สรรพคุณกัญชา ด้านยาและประโยชน์ในการรักษาโรค

No Comments
สรรพคุณกัญชา

สรรพคุณกัญชา กัญชาพืชให้คุณค่าแต่แฝงข้อควรระวัง

สรรพคุณกัญชา กัญชาจัดเป็นพืชดอกในตระกูล Cannabaceae มีต้นกำเนิดที่แถบเอเชียกลาง แต่ในปัจจุบันมีการปลูกในหลายพื้นที่ หลายประเทศ โดยกัญชาภาษาอังกฤษเรียกว่า cannabis, Marijuana, Ganja, Hemp เป็นต้น

กัญชามีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Canabis sativa L. subs indica เป็นพืชที่มีต้นตัวผู้และต้นตัวเมียแยกกัน โดยสารสำคัญในกัญชาคือสารแคนนาบินอยด์ (cannabinoids) ซึ่งมีมากกว่า 100 ตัว อีกทั้งยังมีสารเตตร้าไฮโดรแคนนาบินอล (Tetrahydrocannabinol-THC) มีอยู่มากในส่วนของยอดช่อดอกกัญชา เป็นสารสำคัญที่มีผลกระตุ้นระบบประสาท ดังนั้นกัญชาจึงเป็นพืชที่ควรใช้อย่างระมัดระวัง

เนื่องจากกัญชามีฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาท ดังนั้นแม้จะมีการปลดล็อกให้นำกัญชามาใช้อย่างถูกกฎหมายได้แล้ว แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะปลูกกัญชาหรือมีไว้ในครอบครองได้นะคะ เพราะจะให้สิทธิเฉพาะ 8 กลุ่มนี้เท่านั้น

1. หน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่ศึกษาวิจัยหรือการเรียนการสอนวิชาด้านการแพทย์, เกษตรศาสตร์

2. หน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่ป้องกัน ปราบปรามและแก้ปัญหายาเสพติดหรือสภากาชาดไทย

3. ผู้ประกอบวิชาชีพเครือข่ายแพทย์ไทย และหมอพื้นบ้านตามเงื่อนไขที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด

4. สถาบันอุดมศึกษาที่ศึกษาและวิจัย และเรียนด้านการแพทย์

5. ผู้ประกอบอาชีพเกษตรที่รวมตัวเป็นวิสาหกิจชุมชนซึ่งจดทะเบียนตามกฎหมาย

6. ผู้ประกอบการขนส่งสาธารณะระหว่างประเทศ

7. ผู้ป่วยที่เดินทางระหว่างประเทศที่มีความจำเป็นต้องใช้ยาเสพติดและพกติดตัว

8. ผู้ขออนุญาตที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเห็นชอบ ทั้งนี้ผู้ที่ได้รับอนุญาตสามารถส่งต่อให้ทายาทหรือผู้ที่ได้รับความยินยอมได้ กรณีที่ผู้ได้รับอนุญาตเสียชีวิตก่อนใบอนุญาตสิ้นอายุ

อย่างไรก็ตามองค์กรและบุคคลดังกล่าวมีสิทธิเฉพาะในการขออนุญาตผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ครอบครองกัญชาและกระท่อมโดยเป็นไปตามเงื่อนไขที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขกำหนดและผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษ

กัญชากับสรรพคุณทางการแพทย์

สรรพคุณของกัญชาที่เป็นประโยชน์ต่อวงการแพทย์และการรักษาผู้ป่วยตามที่มีรายงาน มีดังนี้

1. ลดอาการคลื่นไส้-อาเจียนในผู้ป่วยที่รับเคมีบำบัด

ภญ. ดร.สุภาพร ปิติพร รองผู้อำนวยการด้านการแพทย์แผนไทยและสมุนไพร โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าวว่า ประโยชน์ของกัญชามีฤทธิ์ต้านอาเจียน ช่วยในการทำงานของระบบทางเดินอาหาร

ทั้งนี้ยังมีหลักฐานทางวิชาการที่สนับสนุนอย่างชัดเจนว่า กัญชามีประโยชน์ในการรักษาผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับเคมีบำบัดแล้วคลื่นไส้-อาเจียน

2. ลดอาการปวด

ข้อมูลจากวารสารเภสัชศาสตร์อีสานระบุว่า สาร THC ในกัญชามีฤทธิ์เป็นยาแก้ปวด ยาลดการอักเสบ และยาต้านออกซิเดชั่น

3. รักษาโรคลมชัก

มีงานวิจัยที่ระบุว่า กัญชามีสรรพคุณรักษาโรคลมชักในเด็กที่รักษายาก หรือในผู้ป่วยเด็กโรคลมชักที่ดื้อต่อการรักษาด้วยวิธีต่าง ๆ

4. รักษาโรคปลอกประสาทเสื่อม

ในงานวิจัยมีการระบุสรรพคุณของกัญชาที่ช่วยรักษาผู้ป่วยโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็งที่มีภาวะกล้ามเนื้อหดเกร็ง หรือโรคเอ็ม เอส นอกจากนี้ผู้ป่วยที่มีอาการปวดเส้นประสาทที่รักษาด้วยวิธีอื่นแล้วไม่ได้ผล ก็มีงานวิจัยที่ระบุว่า สารสกัดจากกัญชาอาจช่วยบรรเทาอาการปวดของผู้ป่วยได้

5. ช่วยให้ผ่อนคลาย

ภญ. ดร.สุภาพร ปิติพร รองผู้อำนวยการด้านการแพทย์แผนไทยและสมุนไพร โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าวว่า ในตำรับยามีการนำกัญชามาเป็นยาอยู่หลายตำรับ โดยเฉพาะยานอนหลับ ช่วยให้ผ่อนคลาย ทำให้หลับสบายขึ้น อีกทั้งกัญชายังมีส่วนช่วยในการทำงานของระบบทางเดินอาหาร และยังแก้ท้องเสียได้ด้วย

6. อาจช่วยรักษามะเร็งปอด

สถาบันวิจัยกัญชาเพื่อการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต วิจัยพบว่า สารในกัญชาส่งผลให้ก้อนมะเร็งปอดในตัวหนูทดลองเล็กลงได้ โดยในการศึกษาได้นำสาร THC และสาร CBN ซึ่งเป็นสารบริสุทธิ์ที่แยกได้จากกัญชา ฉีดลงไปที่เซลล์มะเร็งปอดของมนุษย์ในหนูทดลองทุกวัน เป็นเวลา 3 สัปดาห์ กระทั่งพบว่า หนูทดลองที่ได้รับสาร THC และสาร CBN มีขนาดของก้อนมะเร็งเล็กลง จึงสรุปได้ว่า สารทั้ง 2 ตัวมีฤทธิ์ต้านมะเร็งปอดของมนุษย์ในหลอดทดลองและสัตว์ทดลอง (อ่านข่าว ม.รังสิต แถลงผลวิจัยครั้งยิ่งใหญ่ พบสารในกัญชา ช่วยให้ก้อนมะเร็งปอดลดลง)

อย่างไรก็ตาม สรรพคุณของกัญชายังจำเป็นต้องมีการศึกษาถึงฤทธิ์ของกัญชาเพิ่มเติม ทั้งนี้ก็เพื่อความปลอดภัยในการใช้กัญชาในทางการแพทย์ และเลี่ยงผลข้างเคียงของกัญชาที่อาจเกิดขึ้นได้ด้วยนะคะ

กัญชา ในตำรับยาแพทย์แผนไทย

จากข้อมูลในตำราพระโอสถพระนารายณ์ และตำราแพทย์ศาสตร์สงเคราะห์ พบข้อมูลตำรับยาไทยที่เข้ากัญชาอยู่หลายตำรับ ซึ่งรวบรวมมาจากพระคัมภีร์หลายฉบับ แสดงให้เห็นว่า มีการใช้กัญชาประกอบเป็นตัวยาเพื่อบำบัดรักษาอาการป่วยต่าง ๆ มานานหลายร้อยปีแล้ว

ทั้งนี้ นพ.ขวัญชัย วิศิษฐานนท์ ผอ.สถาบันการแพทย์แผนไทย ได้ยกตัวอย่างสรรพคุณตำรับยาไทยที่มีกัญชาเป็นส่วนประกอบ เช่น

– ตำรับศุขไสยาศน์ มีสรรพคุณช่วยให้นอนหลับสบาย แก้ปวด เจริญอาหาร ซึ่งนำมาใช้ทดแทนหรือเสริมกับยาแผนปัจจุบันในกลุ่มยานอนหลับ ยาคลายเครียด

– ตำรับทำลายพระสุเมรุ มีฤทธิ์ช่วยแก้อาการแข็งเกร็งจากอัมพฤกษ์ อัมพาตได้

– ตำรับน้ำมันสนั่นไตรภพ ช่วยเรื่องท้องมาน ท้องบวม คลายลมในท้อง ท้องอืดจากโรคมะเร็งตับ ใช้ทาบริเวณท้อง

– ตำรับทัพยาธิคุณ ช่วยเรื่องโรคเบาหวาน ลดน้ำตาล

โทษของกัญชาที่ต้องระวัง

กัญชาถูกควบคุมให้อยู่ภายใต้กฎหมายเนื่องจากกัญชาถือเป็นสารเสพติดที่ออกฤทธิ์กระตุ้นประสาท กดประสาท และหลอนประสาทในกรณีที่ใช้เกินกำหนดและไม่ถูกวิธี เพราะสารในกัญชาสามารถออกฤทธิ์ต่อจิตและระบบประสาท โดยสารดังกล่าวจะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดและสมองอย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจทำให้เกิดโทษและอาการข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ได้ เช่น ทำให้ผู้เสพรู้สึกตื่นเต้น ช่างพูด กระสับกระส่าย และหัวเราะตลอดเวลา ก่อนจะกดประสาททำให้มีอาการซึมเศร้า ง่วงนอน เวียนศีรษะ ปากแห้ง หากเสพเข้าไปในปริมาณมาก ๆ จะหลอนประสาท ทำให้เห็นภาพลวงตา หูแว่ว ความคิดสับสน ควบคุมตนเองไม่ได้

อย่างไรก็ดี แม้จะมีการปลดล็อกกัญชาและกระท่อมออกจากการเป็นยาเสพติดประเภท 5 เพื่อนำไปศึกษาวิจัยเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์แล้ว แต่หากเป็นคนกลุ่มอื่นที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ปลูกหรือครอบครองเพื่อจำหน่ายไม่ถึง 10 กิโลกรัม จะมีโทษจำคุก 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท และในกรณีที่มีไว้ครอบครองเกิน 10 กิโลกรัม ให้ถือว่ามีไว้เพื่อจำหน่าย ต้องโทษจำคุก 1-15 ปี ปรับ 100,000-1,000,000 บาท เลยทีเดียว

ขอบคุณแหล่งที่มา https://health.kapook.com

ขมิ้นชัน สรรพคุณของสมุนไพร

No Comments
ขมิ้น

ขมิ้น สรรพคุณของสมุนไพร

สรรพคุณทางยาของขมิ้นชันกัน ส่วนที่ใช้ก็คือ เหง้า ที่มีรสฝาดนั่นเอง โดยเหง้ามีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา ลดการอักเสบ

และมีฤทธิ์ในการขับน้ำดี ต้านอนุมูลอิสระป้องกันการเกิดมะเร็งในตับ ช่วยบำรุงตับ นอกจากนี้ ยังมีสารอาหารหลายชนิด ทั้งวิตามินเอ วิตามินซี วิตามินอี และเกลือแร่ต่าง ๆ

ขมิ้น สรรพคุณของสมุนไพร

ส่วนน้ำมันหอมระเหยในขมิ้นชัน ก็มีสรรพคุณบรรเทาอาการปวดท้อง ท้องอืด แน่นจุกเสียดได้ด้วย จึงนิยมนำขมิ้นมาใช้สมานแผลในกระเพาะอาหาร ทำความสะอาดลำไส้ รักษาโรคกระเพาะอาหาร

การศึกษาวิจัยเพิ่มเติมยังพบว่า ขมิ้นมีสรรพคุณบำรุงร่างกายอีกหลายอย่าง ทั้งช่วยรักษาระบบทางเดินหายใจที่ผิดปกติ หืด ไอ เวียนศีรษะ

รักษาอาการปวดและอักเสบเนื่องจากไขข้ออักเสบ เพิ่มภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย ช่วยขับน้ำนมสตรีหลังคลอดบุตร

ขอบคุณแหล่งที่มา sites.google.com

สมุนไพรเกล็ดมังกร

No Comments
สมุนไพรเกล็ดมังกร

สมุนไพรเกล็ดมังกร

สมุนไพรเกล็ดมังกร

สมุนไพรเกล็ดมังกร ชื่อวิทยาศาสตร์ Dischidia minor (Vahl) Merr. (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Dischidia nummularia R. Br.) จัดอยู่ในวงศ์ตีนเป็ด (APOCYNACEAE) และอยู่ในวงศ์ย่อยนมตำเลีย (ASCLEPIADOIDEAE – ASCLEPIADACEAE) มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า กะปอดไม้ (เชียงใหม่-ชุมพร), อีแปะ (จันทบุรี), กระดุมเสื้อ เกล็ดลิ่น (ชัยภูมิ, อุบลราชธานี), หญ้าเกล็ดลิ่น (ชลบุรี), เบี้ยไม้ กับม้ามลม (ภาคตะวันตกเฉียงเหนือ), เกล็ดมังกร เบี้ย (ภาคกลาง), ปิติ้ (มลายู-นราธิวาส) เป็นต้น

ลักษณะของเกล็ดมังกร
ต้นเกล็ดมังกร จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุกที่มีลำต้นพันหรือเลื้อยเกาะยึดไปตามต้นไม้อื่น ๆ ย้อยห้อยเป็นสายลงมา ยาวประมาณ 10-50 เซนติเมตร มีรากตามลำต้น ทุกส่วนของต้นมีน้ำยางสีขาวเหมือนน้ำนม ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด เป็นพรรณไม้ที่มักพบขึ้นตามบริเวณป่าเบญจพรรณหรือตามป่าทั่ว ๆ ไป มีเขตการกระจายพันธุ์อยู่ทั่วทุกภาคของประเทศ ในต่างประเทศพบได้ที่มาเลเซีย

ใบเกล็ดมังกร ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงเป็นคู่ตรงข้ามกัน ลักษณะของใบเป็นรูปกลมหรือรูปวงรีแกมรูปโล่ ขนาดเล็ก ปลายใบแหลมเป็นติ่งขนาดเล็ก โคนใบแหลม-มน ส่วนขอบใบเรียบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 4-8 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 4-11 มิลลิเมตร ผิวใบเกลี้ยง เนื้อใบหนา ก้านใบสั้น ยาวได้เพียง 1-2 มิลลิเมตร ยอดอ่อนและใบอ่อนมีขนขึ้นประปราย

ดอกเกล็ดมังกร ออกดอกเป็นช่อกระจะสั้น ๆ ตามซอกใบ ดอกย่อยมีขนาดเล็ก เป็นดอกสมบูรณ์เพศ มีสมมาตรตามรัศมี กลีบเลี้ยงดอกมี 5 กลีบ เป็นสีเขียว มีขนาดกว้างประมาณ 0.5 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 0.5 มิลลิเมตร ส่วนกลีบดอกจะมี 5 กลีบ กลีบดอกเป็นสีขาวแกมเหลืองหรือเป็นสีเขียว โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นรูปคนโท ส่วนที่เป็นหลอดมีความยาวประมาณ 1.5 มิลลิเมตร และส่วนที่เป็นพูมีความกว้างประมาณ 0.5 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 1 มิลลิเมตร มีรยางค์เป็นรูปมงกุฎ 5 อัน แต่ละอันแยกเป็น 2 พู เกสรเพศผู้มี 5 อัน และเกสรเพศเมียมี 1 อัน รังไข่ 2 อัน รังไข่จะอยู่เหนือวงกลีบ มี 1 ช่อง และมีออวุลจำนวนมาก ติดตามแนวตะเข็บ มีก้านเกสรเพศเมีย 2 อัน และยอดเกสรเพศเมีย 1 อัน ออกดอกในช่วงระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงเดือนกรกฎาคม

ผลเกล็ดมังกร ผลมีลักษณะเป็นฝักรูปดาบแกมขอบขนาน โค้งเล็กน้อย ยาวได้ประมาณ 5-7 เซนติเมตร และกว้างประมาณ 3-5 เซนติเมตร บริเวณเหนือจุดกึ่งกลางแหลมเรียวเป็นจะงอย ใต้จุดกึ่งกลางนั้นมีลักษณะเป็นรูปรีเบี้ยว แตกตะเข็บเดียว ภายในฝักมีเมล็ดลักษณะแบนจำนวนมาก ที่ปลายเมล็ดมีขนเป็นพู่หรือกระจุกขนสีขาวคล้ายเส้นไหม

สรรพคุณของเกล็ดมังกร
ตำรายาไทยจะใช้ทั้งต้นเป็นยาถอนพิษไข้ พิษไข้กาฬ (ไข้ที่มีตุ่มที่ผิวหนัง ตุ่มอาจมีสีดำ) (ทั้งต้น)
ทั้งต้นใช้เป็นยาแก้พิษตานซาง (โรคพยาธิในเด็กที่มีอาการเบื่ออาหาร ไม่ค่อยทานอาหาร อ่อนเพลีย พุงโรก้นปอด ผอมแห้ง ซูบซีด ท้องเดิน ตกใจง่าย อุจจาระผิดปกติ อาจมีกลิ่นคาวจัด และชอบกินอาหารคาว) (ทั้งต้น)
ยาสมุนไพรพื้นบ้านจังหวัดอุบลราชธานีจะใช้ทั้งต้นเกล็ดมังกรเข้ายาแก้โรคตับพิการ (ทั้งต้น)
ใบสดของต้นเกล็ดมังกรนำมาตำให้ละเอียดแล้วใช้เป็นยาพอกบริเวณที่เป็นแผลพุพอง (ใบสด)
ลำต้นใช้เป็นยาแก้อักเสบและปวดบวม (ลำต้น)
ทั้งต้นใช้เป็นยาแก้พิษจากแมลงสัตว์กัดต่อย (ทั้งต้น)

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com

สมุนไพรกินกุ้งน้อย

No Comments
สมุนไพรกินกุ้งน้อย

สมุนไพรกินกุ้งน้อย

สมุนไพรกินกุ้งน้อย

สมุนไพรกินกุ้งน้อย ชื่อสามัญ Common spiderwort

กินกุ้งน้อย ชื่อวิทยาศาสตร์ Murdannia nudiflora (L.) Brenan (ชนิดใบเล็ก), Murdannia malabaricum (L.) Santapan, Murdannia macrocarpa D.Y.Hong (ชนิดใบใหญ่) จัดอยู่ในวงศ์ผักปลาบ (COMMELINACEAE)

มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ผักปลาบ (ทั่วไป), ผักปราบ (นครสวรรค์), กินกุ้งน้อย (เชียงใหม่), หญ้าเลินแดง (สุราษฎร์ธานี), หงเหมาเฉ่า สุ่ยจู่เฉ่า (จีนกลาง) เป็นต้น

ลักษณะของกินกุ้งน้อย
ต้นกินกุ้งน้อย จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุกอายุปีเดียว มีลำต้นกึ่งตั้งกึ่งเลื้อย แตกออกเป็นกอ ๆ เล็ก ๆ มีความสูงได้ประมาณ 5.5-50 เซนติเมตร ลำต้นมีเนื้ออ่อน มีขนาดเล็กเรียวทอดนอน บริเวณลำต้นจะแตกรากฝอยตามข้อ มีขนขึ้นทั่วไป ขยายพันธุ์ได้ง่ายด้วยเมล็ดและไหล เจริญเติบโตได้ดีในที่ที่มีความชื้น ทนแล้งและทนน้ำท่วมขังได้ดี มีเขตการกระจายพันธุ์กว้างขวางในเขตร้อนชื้นหรือกึ่งร้อนชื้นของโลก ส่วนในประเทศไทยพบกระจายพันธุ์ทั่วทุกภาค โดยมักพบขึ้นตามบริเวณพื้นที่ที่ชื้นทั่ว ๆ ไป ริมคูคลอง ในพื้นที่นา สนามหญ้าที่ค่อนข้างชื้นแฉะ และในดินทรายที่เป็นดินเค็ม ที่ความสูงจากระดับน้ำทะเลจนถึงความสูงประมาณ 1,000 เมตร

ใบกินกุ้งน้อย ใบเป็นใบเดี่ยวออกเรียงเป็นคู่ ลักษณะของใบเป็นรูปขอบขนานหรือรูปหอกแคบ ปลายใบเรียวแหลม ใบมีขนาดกว้างประมาณ 0.3-1 เซนติเมตร และยาวประมาณ 54.8-17.4 เซนติเมตร ผิวใบค่อนข้างเกลี้ยง หน้าใบเป็นสีเขียวเข้ม ส่วนหลังใบเป็นสีม่วง กาบใบมีขนขึ้นปกคลุม ยาวประมาณ 1.2-1.5 เซนติเมตร

ดอกกินกุ้งน้อย ออกดอกเป็นกระจุกตามปลายยอดและซอกใบ ช่อดอกแตกแขนงเป็นช่อย่อย 2-3 ช่อ ในแต่ละช่อจะมีดอกย่อยประมาณ 1-3 ดอก ดอกเป็นสีม่วงหรือสีฟ้าอ่อน ดอกมีกลีบเลี้ยง 3 กลีบ กลีบเลี้ยงเป็นสีม่วง ปลายกลีบเลี้ยงเป็นสีแดงเข้ม และมีกลีบดอก 3 กลีบ กลีบดอกมีสีม่วงสดกว่ากลีบเลี้ยง กลีบดอกจะมีขนาดเล็ก กว้างเพียง 1 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 2-3 มิลลิเมตร ส่วนตรงกลางดอกจะมีเกสรเพศผู้ 6 อัน ซึ่ง 4 อันเป็นหมันจะมีสีเหลืองสด และอีก 2 อันไม่เป็นหมันจะมีสีม่วง ก้านชูอับเรณูมีปุยขนยาวสีม่วง รังไข่มี 3 ช่อง ปลายก้านเกสรเพศเมียเป็นกระเปาะมี 2 พู ออกดอกในช่วงประมาณปลายฤดูฝน

ผลกินกุ้งน้อย ผลมีลักษณะเป็นรูปรีคล้ายไข่ หรือค่อนข้างกลม ผลมีขนาดกว้างประมาณ 2-3 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 2.5-5 มิลลิเมตร ผลเป็นสีเขียวอ่อน ปลายผลเป็นติ่งแหลม ผลแก่จะแห้งและแตกออกเป็น 3 พู ภายในผลมีเมล็ด 2 เมล็ด เมล็ดมีสีน้ำตาลเข้ม ผิวเมล็ดย่นหรือขรุขระเป็นร่องและเป็นหลุม ผลจะเริ่มแก่ตั้งแต่เดือนตุลาคมเป็นต้นไป

สรรพคุณของกินกุ้งน้อย
ทั้งต้นมีรสจืด ชุ่ม เป็นยาเย็น ออกฤทธิ์ต่อปอดและลำไส้ ใช้เป็นยาขับพิษ ขับพิษร้อนถอนพิษไข้ ขับพิษร้อนในปอด แก้ไอเป็นเลือด (ทั้งต้น)
ในไต้หวันจะใช้สมุนไพรชนิดนี้เป็นยาแก้ไข้ ลดไข้ (ลำต้น) ส่วนในอินโดจีนจะใช้รากเป็นยาแก้ไข้ในเด็ก (ราก)
ใช้เป็นยาแก้เจ็บคอ คออักเสบ หรือทอนซิลอักเสบ ด้วยการใช้ต้นสดนำมาคั้นเอาน้ำหรือต้มรับประทาน (ลำต้น)

ใช้รักษาฝีที่เต้านม ด้วยการใช้ใบสดนำมาตำพอกบริเวณที่เป็น (ใบสด)
ทั้งต้นใช้เป็นยารักษาลำไส้อักเสบเฉียบพลัน (ทั้งต้น)
ในนิวกินีจะใช้น้ำคั้นจากทั้งต้นนำมากินเป็นยาแก้โรคบิด และป้องกันการเป็นหมัน (ลำต้น, ทั้งต้น)
ในอินโดจีนจะใช้รากเป็นยาแก้บิด แก้ปัสสาวะกะปริบกะปรอย (ราก)
ในมาเลเซียจะใบสดนำมาตำเอากากใช้พอกแผล พอกบาดแผลแก้ปวด (ใบสด)
ใช้ลำต้นนำมาตำให้ละเอียด คั้นเอาแต่น้ำใช้ชะล้างบริเวณบาดแผล และใช้ล้างแผลที่เรื้อรัง (ลำต้น)
ใบสดใช้ตำพอกบริเวณที่ถูกแมลงสัตว์กัดต่อย (ใบสด)
ใบนำมาย่างไฟให้ร้อน แล้วนำมาถูตามจุดด่างที่เกิดเนื่องจากเชื้อรา (ใบสด)
ทั้งต้นใช้ต้มในน้ำมันเป็นยารักษาโรคเรื้อน (ลำต้น)
ใช้เป็นยาลดอาการปวดบวม แก้ปวดบวม (ลำต้น)
ขนาดและวิธีใช้ : ต้นสดให้ใช้ครั้งละ 20-40 กรัม ส่วนต้นแห้งให้ใช้ครั้งละ 12-20 กรัม

ข้อมูลทางเภสัชวิทยาของกินกุ้งน้อย
ทั้งต้นกินกุ้งน้อยมีสารอัลคาลอยด์ และ Coumarins
ประโยชน์ของกินกุ้งน้อย
ยอดใช้กินเป็นผัก
เป็นแหล่งอาหารสัตว์ของโค กระบือ
โทษของกินกุ้งน้อย
กินกุ้งน้อย จัดเป็นพืชที่ทนทั้งในสภาพน้ำท่วมขังและทนแล้งได้ดี เป็นวัชพืชที่ร้ายแรงชนิดหนึ่ง นอกจากนั้นยังเป็นที่อาศัยของศัตรูพืชปลูกหลายชนิด เช่น ไส้เดือนฝอยชนิด Meloidogyne sp., Pratylenchus pratensis (de Man) Filip., เชื้อราชนิด Pythium arrhenomanes Drechs. และเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคใบด่างในพืชพวกแตงและขึ้นฉ่าย

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com

สมุนไพรกำจัดหน่วย

No Comments
สมุนไพรกำจัดหน่วย

สมุนไพรกำจัดหน่วย

สมุนไพรกำจัดหน่วย

สมุนไพรกำจัดหน่วย ชื่อสามัญ Shiny-Leaf Prickly Ash

กำจัดหน่วย ชื่อวิทยาศาสตร์ Zanthoxylum nitidum (Roxb.) DC. จัดอยู่ในวงศ์ส้ม (RUTACEAE)

มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า กำจัดเถา, กำจัดเครือ, สรรพลังวน, งูเห่า (อุดรธานี), กำจัดหน่วย (ภาคใต้เรียก), ยิบตี่กิมงู้ เหลี่ยงหมิ่งจำ (จีนแต้จิ๋ว), ลู่ตี้จินหนิว เหย่เชียนหนิว เหลี่ยงเมี่ยนเจิน (จีนกลาง) เป็นต้น

ลักษณะของกำจัดหน่วย
ต้นกำจัดหน่วย จัดเป็นพรรณไม้เถาหรือไม้พุ่มรอเลื้อยอายุหลายปี (มีลักษณะเหมือนเป็นไม้พุ่ม แต่ถ้าไปขึ้นใกล้กับต้นไม้อื่นก็จะเลื้อยพาดพันไปยังต้นไม้ที่อยู่ใกล้เคียง) มีความสูงได้ประมาณ 2-3 เมตร ลำต้นและกิ่งมีหนามแหลมขึ้นกระจายแบบห่าง ๆ ในประเทศไทยพบขึ้นได้ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ ส่วนในต่างประเทศพบได้ในจีน อินเดีย ภูมิภาคอินโดจีน ภูมิภาคมาเลเซีย และในญี่ปุ่น โดยมักขึ้นบนพื้นที่ระดับต่ำจนถึงสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 500 เมตร
ต้นกำจัดหน่วย

ใบกำจัดหน่วย ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ ออกเรียงสลับ ยาวได้ถึง 40 เซนติเมตร ก้านใบและแกนใบมีหนามแหลม มีใบย่อยประมาณ 2-4 คู่ ลักษณะของใบย่อยเป็นรูปรีหรือรูปไข่ ปลายใบและโคนใบแหลมหรือมน ส่วนขอบใบหยักห่าง ๆ บริเวณรอยหยักมักมีต่อมกลม ๆ อยู่ใกล้ ๆ ขอบใบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 2.5-6 เซนติเมตร และยาวประมาณ 5-12 เซนติเมตร มีเส้นแขนงใบข้างละ 5-12 เส้น และมีหนามเล็ก ๆ อยู่ตามเส้นกลางใบด้านล่าง

ดอกกำจัดหน่วย ออกดอกเป็นช่อที่ง่ามใบและปลายยอด ยาวได้ถึง 15 เซนติเมตร ก้านช่อดอกอาจมีขนละเอียด ดอกมีขนาดเล็ก เป็นแบบแยกเพศ มีทั้งดอกเพศผู้และดอกเพศเมีย โดยดอกเพศผู้จะยาวประมาณ 4-5 มิลลิเมตร ก้านดอกสั้น มีกลีบดอก 4 กลีบ กลีบดอกเป็นสีเหลืองอมเขียว ลักษณะเป็นรูปรีหรือรูปไข่ ยาวประมาณ 2-3 มิลลิเมตร กลีบเลี้ยงดอกมีขนาดเล็ก มี 4 กลีบ ลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยม โคนกลีบเชื่อมติดกันเล็กน้อย มีเกสรเพศผู้ 4 อัน ก้านชูอับเรณูยาวประมาณ 4-6 มิลลิเมตร ชูอับเรณูโผล่พ้นกลีบดอก อับเรณูมีขนาดเล็กมาก มี 2 ช่อง รังไข่ไม่สมบูรณ์และมีขนาดเล็กมาก ส่วนดอกเพศเมียจะมีลักษณะคล้ายดอกเพศผู้ แต่จะต่างกันตรงที่ดอกเพศเมียจะมีขนาดเล็กกว่าดอกเพศผู้ และมีรังไข่ใหญ่เห็นได้ชัด โดยจะมีรังไข่ 4 ช่อง ก้านเกสรเพศเมียจะสั้น ยอดเกสรเพศเมียเล็ก

ผลกำจัดหน่วย ผลมี 4 พู ที่ค่อนข้างอิสระ จะติดกันเฉพาะที่โคน พูมีลักษณะค่อนข้างกลม มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 3-7 มิลลิเมตร ผลเมื่อแก่จะแตกออกตามยาวกลางพู ในแต่ละพูจะมีเมล็ดอยู่ 1 เมล็ด เมล็ดมีลักษณะค่อนข้างกลม มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2-5 มิลลิเมตร ผิวเมล็ดเกลี้ยงและเป็นมัน ออกดอกในช่วงประมาณเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายน ส่วนเมล็ดจะออกในช่วงประมาณเดือนกันยายนถึงเดือนตุลาคม

สรรพคุณของกำจัดหน่วย

ทั้งต้นมีรสเผ็ดขม เป็นยาสุขุม มีพิษเล็กน้อย ออกฤทธิ์ต่อกระเพาะและตับ ใช้เป็นยาช่วยไล่ลม ขับลมชื้นในร่างกาย ทำให้ลมปราณโปร่งโล่ง (ทั้งต้น)
ทางตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดียจะใช้เป็นยาลดไข้ (ไม่ระบุส่วนที่ใช้) ใช้เป็นยาแก้หวัดแดด (ทั้งต้น)
ใช้เป็นยาแก้คอตีบอักเสบ (ทั้งต้น)
ใช้เป็นยาแก้ปวดฟัน ปวดกระเพาะ (ทั้งต้น)
ในภูมิภาคอินโดนจีนจะใช้ผลกำจัดหน่วยปรุงเป็นยาขับลม ขับพยาธิ (ผล)
ใช้เป็นยาแก้ปวดท้อง (ไม่ระบุส่วนที่ใช้)
ผลมีสรรพคุณเป็นยาฝาดสมาน (ผล)
ใช้เป็นยาแก้ฝีหนอง แก้ไขข้ออักเสบ (ไม่ระบุส่วนที่ใช้)
ใช้รักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก พิษจากงูกัด และใช้แก้พิษต่าง ๆ ถอนพิษผิดสำแดง ด้วยการใช้เปลือกต้น ต้มกับน้ำนำมาล้างแผล เช็ดให้แห้ง แล้วจึงใช้เปลือกกำจัดหน่วยที่บดเป็นผงนำมาโรยบริเวณแผล (เปลือกต้น)
ใช้เป็นยาแก้ปวดเมื่อยตามข้อ ฟกช้ำ ปวดบวม ตำรับยาแก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย แก้ฟกช้ำ จะใช้เปลือกต้นกำจัดหน่วย 30 กรัม นำมาต้มกับน้ำรับประทาน หรือใช้ร่วมกับตัวยาอื่น ๆ ในตำรับยา (เปลือกต้น)
ใช้กำจัดหน่วยนำมาต้มกับน้ำ แล้วใช้ไอร้อนมาอบผิวหนังบริเวณที่บวมช้ำหรือปวดเมื่อยได้ (ไม่ระบุส่วนที่ใช้)
ขนาดและวิธีใช้ : ในกรณีต้มหรือใช้ร่วมกับตัวยาอื่น ๆ ในตำรับยา ให้ใช้ครั้งละประมาณ 6-12 กรัม ส่วนการใช้ภายนอก (ล้างแผล, แก้พิษงู, พิษต่าง ๆ) สามารถใช้ได้ตามความต้องการ โดยนำมาฝนแล้วผสมกับเหล้า ใช้ทาแก้พิษหรือไหม้น้ำร้อนลวกได้

ข้อควรระวัง : ห้ามรับประทานสมุนไพรชนิดนี้พร้อมกับของเปรี้ยวหรือของจำพวกที่มีกรด ส่วนสตรีมีครรภ์ห้ามรับประทาน สำหรับวิธีแก้พิษนั้น ให้ชงน้ำตาลรับประทานหรือให้ฉีดน้ำเกลือเข้าในร่างกาย

ข้อมูลทางเภสัชวิทยาของกำจัดหน่วย
สารที่พบ คือสารจำพวก อัลคาลอยด์ ,Nitidne, Oxynitidine, Diosmin และในเมล็ดพบน้ำมันระเหย
กำจัดหน่วยที่สกัดด้วยแอลกอฮอล์ 2 ซีซี หรือใช้กำจัดหน่วยแห้งประมาณ 3 กรัม ต้มกับน้ำแล้วนำมาฉีดเข้ากล้ามเนื้อของคนวันละ 1-2 ครั้ง พบว่าสามารถรักษาอาการปวดศีรษะ และแก้ปวดมวนกระเพาะลำไส้ได้ โดยปกติใช้ยาประมาณ 5-10 นาที ก็สามารถช่วยบรรเทาอาการปวดได้แล้ว
กำจัดหน่วย 2 กรัม และหนุมานประสานกาย 4 กรัม (ในปริมาณนี้เมื่อนำมาสกัดแล้วจะได้กำจัดเถา 1 กรัม และหนุมานประสานกาย 2 กรัม) เมื่อสกัดเป็นน้ำยาแล้ว ได้นำมาฉีดเข้ากล้ามเนื้อคน โดยฉีดครั้งละ 2 ซีซี พบว่ามีประสิทธิภาพในการบรรเทาปวดได้ถึง 95% ใช้ยาประมาณ 3-10 นาที และจะเห็นผลฤทธิ์ยาแก้ปวดนี้อยู่ได้นานประมาณ 3-8 ชั่วโมง
กำจัดหน่วยที่สกัดด้วยแอลกอฮอล์หรือคลอโรฟอร์ม เมื่อนำน้ำยาที่สกัดได้มาพ่นใส่เหงือกฟัน พบว่าจะทำให้เหงือกชา จึงใช้ในการถอนฟันได้
สารสกัดหยาบที่สกัดโดยคลอโรฟอร์มมีฤทธิ์ในการต้านเชื้อวัณโรค (Mycobacterium tuberculosis) และเชื้อมาลาเรียชนิดขึ้นสมอง (Plasmodium falciparum)
ประโยชน์ของกำจัดหน่วย
เปลือกผลใช้เป็นเครื่องปรุงรสในแกง ยำ ลาบ มีรสเผ็ด กลิ่นหอมจัด ช่วยดับความคาว และทำให้อยากอาหารได้เป็นอย่างดีเช่นเดียวกับมะแขว่น
ทางตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดียจะใช้ทำยาสีฟัน
นำมาใช้เป็นยาฆ่าแมลงและยากำจัดศัตรูพืช

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com

สมุนไพรชัยพฤกษ์

No Comments
สมุนไพรชัยพฤกษ์

สมุนไพรชัยพฤกษ์

 

สมุนไพรชัยพฤกษ์

สมุนไพรชัยพฤกษ์ ชื่อสามัญ Javanese Cassia, Rainbow Shower, Pink and white shower, Common pink cassia[2],[3]

ชัยพฤกษ์ ชื่อวิทยาศาสตร์ Cassia javanica L. (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Cassia javanica subsp. javanica) ส่วนอีกข้อมูลระบุว่า เป็นชนิด Cassia javanica subsp. nodosa (Roxb.) K.Larsen & S.S.Larsen จัดอยู่ในวงศ์ถั่ว (FABACEAE หรือ LEGUMINOSAE) และอยู่ในวงศ์ย่อยราชพฤกษ์ (CAESALPINIOIDEAE หรือ CAESALPINIACEAE)

มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ขี้เหล็กยะวา, เหล็กยะวา เป็นต้น

หมายเหตุ : ดอกชัยพฤกษ์ เป็นดอกไม้ประจำจังหวัดชัยนาท และยังจัดเป็นต้นไม้ประจำมหาวิทยาลัยกรุงเทพอีกด้วย

ลักษณะของชัยพฤกษ์
ต้นชัยพฤกษ์ จัดเป็นพรรณไม้ยืนต้นผลัดใบขนาดใหญ่ มีความสูงได้ประมาณ 15-25 เมตร ทรงพุ่มเป็นรูปร่ม แผ่กว้าง ทรงพุ่มมีขนาดประมาณ 6-8 เมตร เปลือกต้นค่อนข้างเรียบเป็นสีน้ำตาล ต้นเล็กจะมีหนาม ส่วนต้นใหญ่จะมีรอยแผลปนหนามตามแนวขวาง ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด ชอบดินทรายและแสงแดดจัด มีถิ่นกำเนิดในอินโดนีเซีย และแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พบขึ้นตามป่าทุ่ง ป่าโปร่ง และปลูกเลี้ยงอยู่ทั่วไป

ใบชัยพฤกษ์ ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกปลายคู่ เรียงสลับ มีใบย่อยประมาณ 7-12 คู่ ออกเรียงตรงข้ามกัน แกนกลางใบประกอบยาวได้ประมาณ 15-30 เซนติเมตร ลักษณะของใบย่อยเป็นรูปขอบขนานหรือรูปไข่แกมรูปรี ปลายใบแหลม โคนใบกลม ส่วนขอบใบเรียบ มีขนาดกว้างประมาณ 1.5-2 เซนติเมตร และยาวประมาณ 3.5-5 เซนติเมตร แผ่นใบเป็นสีเขียวสด ผิวใบด้านล่างมีสีอ่อนกว่า และมีขนละเอียด เนื้อใบบางเกลี้ยงแต่ค่อนข้างเหนียว ก้านใบยาวประมาณ 1.5-4 เซนติเมตร ส่วนก้านใบย่อยมีขนาด

ดอกชัยพฤกษ์ ออกดอกเป็นช่อแบบช่อเชิงลด ก้านช่อดอกใหญ่และแข็ง ไม่แตกแขนง ช่อดอกตั้ง ยาวได้ประมาณ 5-16 เซนติเมตร ดอกเป็นสีชมพู ดอกย่อยเป็นรูปดอกหางนกยูงจำนวนมาก ดอกย่อยมีก้านดอกเรียว ยาวประมาณ 3-5 เซนติเมตร กลีบเลี้ยงดอกมี 4 กลีบ ลักษณะของกลีบเลี้ยงเป็นรูปไข่ ปลายแหลม สีแดงเข้มถึงสีแดงอมน้ำตาล ยาวประมาณ 7-10 มิลลิเมตร ส่วนกลีบดอกมี 5 กลีบ ลักษณะเป็นรูปไข่กลับ มีขนาดกว้างประมาณ 7-8 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 2.5-3.5 เซนติเมตร โคนกลีบคอดเป็นก้าน ยาวประมาณ 3 มิลลิเมตร ดอกมีเกสรเพศผู้ 9-10 อัน สีเหลือง 3 อัน มีลักษณะยาวโค้ง ดอกขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2.5-3.5 เซนติเมตร รังไข่เรียว มีขนปกคลุมบาง ๆ ดอกเมื่อเริ่มบานจะเป็นสีชมพู แล้วจะเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้ม เมื่อดอกใกล้โรยจะเปลี่ยนเป็นสีขาว ออกดอกในช่วงประมาณเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนพฤษภาคม

ผลชัยพฤกษ์ ผลแห้ง ลักษณะเป็นฝักรูปทรงกระบอก ผิวฝักเรียบเกลี้ยงไม่มีขน ฝักมีขนาดกว้างประมาณ 1.5-2 เซนติเมตร และยาวประมาณ 30-60 เซนติเมตร ฝักอ่อนเป็นสีเขียว เมื่อแก่แล้วจะเปลี่ยนเป็นสีดำ ฝักแก่จะไม่แตก ภายในฝักมีเมล็ดประมาณ 40-50 เมล็ด เมล็ดมีลักษณะกลมแบน มีสีน้ำตาลเป็นมัน จะติดผลในช่วงเดือนเมษายนถึงเดือนกรกฎาคม

สรรพคุณของชัยพฤกษ์
ฝักมีรสหวานเอียน ใช้เป็นยาระบายพิษไข้ ใช้ถ่ายเสมหะ (ฝัก)
ฝักมีสรรพคุณเป็นยาแก้ตานขโมย (ฝัก)

เปลือกฝักและเมล็ด มีสรรพคุณทำให้อาเจียนและเป็นยาลดไข้ (เปลือกฝัก, เมล็ด)
ฝักหรือเนื้อในฝักใช้เป็นยาแก้พรรดึกหรืออาการท้องผูก เป็นยาระบายที่ไม่ทำให้ปวดมวนในท้องหรือไซ้ท้อง จึงเหมาะใช้ในเด็ก สตรีมีครรภ์ และในผู้ป่วยเรื้อรัง (ฝัก)
เนื้อในฝักใช้เป็นยาขับพยาธิ (เนื้อในฝัก)
ใช้เป็นยาแก้ปวดข้อ (ฝัก)
สรรพคุณของยาไทยโบราณกล่าวว่า ส่วนอื่น ๆ เสมอด้วยสรรพคุณของต้นราชพฤกษ์ (ต้นคูน)
ประโยชน์ของชัยพฤกษ์
ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับ เพื่อชื่นชมความงามของดอก
ต้นชัยพฤกษ์ จัดเป็นพรรณไม้มงคล เป็นต้นไม้แห่งชัยชนะ ชนะศัตรู ชนะอุปสรรคต่าง ๆ และชัยพฤกษ์ยังเป็นหนึ่งในเก้าไม้มงคลที่นำมาใช้ในพิธีวางศิลาฤกษ์และใช้ในการก่อสร้างอาคารบ้านเรือนอีกด้วย
สำหรับชาวไทย ช่อชัยพฤกษ์ประดับเป็นมงคลหลายที่ เช่น บนอินทรธนูข้าราชการ ประดับประกอบดาวบนอินทรธนู และในหมวกของทหารและตำรวจทั้งหลาย
นอกจากนี้ใบชัยพฤกษ์ยังใช้ประดิษฐ์เป็นพวงมาลัยสวมศีรษะ เพื่อเป็นเกียรติยศยิ่งใหญ่แก่กวีและนักดนตรีในสมัยโบราณอีกด้วย

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com

สมุนไพรกากหมากตาฤาษี

No Comments
สมุนไพรกากหมากตาฤาษี

สมุนไพรกากหมากตาฤาษี

สมุนไพรกากหมากตาฤาษี

สมุนไพรกากหมากตาฤาษี ชื่อวิทยาศาสตร์ Balanophora fungosa J.R.Forst. & G.Forst. จัดอยู่ในวงศ์ขนุนดิน (BALANOPHORACEAE)

มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า เห็ดหิน (เลย), ว่านดอกดิน (สระบุรี), กากหมากตาฤาษี (ตราด), บัวผุด (ชุมพร), ดอกกฤษณารากไม้ (ประจวบคีรีขันธ์), กกหมากพาสี (ภาคเหนือ), ขนุนดิน (ภาคกลาง) เป็นต้น

ลักษณะของกากหมากตาฤาษี
ต้นกากหมากตาฤาษี จัดเป็นพืชเบียน เกาะอาศัยแย่งอาหารจากรากพืชชนิดอื่น มีความสูงได้ประมาณ 10-25 เซนติเมตร ลำต้นอยู่รวมกันเป็นก้อนขนาดใหญ่อยู่ใต้ดิน โดยลำต้นจะมีอยู่หลายสี เช่น สีน้ำตาล สีแดง สีแดงปนน้ำตาล สีเหลือง หรือสีเหลืองปนส้ม[1] มีเขตการกระจายพันธุ์ในอินเดีย จีนตอนใต้ พม่า ภูมิภาคอินโดจีน มาเลเซีย และทวีปออสเตรเลีย ส่วนในประเทศไทยพบได้ทั่วทุกภาคของประเทศ โดยพบขึ้นในป่าดิบชื้นทั่วไป บนเขาสูง ที่ความสูง 500-2,000 เมตร จากระดับน้ำทะเล โดยมักเกาะเบียนพืชในวงศ์ LEGUMINOSAE และพืชในวงศ์ VITACEAE หรือ VITIDACEAE
ต้นขนุนดิน

ใบกากหมากตาฤาษี ใบเป็นใบเดี่ยว เรียบเวียนรอบลำต้น ใบมีขนาดเล็ก มีประมาณ 10-20 ใบ ใบเป็นสีเหลืองอมส้ม สีเหลืองอมแดง หรือสีน้ำตาล ปลายใบแหลม มีขนาดกว้างมากที่สุดประมาณ 2 เซนติเมตร และยาวประมาณ 3 เซนติเมตร

ดอกกากหมากตาฤาษี ออกดอกเป็นช่อ ดอกเป็นสีแดงอมน้ำตาล มีกลิ่นหอมเอียน ดอกเป็นแบบแยกเพศอยู่คนละต้น ช่อแก่จะชูก้านขึ้นพ้นผิวดินเป็นกลุ่มหรือเป็นกระจุก กลุ่มหนึ่งอาจมีดอกถึง 10 ดอก โดยช่อดอกเพศผู้มีลักษณะเป็นรูปไข่แกมรี มีขนาดกว้างประมาณ 2-6 เซนติเมตร และยาวประมาณ 4-15 เซนติเมตร ส่วนก้านดอกยาวประมาณ 0.7-1 เซนติเมตร กาบรองดอกเป็นรูปเหลี่ยมหรือมน ยาวประมาณ 5 มิลลิเมตร ดอกมีจำนวนมาก กลีบดอกมีประมาณ 4-5 กลีบ สีเหลืองอมเขียวอ่อน มีขนาดเล็กมาก ดอกเรียงชิดกัน ไม่เบี้ยว กลีบดอกมีขนาดเท่ากัน มีเกสรเพศผู้ 4-5 อัน เชื่อมติดกันเป็นก้อนแบนแคบ ๆ ยาวได้ประมาณ 2.5-5 มิลลิเมตร ตุ่มเกสรเป็นรูปเกือกม้า

ส่วนช่อดอกเพศเมียจะเป็นสีน้ำตาลอมแดง ลักษณะค่อนข้างกลมหรือรี มีขนาดประมาณ 2-10 เซนติเมตร ดอกเล็กละเอียดจำนวนมากอยู่ชิดกันแน่น ออกดอกในช่วงประมาณเดือนกันยายนถึงเดือนกุมภาพันธ์ พบออกดอกนอกฤดูกาลบ้าง แต่ก็ไม่บ่อยนัก
ขนุนดินเพศเมีย

สรรพคุณของกากหมากตาฤาษี
ทั้งต้นกากหมากตาฤาษี มีรสฝาด แพทย์ตามชนบทจะเอาผลตากแห้ง นำมาฝนกับน้ำฝนบนฝาละมีหม้อดิน ใช้เป็นยาแก้หูเป็นน้ำหนวก แก้แผลเน่าเรื้อรังเป็นอย่างดี (ต้น)
ชาวบ้านในแถบตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง จะนำหัวของกากหมากตาฤาษี ไปผสมกับสมุนไพรอื่น ๆ ทำเป็นยาแก้หอบหืดมานมนาน ซึ่งว่านับเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่น่าทึ่ง เพราะมีรายงานทางด้านการแพทย์ว่า ลำต้นที่มีลักษณะเป็นหัวที่ฝังอยู่ใต้ดินนำมาสกัดได้สารโคนิเฟอริน (coniferin) สามารถใช้ทำยาแก้โรคหอบหืดได้ (ต้น)

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com

สมุนไพรกัญชง

No Comments
สมุนไพรกัญชง

สมุนไพรกัญชง

สมุนไพรกัญชง

สมุนไพรกัญชง

กัญชง ชื่อสามัญ Hemp (เฮมพ์)  กัญชง ชื่อวิทยาศาสตร์ Cannabis sativa L. subsp. Sativa จัดอยู่ในวงศ์กัญชา (CANNABACEAE)

ลักษณะของกัญชง
ต้นกัญชง จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุกที่มีอายุเพียงปีเดียว ลำต้นเป็นสีเขียวตั้งตรง มีความสูงได้ประมาณ 1-6 เมตร มีลักษณะอวบน้ำเมื่อเป็นต้นกล้า และจะเริ่มมีการสร้างเนื้อไม้เมื่ออายุได้ประมาณ 2-3 สัปดาห์ การเจริญเติบโตของต้นจะช้าในช่วง 6 สัปดาห์แรก หลังจากนั้นจะเพิ่มความสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนมีความสูงโดยเฉลี่ยประมาณ 3 เมตร มีรากเป็นระบบรากแก้วและมีรากแขนงเป็นจำนวนมาก การปลูกต้นกัญชงจะปลูกด้วยการใช้เมล็ด ซึ่งใช้เวลางอกประมาณ 8-14 วัน และสามารถเก็บเกี่ยวได้เมื่อต้นอายุ 3-4 เดือน กัญชงเป็นพืชที่มีแหล่งกำเนิดในเอเชียกลางและแพร่กระจายไปสู่เอเชียตะวันออก อินเดีย และในทวีปยุโรป

ใบกัญชง ใบเป็นใบเดี่ยว ลักษณะของใบเป็นรูปฝ่ามือ แผ่นใบแก่แยกเป็นแฉกประมาณ 7-9 แฉก การเรียงตัวของใบค่อนข้างห่าง ขอบใบจักเป็นฟันเลื่อยและเว้าลึกจนถึงโคนใบ ปลายใบสอบและเรียวแหลม ก้านใบยาวประมาณ 2-7 เซนติเมตร เมื่อมีการสร้างดอกจำนวนแฉกของใบจะลดลงตามลำดับ  ดอกกัญชง ออกดอกเป็นช่อตามซอกใบและปลายยอด ดอกมีขนาดเล็กสีขาว มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2-4 มิลลิเมตร ดอกเป็นแบบแยกเพศและอยู่ต่างต้นกัน (บางชนิดอยู่ต้นเดียวกัน แต่ที่พบปลูกในบ้านเราคือชนิดที่อยู่ต่างต้นกัน) โดยช่อดอกเพศผู้จะเป็นแบบ panicle ประกอบไปด้วยกลีบเลี้ยง 5 กลีบ แยกจากกันเป็นอิสระ มีสีเขียวอมเหลือง มีเกสรเพศผู้ 5 อัน มีระยะเวลาการบานประมาณ 2 เดือน (ภาพบน) ส่วนดอกเพศเมียจะเกิดตามซอกใบและปลายยอด ในบริเวณช่อดอกจะอัดกันแน่น ช่อดอกจะเป็นแบบ spike ประกอบไปด้วยกลีบเลี้ยงสีเขียวเข้มหุ้มรังไข่ไว้ ภายใน stigma 2 อัน สีน้ำตาลแดง อายุของดอกค่อนข้างสั้นประมาณ 3-4 สัปดาห์ก็จะ

ผลกัญชง ผลเป็นเมล็ดแห้งสีเทา ลักษณะเป็นรูปไข่ ผิวเรียบเป็นมันและมีลายประสีน้ำตาล เมื่อแห้งจะเป็นสีเทา มีขนาดกว้างเฉลี่ยประมาณ 4.47 มิลลิเมตร ยาวประมาณ 5.11 มิลลิเมตร และมีความหนาเฉลี่ยประมาณ 3.75 มิลลิเมตร ภายในเมล็ดมีอาหารสะสมจำพวกแป้งและไขมันอัดกันแน่น โดยมีน้ำมันถึง 29-34%, มีไขมันชนิดไม่อิ่มตัวสูง ประกอบไปด้วย linoleic acid 54-60%, linolenic acid 15-20%, oleic acid 11-13%
กัญชง กับ กัญชา
มีหลายคนมักเข้าใจผิดคิดว่า ต้นกัญชงก็คือกัญชา แต่แท้จริงแล้วต้นกัญชงแค่มีลักษณะคล้ายคลึงกับต้นกัญชาในด้านลักษณะทางพฤกษศาสตร์เท่านั้น ไม่ใช่พืชที่เป็นสารเสพติดเหมือนกัญชา เพียงแต่ต้นกัญชงเป็นพืชที่นิยมนำมาแปรรูปทำเป็นผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับการถักทอ

กัญชง และ กัญชา เป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดมาจากพืชชนิดเดียวกัน โดยมีถิ่นกำเนิดในเขตอบอุ่น ทางตอนใต้ของแคว้นไซบีเรีย ประเทศเปอร์เซีย แคว้นแคชเมียร์ของประเทศอินเดีย และในทางตอนเหนือของประเทศจีน จนได้สายพันธุ์ที่มีความแตกต่างไปจากสายพันธุ์เดิมแล้วเกิดเป็นพืชที่เรียกว่า “กัญชง”

โดยต้นกัญชง (Hemp ชื่อวิทยาศาสตร์ Cannnabis sativa L. Subsp. sativa) จะมีลำต้นสูงมากกว่า 2 เมตร ปล้องหรือข้อยาว แตกกิ่งก้านน้อยและแตกกิ่งไปในทิศทางเดียวกัน เปลือกเหนียวลอกง่าย ให้เส้นใยยาวคุณภาพสูง แผ่นใบเป็นสีเขียวอมเหลือง ใบมีแฉกประมาณ 7-9 แฉก การเรียงตัวของใบค่อนข้างห่าง เมื่อออกดอกจะมียางที่ช่อดอกไม่มาก เมล็ดมีขนาดใหญ่และเป็นลายบ้าง ผิวเมล็ดหยาบด้าน ใบเมื่อนำมาสูบจะมีกลิ่นหอมน้อย ทำให้ผู้เสพปวดหัว มีสาร tetrahydrocannabinol (THC) น้อยกว่า 0.3% การปลูกระยะห่างระหว่างต้นจะแคบ เพราะปลูกเพื่อต้องการเส้นใยเพียงอย่างเดียว

ในขณะที่ต้นกัญชา (Marijuana ชื่อวิทยาศาสตร์ Cannabis sativa L. Subsp. indica (Lam.) E. Small & Cronquist) จะมีความสูงไม่ถึง 2 เมตร ปล้องหรือข้อสั้น แตกกิ่งก้านมากและแตกกิ่งเป็นแบบสลับ เปลือกไม่เหนียว ลอกได้ยาก ให้เส้นใยสั้นมีคุณภาพต่ำ แผ่นใบเป็นสีเขียวถึงเขียวจัด ใบมีประมาณ 5-7 แฉก การเรียงตัวของใบจะชิดกัน เมื่อออกดอกจะมียางที่ช่อดอกมาก เมล็ดมีขนาดเล็ก ผิวเมล็ดมันวาว ใบเมื่อนำมาสูบจะมีกลิ่นหอมคล้ายหญ้าแห้ง มีสาร (tetrahydrocannabinol (THC) ประมาณ 1-10% การปลูกระยะห่างระหว่างต้นจะกว้าง เพราะปลูกเพื่อต้องการใบ

สรรพคุณของกัญชง

ใบมีสรรพคุณเป็นยาบำรุงโลหิต (ใบ)
ช่วยทำให้รู้สึกผ่อนคลาย สดชื่น ช่วยให้นอนหลับสบาย ช่วยรักษาอาการวิงเวียนศีรษะ ปวดศีรษะหรือไมเกรน และช่วยแก้กระหาย (ใบ)
ใช้รักษาโรคท้องร่วง โรคบิด (ใบ)
ภูมิปัญญาของชาวม้งจะใช้เมล็ดสดเป็นยาสลายนิ่ว โดยนำมาเคี้ยวสด ๆ (เมล็ด)
ช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวด คลายกล้ามเนื้อ รักษาโรคเกาต์ (ใบ)

ประโยชน์ของกัญชง
เปลือกจากลำต้นให้เส้นใยเพื่อนำไปใช้ทำเป็นเส้นด้ายและเชือก ใช้สำหรับการทอผ้า ทำเครื่องนุ่งห่ม ฯลฯนอกจากนี้ยังใช้ในพิธีกรรมต่าง ๆ และใช้เป็นรองเท้าของคนตายเพื่อเดินทางไปสู่สวรรค์ ใช้ทำเป็นด้ายสายสิญจน์ในพิธีกรรมต่าง ๆ และใช้ในพิธีอัวเน้งหรือพิธีเข้าทรง ซึ่งเป็นงานประเพณีสำคัญของชาวม้ง เส้นใยจากต้นกัญชงนั้นมีความผูกพันกับวิถีชีวิตของคนม้ง
เนื้อของลำต้นที่ลอกเปลือกออกแล้วสามารถนำมาผลิตเป็นกระดาษได้
แกนของต้นกัญชงจะมีคุณสมบัติในการดูดซับกลิ่น น้ำ หรือน้ำมันได้ดี ในต่างประเทศนิยมนำไปผลิตเป็นพลังงานชีวมวลในรูปแบบต่าง ๆ เช่น ถ่านไม้, Alcohol, Ethanol, Methanol นอกจากนี้ แกนกัญชงยังถูกนำไปผลิตเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อการตกแต่งอาคารและเฟอร์นิเจอร์อีกด้วย
เมล็ดใช้เป็นอาหารของคนและนก เมล็ดกัญชงที่เก็บได้สามารถนำมาสกัดเอาน้ำมันมาใช้ในการปรุงอาหารได้ ซึ่งจากการศึกษาก็พบว่า ในน้ำมันจากเมล็ดนั้นมีโอเมก้า3 สูงมาก นอกจากนี้ยังมีโอเมก้า 6, โอเมก้า 9, linoleic acid, alpha- และ gamma-linolenic acid และสารในกลุ่มวิตามิน เช่น วิตามินอี ซึ่งเมื่อบริโภคแล้วจะมีประโยชน์ต่อการป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด และช่วยลดการเกิดโรคมะเร็งในร่างกายได้อีกด้วย
น้ำมันจากเมล็ดสามารถไปผลิตเป็นน้ำมันซักแห้ง ทำสบู่ เครื่องสำอาง ครีมกันแดด แชมพู สบู่ โลชั่นบำรุงผิว ลิปสติก ลิปบาล์ม แผ่นมาส์กหน้า หรือแม้กระทั่งเป็นน้ำมันเชื้อเพลิง และถูกพัฒนาเป็นตำรับครีมน้ำมันกัญชงที่ให้ความชุ่มชื้นและช่วยบำรุงผิวแห้งเพื่อรักษาโรคผิวแห้งคันและสะเก็ดเงินที่ได้ผลเป็นอย่างดี
เมล็ดนอกจากจะให้น้ำมันแล้ว ยังพบว่ามีโปรตีนสูงมากอีกด้วย โดยสามารถนำมาใช้ในการทำผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ได้มากมาย เช่น เนย ชีส เต้าหู้ โปรตีนเกษตร นม ไอศกรีม น้ำมันสลัด อาหารว่าง อาหารเสริม ฯลฯ หรือผลิตเป็นแป้งทดแทนถั่วเหลืองได้เป็นอย่างดี ซึ่งในอนาคตอาจใช้เป็นทางเลือกในการบริโภคแทนถั่วเหลืองซึ่งเป็นพืช GMOs ก็เป็นได้
ในส่วนของใบก็สามารถนำไปใช้ทำประโยชน์ได้หลายอย่าง ตั้งแต่เป็นอาหาร ยารักษาโรค เครื่องสำอาง รวมไปถึงการนำใบมาเป็นชาเพื่อสุขภาพ, นำมาเป็นผงผสมกับสารอาหารอื่น ๆ เพื่อผลิตเป็นอาหารเสริม, ผลิตเป็นอาหารโดยตรงอย่างเส้นพาสต้า คุกกี้ หรือขนมปัง, ใช้ทำเบียร์, ไวน์, ซ้อสจิ้มอาหาร ฯลฯและยังใช้ประโยชน์โดยนำมาสกัดเป็นน้ำมันหอมระเหยเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง ที่มีคุณสมบัติช่วยดูแลผิวพรรณ ทำให้ผิวชุ่มชื้น เหมาะกับผิวแพ้ง่าย ผิวบอบบาง
ในประเทศญี่ปุ่นมีการปลูกต้นกัญชงเพื่อกำจัดกัมมันตภาพรังสีให้สลายตัวที่จังหวัด Fugushima และสารกัมมันตภาพรังสีรั่วจากโรงงานไฟฟ้านิวเคลียที่ระเบิดจากสึนามิ ซึมลงดินจนไม่สามารถทำการเกษตรได้
กัญชงจัดเป็นเส้นใยมงคลที่ชาวญี่ปุ่นนิยมนำมาตัดกิโมโน เพราะเป็นผ้าที่มีความทนทานนับร้อยปี
สินค้าแปรรูปจากกัญชง

ประโยชน์ของเส้นใยกัญชง
กัญชงให้ผลผลิตมากกว่าปลูกฝ้าย มีคุณภาพมากกว่า และใช้แรงงานในการปลูกน้อยกว่า เพราะไม่ต้องพรวนดินหรือให้ปุ๋ย ไม่ต้องใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช ซึ่งเป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม การเก็บต้นกัญชงมาใช้ประโยชน์ในการผลิตเส้นใยนั้นจะเก็บในระยะที่ต้นเจริญเติบโตเต็มที่แต่ยังไม่ออกดอก แปลงส่วนที่เหลือจะปล่อยไว้ให้ออกดอกและเมล็ดเพื่อใช้ในการทำพันธุ์ต่อไป และเนื่องจากเป็นพืชอายุสั้น จึงสามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี โดยปลูกทีละน้อยเพื่อเก็บรวบรวมไว้ทำเส้นใยทอเป็นผ้า และกว่าจะนำเส้นใยมาทอได้นั้นก็ต้องผ่านกระบวนการหลายขั้นตอน เริ่มตั้งแต่การตัดต้นกัญชงมาตากแห้ง แล้วนำมาลอกเปลือกออกจากต้นช่วงที่มีอากาศชื้นหรือหน้าฝน เพราะจะช่วยทำให้การลอกเปลือกเป็นไปอย่างมีคุณภาพไม่ขาดตอน จากนั้นก็นำมาต่อให้ยาวแล้วปั่นและม้วนให้เป็นเส้นก่อนนำไปต้มในน้ำเดือดที่ผสมกับขี้เถ้า เพื่อช่วยให้เส้นใยนุ่มและเหนียว จากนั้นก็นำไปซักในน้ำเปล่า ก็จะได้เส้นด้ายที่มีความเหนียวทนทาน

เส้นใยกัญชงนั้นจัดว่าเป็นเส้นใยที่มีคุณภาพสูงมาก เพราะมีคุณสมบัติที่แข็งแรงกว่าผ้าฝ้าย สามารถดูดซับความชื้นได้ดีกว่าไนลอน และให้ความอบอุ่นยิ่งกว่าลินิน จึงเหมาะนำมาใช้ทำเป็นเครื่องนุ่งห่มเป็นอย่างมาก เพราะเมื่อสวมในช่วงอากาศร้อนจะให้ความเย็นสบาย ถ้าสวมใส่ในหน้าหนาวจะให้ความอบอุ่น เพราะช่วยดูดความร้อน ดูดกลิ่น และสารพิษจากร่างกายที่ขับออกมาในรูปของเหงื่อได้ดี อีกทั้งผ้าที่ได้ก็บางเบาสวมใส่ได้สบาย ไม่ระคายผิว ให้สัมผัสอ่อนนุ่ม มีความยืดหยุ่นดี ทนทานต่อการซัก ยิ่งซักยิ่งนุ่ม ไม่มีกลิ่นอับชื้นและไม่ขึ้นราแม้อยู่ในที่อับชื้น งานวิจัยของสถาบันฟิสิกส์และวิทยาศาสตร์แห่งชาติ ประเทศจีน พบว่า ผ้าที่ทอจากเส้นใยกัญชง แม้จะเป็นการทอด้วยเส้นใยกัญชงเพียงครึ่งหนึ่งก็สามารถช่วยป้องกันรังสี UV ได้สูงถึง 95% (ถ้าทอทั้งผืนจะป้องกันได้ 100%) ในขณะที่เสื้อผ้าที่ทอด้วยผ้าประเภทอื่นจะป้องกันรังสี UV ได้เพียง 30-50% เท่านั้น และเส้นใยกัญชงที่ทำให้แห้งสนิทจะมีคุณสมบัติเป็นฉนวนกันไฟฟ้า มีค่าความต้านทานไฟฟ้าที่น้อยที่สุดก็ยังอยู่ที่ 30% ซึ่งมากกว่าเส้นใยฝ้าย ส่วนการทดสอบผ้าที่ทอด้วยเส้นใยกัญชงในสภาพความร้อนสูงถึง 370 องศาเซลเซียส ก็พบว่าไม่ได้ทำให้คุณสมบัติด้านสีเปลี่ยนแปลงไปแต่อย่างใด ดังนั้นมันจึงเหมาะที่จะนำมาผลิตเป็นกระโจมพักแรม ชุดคลุมสำหรับผู้ปฏิบัติงานเฉพาะกิจ วัสดุตกแต่งภายใน และอื่น ๆ อีกมากมาย พร้อมกันนี้ภายในเส้นใยมีออกซิเจนขังอยู่ตามรูต่าง ๆ มากพอสมควร จึงทำให้แบคทีเรียประเภท Anaerobic Bacteria ไม่สามารถเติบโตได้ นอกจากนี้เส้นใยกัญชงยังมีส่วนประกอบของสารที่เอื้อประโยชน์กับสุขภาพ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ จะไม่มีโรคพืชหรือแมลงชนิดใดที่สามารถทำลายต้นกัญชงได้เลย เนื้อสด ๆ ที่ห่อด้วยผ้าทอจากเส้นใยกัญชงจะคงความสดและอยู่ได้นานมากกว่าเป็นสองเท่าของปกติ รองเท้าที่ทำจากเส้นใยกัญชง จะป้องกันเท้าของคุณจากโรคเหน็บชาและโรคผิวหนังที่เกิดจากเชื้อราได้ และยังช่วยป้องกันสัตว์พิษกัดต่อยได้เป็นอย่างดี, ไส้กรอกที่ไม่ได้ห่อหุ้มอย่างมิดชิดด้วยผ้ากัญชงมักจะเน่าเสียได้โดยง่าย, วัสดุสำหรับธนบัตรมักทำมาจากเส้นใยกัญชง ฯลฯ ผลิตภัณฑ์ที่ทอจากเส้นใยกัญชงจึงเป็น “สินค้าปกป้องสิ่งแวดล้อม” และเหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนยุคใหม่ที่รักษาและห่วงใยธรรมชาติอย่างแท้จริง โดยได้มีการทำนายไว้ว่า ในอนาคตเส้นใยจากธรรมชาติเหล่านี้จะเข้ามาทดแทนเส้นใยเคมีทั้งหมดในอนาคต เนื่องจากปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ส่วนประโยชน์อื่น ๆ ของเส้นใยกัญชงก็เช่น ใช้ฟั่นเป็นเชือก, ใช้ทำเสื้อเกราะกันกระสุน, ทำกระเป๋าหรือรองเท้า, เฟอร์นิเจอร์, ซีเมนต์, วัสดุบอร์ด, อุตสาหกรรมหนัก, ชิ้นส่วนเครื่องยนต์, ข้อต่อจักรยาน, วัสดุทดแทนไม้เนื้อแข็ง, ฉนวนกันความร้อน, วัสดุกันความชื้น, แม้พิมพ์, พรม ฯลฯ

 

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com

 …

สมุนไพรกะเจียน

No Comments
สมุนไพรกะเจียน

สมุนไพรกะเจียน

 

 

 

สมุนไพรกะเจียน

สมุนไพรกะเจียน กะเจียน ชื่อวิทยาศาสตร์ Polyalthia cerasoides (Roxb.) Bedd. จัดอยู่ในวงศ์กระดังงา (ANNONACEAE)

มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ค่าสามซีก (เชียงใหม่), เหลือง ไม้เหลือง (ลำปาง), จันทน์ดง ทรายเด่น (ขอนแก่น), ไชยเด่น (อุบลราชธานี), แคหาง (ราชบุรี), กะเจียน พญารากดำ (ชลบุรี), โมดดง (ระยอง), สะบันงาป่า (ภาคเหนือ), เสโพลส่า (ไทใหญ่-แม่ฮ่องสอน) เป็นต้น

ลักษณะของกะเจียน
ต้นกะเจียน จัดเป็นพรรณไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง ลำต้นเปลาตรง มีความสูงได้ประมาณ 5-15 เมตร เรือนยอดเป็นรูปกรวยคว่ำ กิ่งเกือบตั้งฉากกับลำต้น เปลือกต้นเรียบเป็นสีเทาหรือสีน้ำตาลอ่อน ตามกิ่งอ่อนมีขนนุ่ม ส่วนกิ่งแก่ผิวจะเรียบเกลี้ยง ลำต้นและกิ่งแก่มีช่องอากาศสีเหลืองอ่อนทั่วไป ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด เจริญเติบโตได้ในทุกสภาพดิน ขึ้นได้ดีในดินร่วนซุย ชอบแสงแดดจัด พรรณไม้ชนิดนี้มีเขตการกระจายพันธุ์ในอินเดีย พม่า และภูมิภาคอินโดจีน ส่วนในประเทศไทยพบขึ้นทั่วทุกภาคของประเทศ โดยมักพบขึ้นตามป่าดิบแล้งและป่าเบญจพรรณทั่วไป บนพื้นที่สูงจากระดับน้ำทะเลจนถึง 700 เมตร

ใบกะเจียน ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปรี ยาวรี หรือรูปหอกแกมรูปขอบขนาน และมักเบี้ยว ปลายใบเรียวแหลม โคนใบมนถึงเว้าเข้า มักเบี้ยว ส่วนขอบใบเรียบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 2-5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 8-16 เซนติเมตร แผ่นใบบาง หลังใบเกลี้ยงเป็นสีเขียวเข้ม ส่วนท้องใบมีขนนุ่มเป็นสีจางหรือขาวอมเทา เส้นแขนงใบมีข้างละ 8-15 เส้น เห็นได้ชัดทางด้านล่าง ก้านใบสั้นมากและมีขนสั้น ๆ ยาวได้ประมาณ 0.5 เซนติเมตร ส่วนใบอ่อนมีขนนุ่มทั่วไป และขนจะค่อย ๆ ร่วงไปเมื่อใบแก่ ยกเว้นตามเส้นใบและเส้นแขนงใบ

ดอกกะเจียน ออกดอกเดี่ยวหรือออกเป็นกระจุกไม่เกิน 3 ดอก โดยจะออกตามง่ามใบและเหนือรอยแผลใบตามกิ่ง ก้านดอกเรียวยาวประมาณ 2.5-3 เซนติเมตร เมื่อดอกบานเต็มที่จะมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2.5 เซนติเมตร โดยกลีบดอกจะเป็นสีเขียวอ่อนหรือสีเขียวอมเหลือง กลีบดอกมี 2 ชั้น เรียงสลับกัน ชั้นละ 3 กลีบ รวม 6 กลีบ ลักษณะเป็นรูปขอบขนานแกมรูปไข่ เนื้อหนา เกลี้ยงหรือเกือบเกลี้ยง กลีบดอกชั้นในจะใหญ่และยาวกว่ากลีบดอกชั้นนอกเล็กน้อย ส่วนกลีบเลี้ยงดอกจะบาง มีอยู่ 3 กลีบ ลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยมหน้าจั่วเล็ก ๆ ปลายแหลม มีขนนุ่มทั้งสองด้าน ก้านดอกยาวประมาณ 3 เซนติเมตร มีขนขึ้นประปราย ดอกมีเกสรเพศผู้จำนวนมากอยู่ชิดแน่นเป็นพุ่มกลม ออกดอกในช่วงประมาณเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนมีนาคม

ผลกะเจียน ผลเกิดเป็นช่อโปร่ง ออกผลเป็นกลุ่มหรือเป็นกระจุกอยู่บนแกนตุ้มกลม มีผลย่อยประมาณ 10-20 ผล ก้านผลย่อยเรียวเล็กยาวประมาณ 2.5 เซนติเมตร แต่ละผลมีลักษณะป้อมหรือเป็นรูปทรงกลมรี ผลมีขนาดโตประมาณ 0.5-0.8 เซนติเมตร และยาวประมาณ 0.7-1 เซนติเมตร ปลายผลเป็นติ่ง โคนก้านติดรวมอยู่บนปลายก้านช่อที่โตเป็นตุ้ม ผลอ่อนเป็นสีเขียว เมื่อแก่จัดจะเปลี่ยนเป็นสีแดง ภายในผลมีเมล็ด 1 เมล็ด ออกผลในช่วงประมาณเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายน

สรรพคุณของกะเจียน
เนื้อไม้มีรสขม ใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาบำรุงธาตุ ช่วยเจริญอาหาร (เนื้อไม้)
รากหรือเนื้อไม้ใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้กษัย (อาการป่วยที่เกิดจากหลายสาเหตุ ทำให้ร่างกายเสื่อมโทรม ซูบผอม ปวดเมื่อย โลหิตจาง) ไตพิการ (ราก)   i99bet

รากใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้ไข้ (ราก)
เนื้อไม้มีรสขม ใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้วัณโรคในลำไส้ วัณโรคในปอด (เนื้อไม้)
เนื้อไม้มีสรรพคุณเป็นยาแก้ปัสสาวะพิการ (เนื้อไม้)
รากใช้ต้มกับน้ำดื่มครั้งละ 1 ถ้วย วันละ 3 ครั้ง เป็นยาคุมกำเนิดในสตรี (ราก)
ตำรายาพื้นบ้านจะใช้รากกะเจียนนำมาต้มกับน้ำดื่มครั้งละ 1 ถ้วย วันละ 3 ครั้ง เป็นยาบำรุงกำหนัด เพิ่มพลังทางเพศ บำรุงกำลังสำหรับบุรุษ กินแล้วกระชุ่มกระชวย คลายเส้นเอ็น และช่วยปรับสภาพร่างกาย (ราก)
ใบสดมีรสเฝื่อนเย็น ใช้ตำพอกฝี แก้ปวด แก้อักเสบ (ใบ)
เนื้อไม้ใช้ฝนกับน้ำปูนใสทาเกลื่อนหัวฝี (เนื้อไม้)
เนื้อไม้ใช้ต้มดื่มเป็นยาแก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย แก้ปวดหลัง ปวดเอว (เนื้อไม้) หรือจะใช้รากนำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้ปวดเมื่อยตามร่างกายก็ได้เช่นกัน (ราก)
เปลือกใช้เข้ายาพื้นเมืองบางชนิด (เปลือก)
ประโยชน์ของกะเจียน
ผลสุกในส่วนของเนื้อหุ้มเมล็ดจะมีรสหวาน สามารถนำมารับประทานได้
เนื้อไม้มีสีขาวอมเหลือง นำมาใช้ทำด้ามเครื่องเกษตรกรรมทั่วไปได้ บ้างใช้ทำเครื่องจักสานและเครื่องมือใช้สอยต่าง ๆ

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com…

สมุนไพรกอมก้อห้วย

No Comments
สมุนไพรกอมก้อห้วย

สมุนไพรกอมก้อห้วย

สมุนไพรกอมก้อห้วย

สมุนไพรกอมก้อห้วย มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า สาบเสือ (สระบุรี), หญ้าฝรั่ง (ประจวบคีรีขันธ์) เป็นต้น
กอมก้อห้วย ชื่อวิทยาศาสตร์ Anisomeles indica (L.) Kuntze (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Epimeredi indicus (L.) Rothm.) จัดอยู่ในวงศ์กะเพรา (LAMIACEAE หรือ LABIATAE)

ลักษณะของกอมก้อห้วย
ต้นกอมก้อห้วย จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุกหรือไม้พุ่ม มีอายุหลายปี มีความสูงของต้นประมาณ 1-2 เมตร ลำต้นตั้งตรง แตกกิ่งก้าน ลำต้นและกิ่งก้านมีลักษณะเป็นสันเหลี่ยมและเป็นร่องตื้น ๆ มีขนสั้นนุ่มสีน้ำตาลขึ้นปกคลุมหนาแน่น มีเขตการกระจายพันธุ์ในจีน อินเดีย ภูมิภาคอินโดจีน มาเลเซีย พม่า และฟิลิปปินส์ ส่วนในประเทศไทยพบตามขอบชายป่า ตามที่รกร้าง ที่โล่งแจ้ง ที่ระดับความสูงจนถึง 2,400 เมตร

ใบกอมก้อห้วย ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงตรงข้าม ลักษณะของใบเป็นรูปไข่หรือรูปไข่แกมวงรี ปลายใบแหลมหรือเรียวแหลมสั้น โคนใบตัดถึงเป็นรูปลิ่มกว้าง ส่วนขอบใบหยักเป็นฟันเลื่อยแกมหยักโค้ง ใบมีขนาดกว้างประมาณ 2.5-6 เซนติเมตร และยาวประมาณ 4-9 เซนติเมตร แผ่นใบด้านบนมีขนหยาบ ส่วนด้านล่างมีขนสั้นนุ่ม ก้านใบยาวประมาณ 1-4.5 เซนติเมตร

ดอกกอมก้อห้วย ออกดอกเป็นช่อเชิงลด โดยจะออกเป็นกระจุกที่ซอกใบ ใบที่ออกดอกมีก้านสั้นถึงไม่มี ใบประดับยาวประมาณ 3-4 มิลลิเมตร กลีบเลี้ยงดอกเชื่อมติดกัน ปลายแยกเป็นแฉก 5 แฉก มีขน มีต่อมสีเหลือง มีขนครุย กลีบย่อยนั้นมีขนาดประมาณ 1.3 เซนติเมตร ด้านนอกเกลี้ยง โคนเชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายแยกออกเป็นกลีบ ด้านบนเป็นรูปขอบขนาน สีขาว ด้านล่างหยักเป็นพู 3 พู ส่วนตรงกลางแผ่กว้าง มีสีม่วงเข้ม ส่วนข้างเป็นรูปไข่สีขาว ดอกมีเกสรเพศผู้ 4 อัน เชื่อมติดกันสองกลุ่ม ขนาดยาวไม่เท่ากัน ยื่นพ้นหลอดกลีบดอก รังไข่เกลี้ยง

ผลกอมก้อห้วย ผลเป็นผลแห้งไม่แตก ลักษณะของผลเป็นรูปกระสวยหรือรูปเกือบกลม สีดำเป็นมัน มีขนาดประมาณ 1.5 มิลลิเมตร

สรรพคุณของกอมก้อห้วย
ต้นมีสรรพคุณเป็นยาบำรุงร่างกาย บำรุงธาตุ (ต้น)
ใบใช้ต้มกับน้ำกินเป็นยาบำรุงธาตุ แก้รูมาติซึม (ใบ)
ใช้เป็นยาแก้ไข้ (ต้น)
ใบใช้ชงกับน้ำกินเป็นยาขับเหงื่อ (ใบ)
ต้นใช้เป็นยาขับลม ขับปัสสาวะ (ต้น)
ตำรายาพื้นบ้านล้านนาจะใช้ใบกอมก้อห้วย นำมาเคี้ยวพ่นลงบนบริเวณที่ถูกแมลงสัตว์กัดต่อย (ใบ)  i99bet

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com…