กระถินยาอายุวัฒนะ และอีหลากหลายสรรพคุณที่คุณต้องรู้!!!

No Comments
กระถินยาอายุวัฒนะ

กระถินยาอายุวัฒนะ ที่คุณ ไม่ควรพลาด

กระถินยาอายุวัฒนะ กระถิน มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า กะเส็ดโคก กะเส็ดบก (ราชบุรี), กะตง กระถิน กระถินน้อย กระถินบ้าน ผักก้านถิน (สมุทรสงคราม), ผักก้านถิน (เชียงใหม่), ผักหนองบก (ภาคเหนือ), กระถินไทย กระถินบ้าน กระถินดอกขาว กระถินหัวหงอก (ภาคกลาง), ตอเบา สะตอเทศ สะตอบ้าน (ภาคใต้), กระถินยักษ์
ต้นกระถิน และมีถิ่นกำเนิดในอเมริกาเขตร้อนและในหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก มีการนำเข้ามาปลูกในประเทศไทยตั้งแต่สมัยสุโขทัย เนื่องจากต้นกระถินเป็นพืชที่ขยายพันธุ์ได้ง่ายจึงพบได้ทั่วไป จัดเป็นไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็ก มีขนาดความสูงประมาณ 3-10 เมตร ไม่ผลัดใบ ลักษณะทรงต้นเป็นเรือนยอดรูปไข่หรือกลม เปลือกต้นมีสีเทา และมีปุ่มนูนของรอยกิ่งก้านที่หลุดร่วงไป และขยายพันธุ์ด้วยวิธีการใช้เมล็ด เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนซุยหรือในดินเหนียวอุ้มน้ำได้ดี

กระถินยาอายุวัฒนะ

สรรพคุณของกระถิน

ใช้เป็นยาอายุวัฒนะ (ราก, เมล็ดแก่
กระถินมีฟอสฟอรัสสูง จึงช่วยเสริมสร้างและบำรุงกระดูก (ยอดอ่อน, ฝักอ่อน, เมล็ด)
ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด (ยอดอ่อน)
ช่วยรักษาโรคความดันโลหิตสูง (ยอดอ่อน)
กระถินอุดมไปด้วยวิตามินเอ จึงช่วยบำรุงและรักษาสายตาได้ (ยอดอ่อน)…

สมุนไพรต้นทานาคา ไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบขนาดเล็กถึงขนาดกลาง

No Comments
สมุนไพรต้นทานาคา

สมุนไพรต้นทานาคา หรือเรียกอีกอย่างว่า สมุนไพรกระแจะ

สมุนไพรต้นทานาคา  จัดเป็นไม้พุ่มกึ่งไม้ต้น หรือเป็นไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบขนาดเล็กถึงขนาดกลาง มีความสูงของต้นประมาณ 8-15 เมตร ลำต้นมีลักษณะเปลาตรง แตกกิ่งต่ำ กิ่งก้านตั้งฉากกับลำต้น โดยกิ่งอ่อนและยอดอ่อนจะเกลี้ยง ส่วนเนื้อไม้เป็นสีขาว เปลือกลำต้นเป็นสีน้ำตาล ผิวขรุขระ ลำต้นและกิ่งมีหนาม หนามมีลักษณะแข็งและยาว โดยหนามจะออกแบบเดี่ยว ๆ หรือออกเป็นคู่ ๆ และยาวได้ถึง 2.5 เซนติเมตร เนื้อไม้เมื่อตัดมาใหม่ ๆ จะเป็นสีขาวแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอ่อน หากทิ้งไว้นาน ๆ จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลปนสีเหลืองอ่อน ต้นกระแจะสามารถพบได้ตามป่าเบญจพรรณทั่วไป รวมไปถึงป่าเต็งรังและป่าดิบแล้ง ที่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 100-400 เมตร ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการใช้เมล็ดหรือการปักชำด้วยกิ่งอ่อนหรือราก โดยมีเขตการกระจายพันธุ์อยู่ในประเทศพม่า ปากีสถาน ศรีลังกา อินเดีย บังกลาเทศ มณฑลยูนนานของจีน และในภูมิภาคอินโดจีน ส่วนในประเทศไทยนั้นเขตการกระจายพันธุ์คือทางภาคเหนือและภาคตะวันตกเฉียงใต้
สมุนไพรกระแจะ มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า กระแจะจัน ขะแจะ (ภาคเหนือ), ตุมตัง (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, บ้างก็ว่าภาคกลาง), พญายา (ราชบุรี, ภาคกลาง), ตะนาว (มอญ), พินิยา (เขมร), กระแจะสัน, ตูมตัง, จุมจัง, จุมจาง, ชะแจะ, พุดไทร, ฮางแกง, ทานาคา เป็นต้น

สมุนไพรต้นทานาคา

สรรพคุณ

ผลมีรสขมและเฝื่อน ใช้เป็นยาบำรุงกำลังและเป็นยาบำรุงร่างกาย (ผล, ผลสุก)
ช่วยบำรุงดวงจิตให้แช่มชื่น (เปลือกต้น)
ช่วยทำให้เจริญอาหาร (ผลสุก, เปลือกต้น, แก่น)
ช่วยแก้อาการผอมแห้ง (แก่น, ผล, ราก)
แก่นมีรสจืดและเย็น นำมาดองกับเหล้าใช้กินเป็นยาแก้กษัยได้ (อาการป่วยที่เกิดได้จากหลายสาเหตุ ทำให้ร่างกายเสื่อมโทรม ซูบผอม และโลหิตจาง) (แก่น ผล, ราก)
แก่นใช้ดองกับเหล้ากินเป็นยาบำรุงโลหิต แก้โลหิตพิการ โรคเลือด (แก่น)
ใบกระแจะมีรสขมและเฝื่อน ใช้ผสมกับสมุนไพรชนิดอื่นต้มกินแก้ลมบ้าหมู แต่อีกตำราไม่ได้ระบุว่าต้องใช้ผสมกับสมุนไพรชนิดใด (ใบ, ผล, ราก)
ช่วยแก้พิษ (ผล)
ช่วยแก้ไข้ ถอนพิษไข้ (ผล, ผลสุก, เปลือกต้น, แก่น, ราก)
ช่วยแก้อาการร้อนใน ด้วยการใช้ต้นนำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาครั้งละครึ่งแก้ว วันละ 3 เวลา (ต้น)

ช่วยดับพิษร้อนในร่างกาย ด้วยการใช้แก่นนำมาดองกับเหล้าดื่มเป็นยา (แก่น, เปลือกต้น)
ช่วยขับเหงื่อ (ราก)
ช่วยแก้อาการท้องเสีย (ผล)
ช่วยขับผายลม (เปลือกต้น)
ช่วยแก้อาการท้องอืดท้องเฟ้อ อาหารไม่ย่อย (ผล)
รากมีรสขมเย็น ช่วยรักษาโรคในลำไส้ แก้อาการปวดท้องบริเวณลำไส้ใหญ่และบริเวณลิ้นปี่ (ราก)
รากใช้เป็นยาถ่าย เป็นยาระบายอ่อน ๆ ได้ (ราก)
ช่วยในการคุมกำเนิด (ใบ)
ผลสุกใช้เป็นยาสมานแผล (ผลสุก)
ช่วยแก้โรคประดง (เป็นอาการของโรคผิวหนังที่มีผื่นคัน เป็นเม็ดขึ้นคล้ายกับผด จะมีอาการคันมาก และมักจะมีอาการไข้ร่วมด้วยเสมอ) ด้วยการใช้ต้นนำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาครั้งละครึ่งแก้ว วันละ 3 เวลา (ต้น)
ต้นนำมาต้มกับน้ำใช้ดื่มครั้งละครึ่งแก้ว วันละ 3 ครั้ง เช้า กลางวัน และเย็น จะช่วยแก้อาการปวดเมื่อย ปวดตามข้อ แก้อาการเส้นตึงได้ (ต้น)
ช่วยแก้อาการปวดข้อ ปวดกระดูก (ใบ)…

กระเจียวขาว สรรพคุณทางสมุนไพรอันหลากหลาย

No Comments
สรรพคุณทางสมุนไพรอันหลากหลาย

สรรพคุณทางสมุนไพรอันหลากหลาย  ของ กระเจียวขาว

สรรพคุณทางสมุนไพรอันหลากหลาย กระเจียวขาว มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า อาวขาว (เชียงใหม่), กระเจียวโคก กระชายดง (เลย), กระเจียวขาว (นครราชสีมา), ว่านม้าน้อย (สุโขทัย), กระจ๊อด, กระเจียว, ดอกดิน, อาว เป็นต้น
ต้นกระเจียวขาว จัดเป็นไม้ล้มลุก ลำต้นตั้งตรง มีความสูงของต้นประมาณ 15-50 เซนติเมตรและอาจสูงได้ถึง 70 เซนติเมตร มีเหง้าอยู่ใต้ดิน และมีกลิ่นหอม เหง้ามีลักษณะเป็นรูปไข่ มีขนดาประมาณ 2×1 เซนติเมตร ภายในเป็นสีน้ำตาลอ่อน ๆ และเหง้ามีขนาดสั้นมาก เหง้าของลำต้นเทียมที่แก่เต็มที่หรือมีดอกแล้วเท่านั้นที่จะบวมพองสะสมน้ำและอาหารได้ ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการใช้หัวเหง้าและเมล็ด เจริญเติบโตได้ดีในดินที่มีอินทรียวัตถุสูงและมีแสงแดด ซึ่งในประเทศไทยสามารถพบได้ทั่วทุกภาคของประเทศ ตามป่าดิบทั่วไป ป่าดิบแล้ง ป่าผลัดใบ บริเวณโคกและบริเวณป่าโปร่ง ส่วนในต่างประเทศจะพบได้ที่ประเทศอินเดีย พม่า ลาว เวียดนาม มาเลเซีย และจีน

 สรรพคุณทางสมุนไพรอันหลากหลาย

สรรพคุณของกระเจียวขาว
หน่ออ่อนและดอกอ่อนของกระเจียวมีรสเผ็ดร้อนและมีกลิ่นหอม เป็นยาช่วยขับลม (หน่ออ่อน, ดอกอ่อน)
ใบนำมาตำคั้นเอาแต่น้ำใช้เป็นยาทารักษาแผลสดและช่วยห้ามเลือด (ใบ)
ตามตำรับยาพื้นบ้านล้านนาและชาวเขาเผ่าอีก้อ จะใช้ต้นกระเจียวขาวทั้งต้น หัวขมิ้นขาว หัวข่าหด หัวเร่ว หัวไพล หัวว่านมหาเมฆ หัวว่านสาวหลง และหัวว่านแสงอาทิตย์ นำมาเคี่ยวกับน้ำมันพืชแล้วกรองเอากากทิ้ง เอาแต่น้ำมันมาใช้เป็นยาทาถูนวด แก้อาการปวดเมื่อย…

สมุนไพรธูปฤาษี สามารถนำมาใช้เป็นยาบำบัดโรคบางชนิดได้

No Comments
สมุนไพรธูปฤาษี

สมุนไพรธูปฤาษี

สมุนไพรธูปฤาษี  มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า กกช้าง กกธูป เฟื้อ เฟื้อง หญ้าเฟื้อง หญ้ากกช้าง หญ้าปรือ (ภาคกลาง), หญ้าสลาบหลวง หญ้าสะลาบหลวง (ภาคเหนือ), ปรือ (ภาคใต้) เป็นต้นต้นธูปฤาษี มีถิ่นกำเนิดในทวีปยุโรปและอเมริกา จัดเป็นไม้ล้มลุกมีอายุหลายปี เหง้ากลม แทงหน่อขึ้นเป็นระยะสั้น ๆ ลำต้นตั้งตรง มีความสูงประมาณ 1.5-3 เมตร เจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่ชุ่มน้ำ ขยายพันธุ์ด้วยผลหรือเมล็ด พบขึ้นตามหนองน้ำ ลุ่มน้ำทั้งน้ำจืดและน้ำเค็ม ตามทะเลสาบหรือริมคลอง รวมไปถึงตามที่โล่งทั่ว ๆ ไป

สมุนไพรธูปฤาษี

สรรพคุณ

อับเรณูและลำต้นใช้เป็นยารักษาโรคทางเดินปัสสาวะ (ลำต้น, อับเรณู) บ้างก็ว่าลำต้นใต้ดินและรากสามารถนำมาใช้เป็นยาบำบัดโรคบางชนิดได้ เช่น การช่วยขับปัสสาวะ (ลำต้น, ราก)
ลำต้นธูปฤาษีช่วยเพิ่มน้ำนมของสตรีหลังการคลอดบุตร (ลำต้น)…

ฉัตรทอง สรรพคุณและก็ประโยชน์ซึ่งมาจากต้นฉัตรทอง 35 ข้อ

No Comments
ฉัตรทอง

ฉัตรทอง

ฉัตรทอง ชื่อสามัญ Hollyhock

ฉัตรทอง ชื่อวิทยาศาสตร์ Alcea rosea L. (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Althaea rosea (L.) Cav.) จัดอยู่ในตระกูลชบา (MALVACEAE)

สมุนไพรฉัตรทอง มีชื่อแคว้นอื่นๆว่า ซูขุย (ภาษาจีนกลาง), จวกขุ่ยฮวย (จีน-แต้จิ๋ว) ฯลฯ

สรรพคุณของฉัตรทอง

  • รากและดอกใช้เป็นยาจับพิษร้อนในร่างกาย ทำให้เลือดเย็น (ราก, ดอก)
  • รากและเมล็ดเป็นยาบำรุงธาตุในร่างกาย (ราก, เมล็ด)
  • ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของโลหิตให้ดีขึ้น (ดอก)
  • ช่วยแก้โลหิตกำเดา (ราก, ดอก)
  • ช่วยทำให้ชุ่มชื่น (ดอก)
  • รากสามารถนำมาใช้เป็นยารักษาและป้องกันโรคเยื่อจมูกอักเสบหรือเยื่อภายในร่างกายอักเสบได้ (ราก)
  • หากมีไข้หรือเป็นไข้จับสั่น ก็ให้ใช้ดอกสดที่ผึ่งแห้งแล้ว นำมาบดเป็นผงผสมกับน้ำรับประทานเป็นยาแก้ไข้ ส่วนรากและเมล็ดในตำราได้ระบุไว้ว่ามีสรรพคุณเป็นยาแก้ไข้ ลดไข้เช่นเดียวกับดอก (ดอก, ราก, เมล็ด)
  • ช่วยแก้อาการไอเป็นเลือด (ราก, ดอก)
  • ช่วยรักษาโรคหัด ด้วยการใช้ดอกที่บานเต็มที่แล้ว (สดหรือแห้งก็ได้) นำมาต้มกินหรือบดเป็นผงกิน (ดอก)
  • ช่วยรักษาอาการอาเจียนเป็นเลือดหรือตกเลือด ด้วยการนำรากสดประมาณ 30 กรัมนำมาต้มกับน้ำรับประทาน หรือจะใช้รากสดประมาณ 60 กรัม นำมาคั้นเอาแต่น้ำผสมกับเหล้ารับประทานเป็นยาก็ได้ หรือหากมีอาการตกเลือดก็สามารถใช้ดอกนำมาต้มรับ
  • ประทานเป็นยาได้เช่นกัน (ดอก, ราก)
  • ช่วยรักษาโรคหลอดลมอักเสบ (ราก, ดอก)
  • ใช้รักษาเด็กที่ปากเป็นแผลอักเสบ ด้วยการใช้ยอดอ่อนผสมกับน้ำผึ้ง นำมาทาเช้าเย็น โดยการนำไปปิ้งกับไฟให้แห้งแล้วให้เป็นผงเสียก่อน (ยอดอ่อน)
  • ช่วยแก้บิด ขับถ่ายเป็นเลือด ด้วยการใช้ยอดอ่อนนำมาต้มกับน้ำรับประทาน แต่ต้องนำมาปิ้งกับไฟให้พอเหลืองเสียก่อน และให้ใช้ประมาณ 6-18 กรัม หรือจะใช้ดอกนำมาต้มรับประทานก็ได้ (ยอดอ่อน, ดอก)
  • หากมีอาการท้องผูก ก็ให้ใช้ดอกสดประมาณ 30 กรัม นำมาผสมกับชะมดเชียง 1.5 กรัม กับน้ำอีกครึ่งแก้วใช้ต้มรับประทาน บ้างก็ว่าให้ใช้รากสด ๆ ผสมกับเมล็ดของตังเกี้ยงไฉ่ (อย่างละ 30 กรัม) นำมาต้มกับน้ำรับประทาน ส่วนเมล็ดก็แก้ท้องผูกเช่นกัน
  • โดยนำมาเมล็ดมาต้มรับประทานหรือบดเป็นผงรับประทาน แต่จะต้องใช้เมล็ดจากผลแก่ที่ตากแห้งแล้ว (ดอก, เมล็ด, ราก)
  • เมล็ดใช้เป็นยาช่วยหล่อลื่นลำไส้ ด้วยการใช้เมล็ดจากผลแก่ที่ตากแห้งแล้ว นำมาต้มรับประทานหรือบดเป็นผงรับประทาน ส่วนดอกตามตำราก็ระบุว่ามีสรรพคุณช่วยหล่อลื่นเช่นกัน (เมล็ด, ดอก)
  • ใช้รักษาแผลในลำไส้ ด้วยการใช้รากแห้งประมาณ 3 กรัม นำมาต้มกับน้ำใช้รับประทานเป็นยา (ราก)
  • ช่วยแก้ลำไส้อักเสบ รักษาฝีในลำไส้ หรือฝีในท้อง ด้วยการใช้รากฉัตรทอง 20 กรัม โกฐน้ำเต้า 6 กรัม นำมาต้มกับน้ำรับประทาน แต่หากมีอาการเลือดออกด้วยก็ให้เพิ่มโกฐสอ 20 กรัม แปะเจียก 20 กรัม และสารส้มสตุ 19 กรัม ต้มกับน้ำเป็นยารับ
  • ประทาน หรือจะนำมารวมกันแล้วบดให้เป็นผง ทำเป็นยาเม็ดลูกกลอนรับประทานก็ได้เช่นกัน (ราก)
  • ช่วยรักษาโรคนิ่วในทางเดินปัสสาวะ ด้วยการนำเมล็ดแก่ที่ตากแห้งแล้วนำมาบดเป็นผง ใช้ผสมกับน้ำอุ่นรับประทานวันละ 2 ครั้ง โดยใช้รับประทานครั้งละ 6 กรัม (ตำรับนี้สามารถใช้แก้ปัสสาวะขัดและอุจจาระขัดได้ด้วย) ส่วนเด็กที่มีอาการท้องผูกก็รับ
  • ประทานได้ แต่ต้องใช้ประมาณ 3-10 กรัม (เมล็ด)
  • รากใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาขับปัสสาวะ แก้ปัสสาวะขัดและอุจจาระติดขัด (เข้าใจว่าใช้รากสดประมาณ 30-60 กรัม) หรือจะใช้ดอกสดประมาณ 35 กรัม นำมาต้มกับน้ำครึ่งแก้วแล้วใส่ชะมดเชียง 2 กรัม เป็นยารับประทาน ส่วนเมล็ดก็มีสรรพคุณขับปัสสาวะ
  • เช่นกัน แต่ต้องเป็นเมล็ดจากผลแก่ที่ตากแห้งแล้วนำมาต้มหรือบดเป็นผงรับประทาน (ดอก, เมล็ด, ราก)
  • รากและดอกใช้แก้ทางเดินปัสสาวะติดเชื้อ ปัสสาวะแสบร้อน (ราก, ดอก)
  • ช่วยแก้อาการปัสสาวะมากผิดปกติ ด้วยการใช้รากสดนำมาล้างให้สะอาด แล้วทุบให้แตกใส่น้ำต้มให้เดือดจนเข้มข้น แล้วรินน้ำรับประทาน (ราก)
  • หากปัสสาวะเป็นเลือด ให้ใช้เถาจากยอดอ่อนของต้นฉัตรทองนำมาผสมกับเหล้าใช้รับประทานวันละ 2 ครั้ง แต่ต้องรับประทานทีละน้อย ๆ หรือจะใช้รากสดนำมาต้มกับดื่มก็ได้ ส่วนดอกและเมล็ดตามตำราก็ระบุว่าแก้ปัสสาวะเป็นเลือดได้เช่นกัน (เถาจาก     ยอดอ่อน, ดอก, เมล็ด, ราก) 
  • ใช้รักษาโรคหนองใน ด้วยการใช้ยอดอ่อนหรือใบนำมาต้มกับน้ำกินเป็นยา จะใช้ใบสดหรือใบแห้งก็ได้ หรือจะนำมาเผาให้เป็นเถ้าแล้วนำมาบดเป็นผงกินก็ได้เช่นกัน โดยจะใช้อยู่ที่ประมาณ 6-20 กรัม หรือจะใช้รากสดประมาณ 30-60 กรัม นำมาต้มกับน้ำ     กิน หรือทำเป็นเม็ด หรือบดเป็นผงกินก็ได้ ส่วนเมล็ดก็สามารถนำมาทำเป็นยาแก้โรคหนองในได้เช่นกัน (ใบ, เมล็ด, ราก)
  • หากสตรีมีอาการตกขาว ให้นำดอกสดประมาณ 150 กรัม นำมาผึ่งให้แห้งในที่ร่ม แล้วนำไปบดเป็นผงผสมกับน้ำผึ้งรับประทาน แต่ก่อนรับประทานจะต้องดื่มเหล้าก่อน 1 ถ้วยชา หรือจะใช้รากสด ๆ ประมาณ 30-60 กรัม นำมาต้มกับน้ำกินก็ได้เช่นกัน             (ดอก, ราก) ส่วนอีกวิธีให้ใช้รากฉัตรทอง 35 กรัมและดอกอีก 10 กรัม นำมาตุ๋นกับเนื้อหมูรับประทาน ก็สามารถใช้แก้มุตกิดระดูขาวได้เช่นกัน (ราก, ดอก)
  • ช่วยรักษาปากมดลูกอักเสบ (ราก, ดอก)
  • ช่วยรักษาอาการบวมน้ำ ด้วยการนำเมล็ดแก่ที่ตากแห้งแล้วนำมาบดเป็นผง ใช้ผสมกับน้ำอุ่นรับประทานวันละ 2 ครั้ง โดยใช้รับประทานครั้งละ 6 กรัม ส่วนเด็กที่มีอาการท้องผูกก็รับประทานได้ แต่ต้องใช้ประมาณ 3-10 กรัม (เมล็ด) ส่วนรากและดอกก็ช่วยแก้บวมน้ำได้เช่นกัน (ราก, ดอก)
  • ใช้รักษาแผลไฟไหม้ แผลโดนน้ำร้อนลวก ด้วยการใช้ดอกสดที่ตำละเอียดแล้วนำมาผสมกับน้ำมันพืช ใช้เป็นยาพอกบริเวณนั้น (ดอก)
  • รากและเมล็ดใช้ตำพอกรักษาแผลเรื้อรังได้ (ราก, เมล็ด)
  • ใช้รักษาแผลหิด ด้วยการใช้เมล็ดจากผลแก่ที่ตากแห้งแล้ว นำมาต้มหรือบดเป็นผงรับประทาน (เมล็ด)
  • ช่วยรักษาแผลบวมอักเสบ ด้วยการใช้รากสดนำมาตำแล้วพอก หรือถ้าเป็นแผลบวมจะใช้ดอกมาตำหรือบดให้เป็นผงใช้พอกหรือทาบริเวณที่เป็นแผลก็ได้ (ดอก, ราก)
  • ช่วยรักษาแผลฝีหนอง ด้วยการใช้ยอดอ่อนหรือใบนำมาต้มกับน้ำกินเป็นยา จะใช้ใบสดหรือใบแห้งก็ได้ หรือจะนำมาเผาให้เป็นเถ้าแล้วนำมาบดเป็นผงรับประทานก็ได้เช่นกัน โดยจะใช้อยู่ที่ประมาณ 6-20 กรัม (ใบ) ส่วนรากและดอกก็ช่วยขับฝีหนอง           (ราก, ดอก)
  • รากใช้เป็นยาดูดหนอง ด้วยการใช้รากสด ๆ นำมาตำแล้วพอกบริเวณที่เป็น (ราก)
  • รากและเมล็ดช่วยในการคลอดบุตรของสตรี (ราก, เมล็ด)

ประโยชน์ของฉัตรทอง

  • หากใบหน้ามีรอยเหี่ยวย่นหรือเป็นฝ้า ก็ให้ใช้ดอกสดนำมาบดให้ละเอียดผสมกับรังผึ้งสด ใช้ทาหน้าก่อนนอนทุกคืน
  • ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับตามรั้วตามสวนทั่วไป

 

แหล่งที่มา.. didigamescom.org

บอระเพ็ด สรรพคุณและก็คุณประโยช์จากบอระเพ็ด

No Comments
บอระเพ็ด

บอระเพ็ด ชื่อวิทยาศาสตร์ Tinospora crispa (L.) Hook. f. & Thomson จัดอยู่ในตระกูลบอระเพ็ด (MENISPERMACEAE)

สมุนไพรบอระเพ็ด มีชื่อแคว้นอื่นๆว่า เจตมูลหนาม (จังหวัดหนองคาย), ตัวเจตมูลยานหรือเถาหัวดำ (จังหวัดสระบุรี), หางหนู (จังหวัดอุบลราชธานี), จุ่งจิงหรือเครือเขาฮอ (ภาคเหนือ) ฯลฯ

บอระเพ็ด เป็นไม้เลื้อยที่เจอได้ตามป่าดิบแล้ง จัดเป็นสมุนไพรไทยบ้านๆที่มีคุณประโยชน์ทางยาสารพัดสารพัน

โดยส่วนที่นิยมประยุกต์ใช้ทำเป็นยาจะเป็นส่วนของ เถาเพสลาก ด้วยเหตุว่ามีลักษณะไม่แก่หรืออ่อนเกินไปนัก และก็มีรสชาติขมจัด แม้กระนั้นถ้าหากเป็นเถาแก่จะแตกแห้ง รสเฝื่อนฝาด ไม่ขม หรือถ้าหากอ่อนเกินไปก็จะมีรสไม่ขมมากมาย

สรรพคุณ ของ บอระเพ็ด

  • บอระเพ็ดช่วยบำรุงผิวพรรณให้สดใส หน้าตาสดชื่น (ใบ)
  • มีสารต้านอนุมูลอิสระ มีส่วนช่วยในการชะลอวัย
  • ประโยชน์ของบอระเพ็ด ช่วยให้ผมดกหนาขึ้นและอาการผมหงอก ผมร่วงก็จะลดน้อยลง ซึ่งจะได้ผลดีอย่างมากกับผู้ที่มีอาการผมหงอกก่อนวัย หากรับประทานผงบอระเพ็ดวันละ 600 mg. เป็นเวลา 1 เดือน
  • แก้อาการคันหนังศีรษะ รังแค ชันนะตุ
  • ใช้แก้อาการกระหายน้ำ (เถา, ต้น)
  • ใช้เป็นยาบำรุงธาตุ บำรุงร่างกาย (ต้น, ใบ)
  • บอระเพ็ดสรรพคุณใช้เป็นยาอายุวัฒนะ (ราก, ต้น, ใบ) ด้วยการใช้บอระเพ็ด / เมล็ดข่อย / หัวแห้วหมู / เมล็ดพริกไทย / เปลือกต้นทิ้งถ่อน / เปลือกต้นตะโกนา ในสัดส่วนเท่ากันนำมาบดเป็นผง ปั้นเป็นยาลูกกลอนเท่าปลายนิ้วก้อย รับประทานก่อนนอน
  • ครั้งละ 2-3 เม็ด หรือจะนำเถาบอระเพ็ดมาหั่นตากแห้งแล้วนำมาบดให้เป็นผงปั้นเป็นลูกกลอนก็ได้
  • ช่วยให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง เสริมสร้างภูมิต้านทาน (ราก)
  • บอระเพ็ดลดความอ้วน (ใบ)
  • ใช้รักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือด (ราก)
  • สรรพคุณของบอระเพ็ดช่วยรักษาโรคเบาหวาน ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ด้วยการใช้เถาสดที่โตเต็มที่ตากแห้งแล้วบดเป็นผง นำมาชงน้ำร้อนดื่มครั้งละ 1 ช้อน เช้าและเย็น (เถาสด, ทุกส่วน)
  • มีสารลดความดันโลหิต ได้แก่ อะดีโนซีน(adenosine), ซาลโซลีนอล(salsolinol), ไฮเจนนามีน (higenamine) (ต้น)
  • แก้โรคดีซ่าน (ทุกส่วน)
  • ช่วยรักษาอาการโลหิตคั่งในสมอง (ใบ)
  • ช่วยให้เจริญอาหาร (ราก, ต้น)
  • แก้อาการร้อนใน (เถา, ต้น)
  • สรรพคุณบอระเพ็ดช่วยดับพิษร้อนในร่างกาย (ราก)
  • ช่วยขับเหงื่อ (เถา)
  • ช่วยฆ่าแมลงในหู (เถา)
  • แก้รำมะนาด (เถา)
  • แก้ไข้เหนือ ไข้สันนิบาต ไข้พิษ ไข้จับสั่น (ราก, ต้น, ใบ)
  • ใช้ถอนพิษไข้ (ราก)
  • ใช้เป็นยาแก้ไข้ (เถา, ผล) ด้วยการใช้เถาสดประมาณ 30 กรัม นำมาตำคั้นเอาน้ำดื่ม หรือใช้วิธีต้มเคี่ยว (ใส่น้ำ 3 ส่วน ต้มให้เหลือ 1 ส่วน) แบ่งครั้งละ 2-3 ช้อนโต๊ะ ก่อนอาหารวันละ 2-3 ครั้งเมื่อตอนมีไข้ หรือจะนำเถาบอระเพ็ดมาตากแห้ง บดให้เป็นผง ปั้นเป็นลูกกลอนก็ได้
  • แก้ไข้มาลาเรียด้วยการกินบอระเพ็ดวันละ 2 องคุลีทุกวัน (เถา)
  • แก้ไข้เพื่อโลหิต แก้เลือดพิการ (ต้น)
  • แก้อาการแทรกซ้อนขณะเป็นไข้ทรพิษ (ต้น)
  • ช่วยให้เสียงไพเราะ (ใบ)
  • แก้อาการเสมหะเป็นพิษ (ผล)
  • ช่วยรักษาฟัน (ทุกส่วน)
  • แก้อาการปวดฟัน (เถา)
  • แก้สะอึก (ต้น, ผล)
  • แก้โรคกระเพาะอาหารด้วยการใช้บอระเพ็ด 5 ส่วน / มะขามเปียก 7 ส่วน / เกลือ 3 ส่วน / น้ำผึ้งพอควร นำมาคลุกเคล้าให้เข้ากันแล้วรับประทานก่อนอาหาร 3 เวลา
  • แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ (ราก)
  • รักษาโรคริดสีดวงทวาร (ทุกส่วน)
  • รักษาโรคเกี่ยวกับทางเดินปัสสาวะ (ทุกส่วน)
  • แก้อาการมดลูกเสีย (ราก)
  • ช่วยบำรุงน้ำดี (เถา)
  • ช่วยขับพยาธิ (ใบ)
  • ช่วยฆ่าพยาธิไส้เดือน (เถา)
  • ช่วยฆ่าพยาธิในท้อง ในฟัน และในหู (ดอก)
  • แก้อาการปวดเมื่อยตามร่างกาย (ทุกส่วน)
  • แก้อาการเกร็ง (ทุกส่วน)
  • ดับพิษปวดแสบปวดร้อน (เถา)
  • ใช้ล้างแผลที่เกิดจากโรคซิฟิลิส (เถา)
  • ช่วยรักษาโรคผิวหนัง (เถา,ใบ)
  • รักษาผดผื่นตามร่างกาย (ใบ)
  • รักษาบาดทะยัก (ทุกส่วน)
  • แก้อาการปวดฝี (ใบ)
  • แก้พิษฝีดาษ (ต้น)
  • แก้ฝีมดลูด ฝีมุตกิด (ทุกส่วน)
  • นำมาแปรรูปเป็นบอระเพ็ดแคปซูล

แม้บอระเพ็ดจะมีสรรพคุณในการรักษาโรคและอาการต่าง ๆ มากมาย แต่ก็ยังมีงานศึกษาวิจัยที่สนับสนุนสรรพคุณดังกล่าวอยู่น้อย ซึ่งสรรพคุณทั้งหมดนี้ส่วนใหญ่แล้วจะมาจากบทเรียนที่ใช้ต่อเนื่องกันมาเป็นเวลานาน จึงเกิดเป็นความเชื่อถือและใช้สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน จนองค์การเภสัชกรรมได้ผลิตบอระเพ็ดแคปซูลออกมาจำหน่ายเพื่อใช้เป็นยาช่วยในการเจริญอาหาร

 

แหล่งที่มา.. happythanksgivingclipart.com

กระชาย สรรพคุณรวมทั้งคุณประโยชน์ของกระชายเหลือง 49 ข้อ

No Comments
กระชาย

กระชาย (กระชายขาว, กระชายเหลือง) ชื่อสามัญ Fingerroot, Chinese ginger, Chinese keys, Galingale

กระชาย ชื่อวิทยาศาสตร์ Boesenbergia rotunda (L.) Mansf. จัดอยู่ในตระกูลขิง (ZINGIBERACEAE)

สมุนไพรกระชาย มีชื่อแคว้นอื่นๆว่า ว่านพระอาทิตย์ (จังหวัดกรุงเทพมหานคร), กระชายดำ กะแอน ขิงทราย (มหาสารคาม), จี๊ปู ซีฟู เปาซอเร๊าะ เป๊าสี่ เป๊าะสี่ ระแอน เป๊าะซอเร้าะ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน), ละแอน (ภาคเหนือ), ขิงจีน ฯลฯ

สรรพคุณ กระชาย

  • กระชายมีสรรพคุณช่วยบำรุงร่างกาย เป็นยาอายุวัฒนะหัวกระชาย
  • ช่วยบำรุงธาตุในร่างกาย (ใบ)
  • กระชายเหลืองมีสรรพคุณช่วยแก้ลมวิงเวียน แน่นหน้าอก
  • ช่วยบำรุงกำลัง เสริมสมรรถภาพทางเพศ บำบัดโรคนกเขาไม่ขันหรือโรคอีดี (Erectile Dysfunctional หรือ ED) (เหง้าใต้ดิน)
  • ช่วยบำรุงหัวใจ ด้วยการใช้เหง้าและรากของกระชายนำมาปอกเปลือก ล้างน้ำให้สะอาด นำมาหั่นตากแห้งแล้วบดจนเป็นผง และให้ใช้ผงแห้งที่เตรียมไว้ประมาณ 1 ช้อนชา นำมาชงกับน้ำร้อนครึ่งถ้วยชา แล้วรับประทานเพียงครั้งเดียว (เหง้า, ราก)
  • ช่วยบำรุงกระดูก ช่วยทำให้กระดูกไม่เปราะบาง
  • ช่วยปรับสมดุลของฮอร์โมนต่าง ๆ ในร่างกาย
  • ช่วยบำรุงกำหนัด แก้อาการกามตายด้าน (เหง้าใต้ดิน)
  • ช่วยบำรุงสมอง เพราะช่วยทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองส่วนกลางได้ดีมากขึ้น
  • ช่วยปรับสมดุลของความดันโลหิตในร่างกาย ช่วยลดความดันโลหิตเมื่อความดันโลหิตสูง แต่เมื่อความดันโลหิตต่ำก็จะช่วยทำให้ความดันเพิ่มขึ้นจนเป็นปกติ
  • สรรพคุณกระชายช่วยแก้โลหิตเป็นพิษ (ใบ)
  • กระชายมีสรรพคุณทางยาช่วยแก้โรคในปากและคอ เช่น ปากเปื่อย ปากแห้ง ปากเป็นแผล (ใบ, เหง้า)
  • ช่วยแก้ฝ้าขาวในปาก ด้วยการใช้กระชายที่ล้างสะอาดนำมาบดแบบไม่ต้องปอกเปลือก แล้วใส่ในโถปั่นพอหยาบ แล้วนำมาใส่ขวดปิดฝาแช่ไว้ในตู้เย็น แล้วนำมากินก่อนอาหารครั้งละ 1 ช้อนชาเล็ก กินวันละ 3 มื้อก่อนอาหารประมาณ 15 นาที ประมาณ 1 อาทิตย์ (ราก)
  • เหง้าใต้ดินมีรสเผ็ดร้อนและขม มีสรรพคุณช่วยแก้อาการปวดท้อง มวนในท้อง อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ด้วยการใช้เหง้าและรากประมาณครึ่งกำมือ ถ้าสดให้ใช้ประมาณ 5-10 กรัม แต่ถ้าเป็นแห้งให้ใช้ประมาณ 3-5 กรัม แล้วนำมาต้มเอาน้ำดื่มแก้อาการ หรือจะนำมาใช้ปรุงเป็นอาหารไว้รับประทานก็ได้เช่นกัน (เหง้าใต้ดิน)
  • ช่วยแก้อาการท้องร่วง ท้องเดิน ด้วยการใช้เหง้าสด 1-2 เหง้า ใช้เหง้าที่ปิ้งไฟแล้วนำมาฝนหรือตำผสมกับน้ำปูนใส หรือจะคั้นให้ข้น ๆ แล้วนำมารับประทานครั้งละ 1-2 ช้อนชาก็ได้ (เหง้า, ราก)
  • ช่วยแก้บิด โดยใช้เหง้าสดประมาณ 2 เหง้า นำมาบดจนละเอียดแล้วเติมน้ำปูนใส คั้นเอาแต่น้ำมาดื่ม (เหง้าสด)
  • ช่วยรักษาอาการท้องเดินในเด็ก (เหง้า, ราก)
  • รากกระชายมีสรรพคุณช่วยแก้โรคกระเพาะ (ราก)
  • ช่วยแก้อาการบิดมูกเลือด (เหง้า, ราก)
  • ใช้เป็นยาขับปัสสาวะ แก้อาการปัสสาวะพิการ (เหง้า, ราก)
  • ช่วยบำรุงตับและไตให้แข็งแรง ช่วยรักษาโรคไต ช่วยทำให้ไตทำงานได้ดียิ่งขึ้น
  • ช่วยป้องกันไทรอยด์เป็นพิษ
  • ช่วยรักษาอาการกระเพาะปัสสาวะเกร็ง ซึ่งในกรณีนี้อาจจะต้องใช้เม็ดบัวที่ต้มแล้วนำมารับประทานร่วมด้วย
  • ช่วยแก้อาการไส้เลื่อนในเพศชาย
  • ช่วยควบคุมไม่ให้ต่อมลูกหมากโต
  • ช่วยบำรุงมดลูกของสตรี ป้องกันไม่ให้มดลูกโต
  • แก้อาการตกขาว ช่วยขับระดูขาวของสตรี (เหง้า)
  • ช่วยขับน้ำคาวปลาของสตรีหลังคลอดบุตร
  • ใช้เป็นยารักษาริดสีดวงทวาร ด้วยการใช้เหง้าสดประมาณ 60 กรัม (6-8 เหง้า) นำมาผสมกับเนื้อมะขามเปียกประมาณ 60 กรัม เกลือแกง 3 ช้อนแกง และนำมาตำแล้วต้มกับน้ำ 6 แก้ว แล้วเคี่ยวจนเหลือ 2 แก้ว นำมารับประทานครั้งละครึ่งแก้วก่อนนอน แล้วรับประทานติดต่อกันประมาณ 1 เดือนจนกว่าจะหาย (เหง้าใต้ดิน)
  • ใบช่วยถอนพิษต่าง ๆ (ใบ)
  • ช่วยแก้อาการปวดเมื่อย ด้วยการใช้เหง้าหรือรากแก่ ๆ นำมาหั่นเป็นแว่นบาง ๆ แล้วนำไปตากแห้งและนำมาชงกับน้ำดื่ม (ราก, เหง้า)
  • ช่วยบำรุงเส้นเอ็นให้แข็งแรง
  • เหง้าและรากใช้เป็นยาภายนอก สรรพคุณช่วยรักษาขี้กลาก ขี้เกลื้อน (เหง้า, ราก)
  • ช่วยรักษาโรคน้ำกัดเท้า ด้วยการใช้รากกระชายทั้งเปลือกมาล้างแล้วผึ่งให้แห้ง ฝานเป็นแว่น ๆ และนำไปบดให้เป็นผงหยาบ ๆ และใช้น้ำมันมะกอกหรือน้ำมันมะพร้าวมาอุ่นในหม้อใบเล็ก ๆ เติมผงกระชาย ใช้น้ำมัน 3 เท่าของปริมาณกระชาย แล้วนำมาหุงด้วยไฟอ่อน ๆ ราว 15-20 นาที แล้วกรองกระชายออก เก็บน้ำมันไว้ในขวดแก้วสีชา นำมาใช้ทาบริเวณที่เป็น (ราก)
  • ช่วยแก้อาการคันหนังศีรษะจากเชื้อรา ด้วยการใช้น้ำมันดังกล่าว (จากสูตรรักษาโรคน้ำกัดเท้า) นำมาเข้าสูตรทำเป็นแชมพูสระผม หรือจะใช้น้ำมันกระชายโกรกผมแล้วนวดให้เข้าหนังศีรษะก็ได้ แล้วค่อยล้างออก (น้ำมันกระชาย)
  • ช่วยรักษาฝีด้วยการใช้เหง้ากับรากมาตำให้ละเอียดแล้วนำมาทาหัวฝีที่บวม จะทำให้หายเร็วยิ่งขึ้น (เหง้า, ราก)
  • เหง้ามีฤทธิ์ในการช่วยต้านเชื้อราที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรคผิวหนังและโรคในช่องปากดีพอสมควร (เหง้า)
  • กระชายมีสารที่ออกฤทธิ์ช่วยต้านการก่อการกลายพันธุ์ โดยการบริโภครากกระชายสามารถช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งได้
  • กระชายมีสารที่ออกฤทธิ์ทำให้อนุมูลอิสระเป็นกลาง จึงมีผลช่วยลดความเสียหายของการเกิดอนุมูลอิสระภายในร่างกายได้
  • กระชายมีฤทธิ์ช่วยต้านการอักเสบ การบริโภคกระชายเป็นประจำอาจได้ผลคล้ายกับการรับประทานยาแอสไพรินและอาจจะช่วยป้องกันการเกิดโรคที่มีสาเหตุมาจากการอักเสบเรื้อรังภายในร่างกายได้
  • งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ร่วมกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ศึกษาพบว่าสารสกัดจากกระชายสามารถช่วยต้านการเสื่อมของกระดูกอ่อนในหลอดทดลองได้ และได้ผลเป็นที่น่าพอใจ
  • งานวิจัยในประเทศกานาพบว่าสาร Pinostrobin จากรากและใบมีฤทธิ์ช่วยต้านเชื้อ Plasmodium falciparum ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดโรคมาลาเรีย
  • งานวิจัยของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์พบว่าสารสกัดคลอโรฟอร์มและเมทานอลจากรากของกระชายมีฤทธิ์ในการต้านการเจริญเติบโตของเชื้อ Giardia intestinalis ซึ่งเป็นพยาธิเซลล์เดียวในลำไส้ที่ก่อให้เกิดภาวะท้องเสีย ซึ่งเป็นปัญหาที่สำคัญอย่างมากสำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง
  • งานวิจัยของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยพบว่าสาร Pinostrobin, Pinocembrin, Panduratin A และ Alpinetin ของกระชายนั้นมีฤทธิ์ต้านแบคทีเรียได้หลายชนิด

แหล่งที่มา.. didigamescom.org

สมุนไพรกาหลง สรรพคุณรวมทั้งคุณประโยช์จากต้นกาหลง 13 ข้อ

No Comments
สมุนไพรกาหลง

สมุนไพรกาหลง

กาหลง ชื่อสามัญ Snowy orchid tree, Orchid tree

กาหลง ชื่อวิทยาศาสตร์ Bauhinia acuminata L. จัดอยู่ในวงศ์ถั่ว (FABACEAE หรือ LEGUMINOSAE) แล้วก็อยู่ในวงศ์ย่อยราชพฤกษ์ (CAESALPINIOIDEAE หรือ CAESALPINIACEAE)

สมุนไพรกาหลง มีชื่อท้องถิ่นอื่นๆว่า เสี้ยวน้อย (จังหวัดเชียงใหม่), โยธิกา (นครศรีธรรมราช), กาแจ๊กูโด (มลายู-จังหวัดนราธิวาส), ส้มเสี้ยว (ภาคกลาง) ฯลฯ

ลักษณะของกาหลง ต้นกาหลง เป็นพันธุ์พืชที่มีบ้านเกิดเมืองนอนในป่าเมืองที่มีอากาศร้อนของหลายประเทศตั้งแต่ไทย ลาว พม่า กัมพูชา มาเลเซีย ประเทศอินเดีย อินโดนีเซีย ประเทศฟิลิปปินส์ อื่นๆอีกมากมาย โดยจัดเป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก มีความสูงของต้นราวๆ 1-3 เมตร เปลือกลำต้นเรียบเป็นสีน้ำตาล กิ่งอ่อนและก็ยอดอ่อนมีขนสีขาวขึ้นปกคลุม ส่วนกิ่งแก่ผิวค่อนข้างจะสะอาดและไม่ค่อยมีขน ต้นกาหลงเป็นพืชพันธุ์ไม้ที่มีอัตราการเติบโตปานกลาง เติบโตเจริญในดินร่วนซุยที่ระบายน้ำก้าวหน้า ถูกใจความชุ่มชื้นปานกลางรวมทั้งถูกใจแดดแบบเต็มวัน เพาะพันธุ์ด้วยแนวทางตอนแล้วก็การเพาะเม็ด แม้ปลูกจากเม็ดจะใช้ช่วงเวลาโดยประมาณ 2-4 ปีก็เลยจะมีดอกและก็ติดฝัก

สรรพคุณของ กาหลง

  • ดอกมีรสสุขุม ช่วยลดความดันเลือด (ดอก)
  • ช่วยแก้อาการปวดหัว (ดอก ราก
  • ใบใช้รักษาแผลในจมูก (ใบ)
  • ดอกช่วยแก้เลือดไหลตามไรฟัน (ดอก) บ้างก็ว่าในส่วนของต้นก็มีสรรพคุณแก้ลักปิดลักเปิดเช่นกัน (ต้น)
  • ต้นแล้วก็รากเป็นยาแก้เสมหะ (ต้น, ราก)
  • ดอกช่วยแก้เสมหะพิการ (ดอก)
  • ช่วยแก้อาการอาเจียนเป็นเลือด (ดอก)
  • รากใช้ต้มเป็นยาดื่มช่วยแก้อาการไอ (ราก)
  • รากใช้เป็นยาแก้บิด (ราก)
  • ต้นกาหลงเป็นยาแก้โรคสตรี (ต้น)

คุณประโยชน์ของกาหลง

  • ดอกสามารถใช้กินได้ รวมทั้งคนดอยจะนิยมใช้ยอดอ่อนมารับประทาน
  • ต้นกาหลงนิยมนำมาใช้ปลูกเป็นไม้ประดับที่โล่งแจ้งในรอบๆที่อยู่อาศัย และก็ใช้ปลูกจากที่สาธารณะ บางครั้งอาจจะเป็นต้นแบบผู้เดียวๆหรือใช้ปลูกเป็นกลุ่มๆมีดอกสีขาวสวยแล้วก็มีกลิ่นหอมสดชื่น สามารถมีดอกได้ทั้งปี ทั้งยังรูปร่างของใบและก็ทรงพุ่มไม้ก็สวยงาม สามารถจัดแต่งทรงพุ่มไม้ได้ง่าย ปลูกเลี้ยงได้สบาย ไม่ได้อยากต้องการปุ๋ยมากมาย รวมทั้งขึ้นได้ดีในดินเกือบทุกประเภท เนื่องจากสามารถจับปุ๋ยจากอากาศได้เอง แม้กระนั้นควรจะปลูกไม้พุ่มเตี้ยข้างหน้าเพื่อใช้บังโคนต้นที่เปิดโล่งเตียนอยู่ของต้นกาหลง
  • คนจีนมักปลูกต้นกาหลงไว้เป็นไม้ประจำบ้าน ด้วยมั่นใจว่าต้นกาหลงเป็นไม้ที่ให้ท่านแก่เจ้าของบ้าน

ว่านดอกทอง คุณประโยชน์ของว่านดอกทอง 5 ข้อ

No Comments
ว่านดอกทอง

ว่านดอกทอง ชื่อวิทยาศาสตร์ Curcuma spp. จัดอยู่ในวงศ์ขิง (ZINGIBERACEAE)

สมุนไพรว่านดอกทอง มีชื่อท้องถิ่นอื่นๆว่า ว่านมหาเสน่ห์ (รากราคะ, ว่านรากราคะ), ว่านมหาเสน่ห์ดอกทอง, ว่านดอกทอง, ว่านดอกทองแท้, ว่านดอกทองเพศผู้, ว่านดอกทองตัวเมีย (ว่านดินสอฤาษี), ว่านดอกทองกระเจา ฯลฯ

ว่านดอกทอง จัดเป็นว่านโบราณหายากรวมทั้งใกล้จะสิ้นพันธุ์แล้ว ในตอนนี้ว่านดอกทองแท้นั้นหายากยิ่ง พหูสูตรมักไม่เปิดเผย เพราะว่าเกรงว่าจะมีหัวหน้าไปใช้ในทางไม่ดี โดยบางทีอาจสามารถพบว่านประเภทนี้ได้ทางภาคตะวันตก ภาคเหนือ ตัวอย่างเช่น ในจังหวัดกาญจนบุรี จังหวัดลำปาง แล้วก็ตาก

สรรพคุณ ว่านดอกทอง

  • ลูกอมสีผึ้งว่านดอกทองใช้ในทางเสน่ห์มหานิยม เสน่ห์เจ้าชู้ คนหนุ่มในสมัยโบราณนิยมเสาะแสวงดอกหามาเก็บสะสมไว้ใช้หุงกับน้ำมันจันทน์พร้อมทั้งเนื้อว่าน หรือนำมาใช้บดรวมกับสีผึ้งทาปาก ใช้น้ำมันทาตัว เมื่อถึงคราวจะไปพบหญิงสาว สตรีคนใดที่ต่อคารมด้วยเมื่อได้กลิ่นว่านในน้ำมันหรือสีผึ้ง ก็มักจะใจอ่อนคล้อยตามโดยง่าย และนับว่าเป็นว่านเสน่ห์มหานิยมที่มีฤทธิ์รุนแรงมาก
  • สำหรับสตรี หากนำหัวว่าน ใบ และต้นว่านดอกทอง มาใส่ไว้ในโอ่งน้ำหรือในบ่อน้ำ แล้วรับประทานเข้าไปจะทำให้เกิดความรู้สึกทางเพศรุนแรงมาก หรือเพียงแค่ปลูกไว้แล้วได้กลิ่นของดอกโชยมา ก็ชวนให้หลงใหลมัวเมาในกามโลกีย์ได้แล้ว จึงมีความเชื่อต้องเด็ดดอกทิ้งเสีย
  • ใช้เป็นเมตตามหานิยม ด้วยเชื่อว่าหากร้านค้าขายใดมีว่านดอกทองตัวเมียปลูกไว้หน้าร้าน จะช่วยทำให้ค้าขายดี มีลูกค้าเข้าออกร้านไม่ขาดสาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานบันเทิงต่าง ๆ ร้านจำหน่ายเหล้า เบียร์ หากมีไว้จะดีมาก
  • ด้วยเป็นว่านเมตตามหานิยม จึงมีการนำมาใช้ในทางค้าขาย การเจรจาตกลง ช่วยทำให้ประสบผลสำเร็จได้โดยง่าย โดยใช้หัวว่านนำมาโขลกให้ละเอียดผสมกับสีผึ้งนำมาใช้ทาปากก่อนจะออกไปพบปะเจรจา
  • มีความเชื่อว่าการปลูกว่านมหาเสน่ห์นี้ หากปลูกไว้ในบ้านจะเป็นสิริมงคลแก่บ้านเรือน เพื่อนบ้านรักใคร่ แต่บางตำราก็ระบุว่าไม่ควรปลูกว่านชนิดนี้ไว้ในบ้าน ด้วยเชื่อว่ามันอาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดการผิดลูกผิดเมียของคนในครอบครัวได้ เพราะคนไทยสมัยก่อนนั้นจะอยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่

 

แหล่งที่มา.. didigamescom.org

ชะพลู สรรพคุณและก็คุณประโยชน์ต่างๆที่ได้รับจากชะพลู ใบชะพลู 16 ข้อ

No Comments
ชะพลู

ชะพลู ชื่อสามัญ Wildbetal leafbush

ชะพลู ชื่อวิทยาศาสตร์ Piper sarmentosum Roxb. จัดอยู่ในตระกูลพริกไทย (PIPERACEAE)

สมุนไพรชะพลู มีชื่อเรียกตามท้องถิ่นอื่นๆว่า ผักพลูนก พลูลิง ปูลิง ปูลิงนก ผักปูนา (ภาคเหนือ), ผักแค ผักอีเลิด ผักนางเลิด (ภาคอีสาน), ช้าพลู (ภาคกลาง), นมวา (ภาคใต้) ฯลฯ

ชะพลู มักมีการจำสับสนกับพลูในขณะที่เป็นคนละจำพวกกัน ซึ่งใบจะรสไม่จัดเท่ากับพลูและก็ยังมีขนาดเล็กกว่า สำหรับคุณประโยชน์ของชะพลูที่สำคัญนั้นก็ได้แก่ ช่วยบำรุงรักษาธาตุ ขับลม แก้อาการท้องอืดท้องอืด และก็ช่วยสำหรับในการขับเสมหะ ฯลฯ รวมทั้งคุณประโยชน์ที่ได้รับมาจากชะพลูในด้านของสุขภาพซึ่งก็คือ มีวิตามินเอรวมทั้งธาตุแคลเซียมในจำนวนสูงเป็นพิเศษ และก็ยังมีธาตุเหล็ก ธาตุฟอสฟอรัส คลอโรฟิลล์ เส้นใยอีกด้วย ซึ่งล้วนแต่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพแทบจะทั้งหมด

ใบชะพลู ถ้าหากกินในจำนวนมากหรือติดต่อกันนาน แคลเซียมที่มีอยู่ในใบชะพลูจะกลายเป็นแคลเซียมออกซาเลต (Oxalate) ซึ่งสารประเภทนี้เป็นต้นเหตุที่นำไปสู่โรคนิ่วในไตได้ เพราะฉะนั้นคุณจำเป็นต้องกินน้ำตามมากๆเพื่อสารออกซาเลตเจือจางลง รวมทั้งถูกขับออกทางเยี่ยว หรือจะเลือกทานอาหารที่มีโปรตีนสูงๆเพื่อคุ้มครองโรคนิ่วก็ทำเป็นเช่นเดียวกัน เพื่อร่างกายได้รับผลดีอย่างมากสุดคุณควรจะกินในจำนวนที่สมควร

ประโยชน์ของใบชะพลู

  1. ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระต่าง ๆ (ใบ)
  2. ใบชะพลูมีรสเผ็ดร้อน ช่วยทำให้เจริญอาหารมากยิ่งขึ้น (ใบ)
  3. ใบชะพลูมีเบต้าแคโรทีนในปริมาณมากซึ่งช่วยบำรุงและรักษาสายตา ช่วยในการมองเห็น ป้องกันโรคตาบอดตอนกลางคืน แก้โรคตาฟาง เป็นต้น (ใบ)
  4. ช่วยยับยั้งและชะลอการขยายตัวของเซลล์มะเร็ง (ใบ)
  5. ช่วยรักษาโรคเบาหวาน ด้วยการใช้ชะพลูสดทั้งต้นประมาณ 7 ต้น นำมาล้างน้ำให้สะอาด ใส่น้ำพอท่วมแล้วต้มให้เดือดสักพัก แล้วนำมาดื่มเป็นชา (ทั้งต้น)
  6. ช่วยบำรุงธาตุ แก้ธาตุพิการ (ราก)
  7. ช่วยบำรุงกระดูกและฟัน และช่วยป้องกันการเกิดโรคกระดูกพรุน (ใบ)
  8. ช่วยทำให้เสมหะงวดและแห้ง (ดอก, ราก)
  9. ช่วยในการขับเสมหะบริเวณทรวงอก ลำคอ (ใบ, ราก, ต้น)
  10. ช่วยในการขับเสมหะทางอุจจาระ (ราก)
  11. ช่วยในการขับถ่าย เนื่องจากมีเส้นใยในปริมาณมาก (ใบ)
  12. ช่วยแก้อาการบิด ด้วยการใช้รากประมาณครึ่งกำมือ ใช้ผลประมาณ 3 หยิบมือ นำมาต้มกับน้ำ 2 ถ้วยแก้ว เคี่ยวจนเหลือ 1 ถ้วยแก้ว แล้วนำมาดื่มครั้งละ 1 ส่วน 4 ถ้วยแก้ว (ราก)
  13. ช่วยแก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ จุกเสียดแน่นท้อง ด้วยการใช้รากประมาณ 1 กำมือ นำมาต้มกับน้ำ 2 ถ้วยแก้ว เคี่ยวจนเหลือ 3 ใน 4 ถ้วยแก้วแล้วรับประทานครั้งละ 1 ส่วน 4 ถ้วยแก้ว (ราก, ทั้งต้น)
  14. ช่วยขับลมในลำไส้ ด้วยการใช้รากประมาณ 1 กำมือ นำมาต้มกับน้ำ 2 ถ้วยแก้ว เคี่ยวจนเหลือ 3 ใน 4 ถ้วยแก้วแล้วรับประทานครั้งละ 1 ส่วน 4 ถ้วยแก้ว (ดอก,ราก)
  15. รากชะพลูเป็นหนึ่งในส่วนผสมของตำรับสมุนไพรพิกัดยาตรีสาร ซึ่งช่วยบำรุงธาตุ บำรุงโลหิต แก้คูถเสมหะ
  16. เมนูใบชะพลู ได้แก่ แกงคั่วไก่ใบชะพลู แกงคั่วหอยขมใบชะพลู หมูห่อใบชะพลู ไข่น้ำใบชะพลู ยำตะไคร้ใบชะพลู เมี่ยงปลาเผาใบชะพลู ผัดป่าใบชะพลู แกงอ่อมใบชะพลู ยำปลาทูใบชะพลู เป็นต้น

 

แหล่งที่มา.. didigamescom.org