่ยังกลับไปเยี่ยมเยียนบรรดาสัตว์ป่าในนามิเบ

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.sanook.com/