หมวดหมู่: สมุนไพร

สมุนไพรกกอียิปต์

No Comments
สมุนไพรกกอียิปต์

สมุนไพรกกอียิปต์

สมุนไพรกกอียิปต์

สมุนไพรกกอียิปต์

กกอียิปต์ ชื่อสามัญ Egyptian paper plant, Papyrus, Egyptian paper reed[1], Papyrus sedge, Paper reed, Indian matting plant, Nile grass

กกอียิปต์ ชื่อวิทยาศาสตร์ Cyperus papyrus L. จัดอยู่ในวงศ์กก (CYPERACEAE)

ลักษณะของกกอียิปต์
ต้นกกอียิปต์ จัดเป็นพรรณไม้ริมน้ำหรือวัชพืชน้ำ มีอายุหลายปี ลำต้นใต้ดินมีลักษณะเป็นเหง้าใหญ่แข็ง แตกไหลได้ ส่วนลำต้นที่อยู่เหนือดินจะแตกเป็นกอ ลำต้นเป็นสีเขียวมีลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยม มุมมน ภายในต้นตัน มีความสูงของต้นประมาณ 2.5 เมตร ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ดและการแตกไหลของลำต้น ชอบขึ้นในดินเหนียวที่ชุ่มชื้นและมีอินทรีย์วัตถุสูง จนถึงน้ำลึกประมาณ 1 เมตร เป็นพรรณไม้ที่เจริญเติบโตเร็ว ชอบความชื้นสูง และแสงแดดแบบเต็มวัน มักพบขึ้นตามแหล่งน้ำขัง ริมคูคลอง และตามคลองส่งน้ำทั่วไป

ใบกกอียิปต์ ใบเป็นใบเดี่ยว ลดรูปเป็นเกล็ดหรือแผ่นสีน้ำตาล เรียงตัวเป็นกระจุกสามระนาบรอบโคนต้น

ดอกกกอียิปต์ ออกดอกเป็นช่อแบบช่อซี่ร่มย่อยที่ปลายกิ่ง ช่อดอกแตกแขนงย่อยประมาณ 100-200 แขนง ยาวได้ประมาณ 12-30 เซนติเมตร ดอกเป็นสีน้ำตาลปนแดง มีใบประดับรองรับช่อดอกประมาณ 4-10 ใบ มีขนาดกว้างประมาณ 15 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 15-35 เซนติเมตร แต่ละแขนงจะมีดอกย่อยช่อละประมาณ 20-30 ดอก ดอกย่อยจะมีกาบหุ้มกว้างประมาณ 1 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 1.5-2 มิลลิเมตร เมื่อดอกย่อยบานเต็มที่จะมีขนาดกว้างประมาณ 1.5-2 มิลลิเมตร สามารถออกดอกได้ตลอดทั้งปี

ผลกกอียิปต์ ผลแห้ง มีลักษณะเป็นรูปรีหรือรูปไข่ ผลมีขนาดกว้างประมาณ 0.4-0.5 มิลลิเมตร และยาวได้ประมาณ 0.9-10 มิลลิเมตร เปลือกผลแข็ง สีเหลืองอมน้ำตาล ภายในมีเมล็ดเดียว

สรรพคุณของกกอียิปต์
ข้อมูลจากวิกิพีเดียระบุว่า ใบและดอกมีสรรพคุณเป็นยาแก้อาเจียน ถ่ายพิษไข้ และเป็นยาระบายอ่อน ๆ (ข้อมูลนี้ไม่มีแหล่งอ้างอิง)
ใช้ลำต้นนำมาตีด้วยไม้ แล้วนำน้ำยางที่ได้มาใช้สมานแผล และใช้ลำต้นที่ตีเป็นเส้นมาดามกับโคลนเพื่อเป็นการเข้าเฝือก (ข้อมูลไม่มีแหล่งอ้างอิง)
ประโยชน์ของกกอียิปต์
ใช้ทำเป็นเสื่อ กระเป๋ เปลญวน และใช้แทนเชือกมัดของได้ ในสมัยโบราณเคยมีการใช้กกอียิปต์ทำเป็นกระดาษ
ในด้านการใช้งานด้านภูมิทัศน์จะนิยมนำต้นกกอียิปต์มาปลูกเป็นไม้ประดับในสวนน้ำ ปลูกประดับในอ่างเลี้ยงปลา ใช้จัดสวน หรือปลูกไว้ในภาชนะประดับตามมุมอาคารและสถานที่ต่าง ๆ

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com

สมุนไพรกระสัง

No Comments
สมุนไพรกระสัง

สมุนไพรกระสัง

สมุนไพรกระสัง

สมุนไพรกระสัง มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ผักราชวงศ์ (แม่ฮ่องสอน), ผักกูด (เพชรบุรี), ผักสังเขา (สุราษฎร์ธานี), ผักฮากกล้วย (ภาคเหนือ), ผักกระสัง (ภาคกลาง), ชากรูด (ภาคใต้), ตาฉี่โพ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) เป็นต้น
กระสัง ชื่อสามัญ Peperomia, Shiny leave

กระสัง ชื่อวิทยาศาสตร์ Peperomia pellucida (L.) Kunth จัดอยู่ในวงศ์พริกไทย (PIPERACEAE)[2] (ข้อมูลทั่วไปใช้ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Peperomia pellucida Korth)

ลักษณะของกระสัง
ต้นกระสัง จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุก ลำต้นเปราะหักง่าย มีความสูงได้ประมาณ 15-30 เซนติเมตร ลำต้นและใบเป็นสีเขียวและอวบน้ำ ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด พบขึ้นทั่วไปในเขตร้อนทั่วโลก ในประเทศไทยพบได้ทั่วทุกภาคของประเทศ โดยมักขึ้นในแปลงผัก ตามสวน และตามสนามหญ้าทั่วไป จัดเป็นวัชพืชชนิดหนึ่ง (การกำจัดและป้องกันสามารถใช้ได้ทั้งวิธีการเขตกรรม เช่น ถาก ถอน ทิ้งอยู่เสมอ และการใช้สารเคมีต่างๆ เช่น กรัมม็อกโซน มาร์เก็ต (ไกลโฟเซต), ดามาร์ค (ไกลโฟเลท), ทัชดาวน์ (ไกลโฟเซต, ไตรมีเซียมซอลต์) ฯลฯ

ใบกระสัง ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ โดยจะออกจากลำต้นในลักษณะตรงข้าม ลักษณะของใบเป็นรูปหัวใจ ปลายใบแหลม โคนใบเว้าตื้น ส่วนขอบใบเรียบ มีต่อมโปร่งแสง แผ่นใบหนาเป็นคลื่นเล็กน้อย ผิวใบด้านบนเป็นมัน ด้านล่างขุ่นและมีสีอ่อนกว่า ใบมีขนาดกว้างประมาณ 1-3 เซนติเมตร และยาวประมาณ 1-4 เซนติเมตร

ดอกกระสัง ออกดอกเป็นช่อตามซอกและที่ปลายกิ่ง ช่อดอกเป็นสีเขียวอ่อนหรือสีครีม ช่อดอกจะออกบริเวณข้อตรงข้ามกับใบ เรียงโค้งขึ้น ประกอบไปด้วยดอกเล็ก ๆ ที่ไม่มีก้าน มีดอกย่อยจำนวนมากเวียนรอบแกน ดอกเป็นแบบสมบูรณ์เพศ ไม่มีทั้งกลีบดอกและกลีบเลี้ยง มีใบประดับดอกละ 1 ใบ ดอกมีเกสรเพศผู้ 2 อัน อยู่ข้าง ๆ รังไข่ อับเรณูเป็นสีขาว ก้านชูอับเรณูสั้น เกสรเพศเมียมี 1 อัน รังไข่มีลักษณะกลม อยู่เหนือฐานดอก

ผลกระสัง ผลเป็นผลสด มีลักษณะกลม ภายในผลมีเมล็ด 1 เมล็ด เมล็ดเป็นสีดำทรงกลมและมีขนาดเล็ก

สรรพคุณของกระสัง
ในตรินิแดด (Trinidad) นิยมใช้สมุนไพรชนิดนี้เป็นยาเย็นสำหรับเด็ก (ใบ)
ในบราซิลจะใช้สมุนไพรชนิดนี้เพื่อลดคอเลสเตอรอล (ไม่ระบุส่วนที่ใช้)
ในมาเลเซียเชื่อว่า การรับประทานผักกระสังจะสามารถช่วยรักษาโรคตาและต้อ (glaucoma) ได้ (ใบ)
ใบนำมาตำให้แหลกใช้เป็นยาแก้ปวดศีรษะ (ใบ)
ใบผักกระสังที่ทำให้แหลกแล้ว สามารถนำมาใช้เป็นยาแก้ไข้ แก้อักเสบได้ (ใบ)
ใบใช้รับประทานสด ๆ จะมีสรรพคุณเป็นยารักษาโรคลักปิดลักเปิดหรือโรคเลือดออกตามไรฟัน เนื่องจากมีวิตามินซีสูง (ใบ)

ใบนำมาตำขยำใช้แปะทาเม็ดที่เป็นใต้ราวนม เป็นยาแก้มะเร็งเต้านม (ใบ)
น้ำคั้นจากใบใช้เป็นยาแก้ปวดท้อง (ใบ)
ในกียานา (Guyana) จะใช้ผักกระสังเป็นยาขับปัสสาวะ ลดไข่ขาวในปัสสาวะ ส่วนในแถบแอมะซอนจะใช้เป็นยาขับปัสสาวะ หล่อลื่น แก้หัวใจเต้นผิดปกติ (ไม่ระบุส่วนที่ใช้)
ใช้เป็นยารักษาเริม ด้วยการนำต้นผักกระสังมาผสมกับขมิ้นและข้าวสาร (ฮูยงงูกุมาตอกูยิ) ตำให้ละเอียด แล้วนำมาพอกทิ้งไว้ 1 คืน (ต้นและใบ)
ยาชงจากใบใช้เป็นยาแก้ชัก (ใบ)
ใบใช้ตำพอกฝีและแผล หรือคั้นเอาน้ำทาแผลฝีที่มีหนอง จะช่วยรักษาแผลฝีหนองได้ (ใบ)
ทั้งต้นใช้เป็นยาแก้พิษฝี หรือนำมาแช่น้ำทาแก้ผื่นคัน (ทั้งต้น)
หมอยาพื้นบ้านบางคนจะกินผักกระสังเป็นยาแก้ปวดข้อ ซึ่งในประเทศฟิลิปปินส์จะมีการกินผักกระสังสด ๆ หรือนำมาต้มกินเพื่อรักษาโรคเกาต์ อาการปวดข้อ และข้ออักเสบ โดยการนำผักกระสังต้นยาวสัก 20 เซนติเมตร นำมาต้มกับน้ำ 2 แก้ว ให้เหลือประมาณ 1 แก้ว ใช้แบ่งรับประทานครั้งละครึ่งแก้ว เช้าและเย็น (ในปัจจุบันฟิลิปปินส์กำลังศึกษาวิจัยเพื่อใช้เป็นยารักษาโรคข้ออักเสบรวมทั้งโรคเกาต์จากการที่ผักกระสังสามารถลดปริมาณกรดยูริกในกระแสเลือด) นอกจากนี้ชาวฟิลิปปินส์ยังใช้ทั้งต้นสดนำมาบดประคบฝีหรือตุ่มหนอง และโรคผิวหนังอื่น ๆ ซึ่งจากการศึกษาสมัยใหม่พบว่า ผักชนิดนี้มีฤทธิ์ต้านการอักเสบและต้านแบคทีเรียได้หลายชนิด ทั้งยังมีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนๆ ซึ่งจะช่วยกำจัดเนื้อตายทำให้ฝีแตกได้โดยง่าย (ต้นและใบ)
ในโบลิเวียมีบันทึกที่มีอายุนานนับพันปีชื่อว่า “Altenos Indians Document” ซึ่งกล่าวไว้ว่า ผักกระสังทั้งต้นใช้บดผสมกับน้ำใช้กินเป็นยาห้ามเลือด ใช้ส่วนเหนือดินโปะแผล ใช้ส่วนของรากต้มกินเป็นยารักษาไข้ (ทั้งต้น)
นอกจากนี้ในประเทศอื่น ๆ ยังมีการใช้ผักกระสังเป็นยารักษาอาการปวดท้อง ทั้งแบบธรรมดาและปวดเกร็ง รักษาฝี สิว หัด อีสุกอีใส แผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก แก้อาการอ่อนเพลีย ปวดศีรษะ ระบบประสาทแปรปรวน มีแก๊สในกระเพาะ ปวดข้อรูมาติก

ข้อมูลทางเภสัชวิทยาของกระสัง
มีรายงานการศึกษาที่พบว่า ผักกระสังมีฤทธิ์ต้านมะเร็ง เชื้อแบคทีเรีย ต้านการอักเสบ แก้อาการปวด และไม่มีพิษภัย โดยสารสกัดด้วยน้ำจากใบกระสังมีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อ Micrococcus pyogenes Lehm. et Neum. var. aureus Huck. และเชื้อ Escherichia coli (Miq.) Cast. et Chalm.
จากการศึกษาพบว่า ผักกระสังมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและมีวิตามินสูง โดยใน 100 กรัมจะมีวิตามินสูงถึง 18 มิลลิกรัม ทางสถาบันวิจัยโภชนาการของมหาวิทยาลัยมหิดล ได้พบว่าผักกระสังเพียง 100 กรัม จะมีเบต้าแคโรทีนประมาณ 285 ไมโครกรัม
สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ทำการวิจัยพบว่า ผักกระสังมีฤทธิ์เสริมสร้างและซ่อมแซมกระดูกส่วนที่สึกหรอได้

ประโยชน์ของกระสัง

ต้นและใบใช้รับประทานเป็นผักสด โดยนำมาผัด ลวก หรือนึ่งเป็นอาหาร[1] หรือใช้ทำยำผักกระสัง ด้วยการนำผักมาหั่นเป็นชิ้นพอประมาณสัก 1-2 ทัพพี, กุ้งแห้ง 1-2 ช้อนโต๊ะ, น้ำมะนาว 1-2 ช้อนโต๊ะ, มะม่วงซอย 1-2 ช้อนโต๊ะ, แคร์รอตซอยฝอย ๆ 1-2 ช้อนโต๊ะ, ขิงซอย 1-2 ช้อนโต๊ะ, น้ำเปล่า 1-2 ช้อนโต๊ะ, น้ำตาลทราย 1-2 ช้อนโต๊ะ, พริกขี้หนูแห้งทอด พอประมาณ, ถั่วลิสงคั่ว พอประมาณ, หมูหยอง พอประมาณ, หัวหอมซอย พอประมาณ, โหระพาและสะระแหน่ไว้แต่งรส จากนั้นรวมเครื่องปรุงทุกอย่างเข้าด้วยกัน แล้วปรุงรสตามใจชอบ เพียงเท่านี้ก็พร้อมรับประทานได้แล้ว ส่วนยำผักกระสังอีกสูตรจะใช้ผักกระสัง 6 ช้อนคาว, เนื้อหมูสามชั้น 2 ช้อนคาว, หนังหมู 2 ช้อนคาว, กุ้งต้ม 2 ช้อนคาว, หอม 1 ช้อนคาว, กระเทียม 1 ช้อนคาว, ถั่วลิสง 1 ช้อนคาว, พริกชี้ฟ้าแดง 2 เม็ด, น้ำปลา, น้ำตาล และมะนาว โดยขั้นตอนในการทำนั้นจะเริ่มจากการนำหมูและหนังหมูมาต้มให้พอสุก หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ยาวประมาณ 1 นิ้ว ซอยหอม กระเทียมตามยาวของกลีบ นำไปเจียวให้พอเหลือง จากนั้นนำถั่วลิสงมาหั่นตามยาวเป็นฝอย ๆ พริกแดงให้ผ่าเอาเมล็ดออก ตัดเป็นสองท่อน แล้วหั่นตามยาวเป็นฝอย ๆ แล้วคลุกเครื่องปรุงข้างต้นเข้าด้วยกัน ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำตาล และมะนาวตามชอบใจ แล้วจึงนำผักกระสังมาตัดรากทิ้ง เด็ดเป็นท่อนสั้น ๆ ล้างน้ำให้สะอาด ทิ้งไว้ให้สะเด็ดน้ำ คลุกเคล้ากับเครื่องข้างต้นให้เข้ากัน แล้วจัดใส่จานพร้อมกับโรยหน้าด้วยหอมเจียวและพริกแดง เป็นอันเสร็จ (คู่มือการปรุงอาหารจากผักพื้นบ้านไทย, ยิ่งยง ไพสุขศานติวัฒนา)
ผักชนิดนี้มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงและถูกจัดว่าเป็นผักต้านมะเร็งชนิดหนึ่ง
น้ำคั้นจากใบใช้ทารักษาสิว ทำให้สิวยุบเร็วขึ้น
ผักกระสังเป็นสมุนไพรสำหรับผู้หญิงอีกชนิดหนึ่ง เพราะนอกจากจะใช้รักษาสิวได้แล้ว สาว ๆ ในสมัยก่อนยังใช้น้ำต้มจากผักชนิดนี้นำมาล้างหน้าบ่อย ๆ เพื่อเป็นการบำรุงผิวและทำให้ผิวหน้าสดใสอีกด้วย
นอกจากนี้ยังมีการใช้ผักกระสังเป็นยาสระผม โดยนำใบมาขยำกับน้ำแล้วชโลมศีรษะให้ศีรษะเย็นเพื่อช่วยป้องกันผมร่วงและทำให้ผมนุ่ม เพราะผักชนิดนี้มีธาตุอาหาร มีความเป็นกรดอ่อน ๆ มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ ต้านเชื้อรา และเชื้อแบคทีเรีย
ปัจจุบันมีการนำสมุนไพรชนิดนี้ไปผลิตเป็นสารสกัดเพื่อจำหน่ายในต่างประเทศ
ข้อควรระวัง : สำหรับผู้ที่แพ้พืชที่มีกลิ่นฉุนประเภท Mustard (พืชเครื่องเทศทั้งหลาย) ไม่ควรรับประทานผักชนิดนี้

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com

สมุนไพรกูดพร้าว

No Comments
สมุนไพรกูดพร้าว

สมุนไพรกูดพร้าว

สมุนไพรกูดพร้าว

สมุนไพรกูดพร้าว มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า กูดต้น (ภาคเหนือ), มหาสดำ (ภาคตะวันออกเฉียงใต้), กูดพร้าว (เชียงใหม่)[1] บางแห่งเรียกว่า “กูดต้นดอยสุเทพ”

ลักษณะของกูดพร้าว
ต้นกูดพร้าว จัดเป็นเฟิร์นต้นที่มีลำต้นตั้งตรง สูงได้ประมาณ 3-5 เมตร ตามลำต้นมีเกล็ดขึ้นปกคลุมและมีรอยก้านใบที่หลุดร่วงไป รากมีลักษณะเป็นเส้นแข็งสีดำ มีเขตการกระจายพันธุ์ในจีนตอนใต้ กัมพูชา มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ส่วนในประเทศไทยพบขึ้นกระจายพันธุ์ทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงใต้ และภาคใต้ โดยมักพบขึ้นตามไหล่เขาในป่าดิบเขา บนพื้นที่สูงจากระดับน้ำทะเลต่ำกว่า 1,000 เมตร

ใบกูดพร้าว ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกสองชั้น ออกรวมกันเป็นกลุ่มบริเวณใกล้ยอด แกนกลางของใบประกอบไม่เรียบ มีตุ่มขรุขระทางด้านล่าง ส่วนด้านบนมีขนและเกล็ดขึ้นประปราย ก้านใบเป็นสีน้ำตาลปนเหลืองหรือสีน้ำตาลเข้ม ยาวได้ประมาณ 40 เซนติเมตร มีหนามสั้น ๆ ที่โคนมีเกล็ดสีน้ำตาลเป็นมัน เกล็ดมีลักษณะเป็นรูปแถบ มีขนาดกว้างประมาณ 1 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 2 เซนติเมตร ด้านบนมีขน กลุ่มใบย่อยคู่ล่างลดขนาดลงยาวได้ประมาณ 10 เซนติเมตร มีรูปร่างไม่แน่นอน ส่วนกลุ่มใบย่อยถัดขึ้นมาจะมีลักษณะเป็นรูปขอบขนานแคบ ปลายเรียวแหลมและมีติ่งยาว มีขนาดกว้างประมาณ 14 เซนติเมตร และยาวประมาณ 40 เซนติเมตร แกนกลุ่มใบย่อยมีเกล็ดแบนสีน้ำตาลทางด้านล่าง ใบย่อยจะมีมากกว่า 25 คู่ เรียงห่างกันประมาณ 1.6 เซนติเมตร ลักษณะเป็นรูปขอบขนานแกมรูปใบหอก มีขนาดกว้างประมาณ 1.7 เซนติเมตร และยาวประมาณ 7 เซนติเมตร ปลายเรียวแหลม โคนกึ่งตัด ส่วนขอบหยักเว้าลึกเกือบถึงเส้นกลางใบย่อย หยักเฉียง รูปเคียว มีขนาดกว้างประมาณ 3 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 1 เซนติเมตร ปลายมน ส่วนขอบเรียบหรือจักเป็นฟันเลื่อย เส้นกลางใบย่อยมีขนทางด้านบน ส่วนด้านล่างมีเกล็ดแบนสีน้ำตาล แผ่นใบบาง ผิวใบด้านบนเป็นสีเขียวเข้ม ส่วนด้านล่างเป็นสีเขียวอ่อน เส้นใบแยกสาขาออกเป็นคู่ 7-8 คู่ ก้านใบย่อยไม่มี

กลุ่มอับสปอร์กูดพร้าว กลุ่มอับสปอร์จะมีลักษณะเป็นรูปเกือบกลม อยู่บนเส้นใบทั้งสองข้าง โดยจะอยู่ตรงเส้นกลางใบย่อย เยื่อคลุมกลุ่มอับสปอร์เป็นเกล็ดเล็ก อยู่ที่ฐานของกลุ่มอับสปอร์

สรรพคุณของกูดพร้าว
แพทย์แผนชนบทจะใช้เนื้อไม้นำมาทำเป็นยาแก้ไข้ ใช้ฝนเป็นยาทาแก้ฝี แก้อักเสบ และแก้บวม (เนื้อไม้)
ประโยชน์ของกูดพร้าว
ลำต้นของกูดพร้าวสามารถนำมาใช้ปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ได้

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com

สมุนไพรฉัตรพระอินทร์

No Comments
สมุนไพรฉัตรพระอินทร์

สมุนไพรฉัตรพระอินทร์

สมุนไพรฉัตรพระอินทร์

สมุนไพรฉัตรพระอินทร์ มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า เสกกษัตริย์ (ชัยภูมิ), นางอั้วโคก (นครราชสีมา), จ่อฟ้า (ตาก), เทียนป่า (ปราจีนบุรี), หญ้าเหลี่ยม (สุราษฎร์ธานี) เป็นต้น
ฉัตรพระอินทร์ ชื่อสามัญ Lion ‘s ear, Hallow stalk

ฉัตรพระอินทร์ ชื่อวิทยาศาสตร์ Leonotis nepetifolia (L.) R.Br. (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Leonotis nepetifolia var. nepetifolia, Leonurus nepetifolius (L.) Mill., Phlomis nepetifolia L.) จัดอยู่ในวงศ์กะเพรา (LAMIACEAE หรือ LABIATAE)

ลักษณะของฉัตรพระอินทร์
ต้นฉัตรพระอินทร์ จัดเป็นพรรณไม้พุ่มล้มลุก ลำต้นสูงชะลูด มีอายุเพียงฤดูเดียว ไม่ค่อยแตกกิ่งก้าน แต่จะแตกกิ่งแขนงมากบริเวณใกล้ปลายยอด ลำต้นตั้งตรง มีความสูงได้ประมาณ 1-2.5 เมตร ลักษณะของลำต้นและกิ่งก้านเป็นเหลี่ยม ระหว่างเหลี่ยมเป็นร่อง มีสีเขียวและเป็นร่องลึก ตามลำต้นมีขนละเอียดสั้น ๆ ขึ้นปกคลุม ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด ชอบดินร่วน ความชื้นและแสงแดดปานกลาง เป็นพืชพื้นเมืองของทวีปแอฟริกา ในประเทศไทยมักพบขึ้นบริเวณที่มีความชุ่มชื้น ดินร่วนซุย ตามป่าละเมาะ และที่ว่างทิ้งร้างริมทางทั่วไป

ใบฉัตรพระอินทร์ ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงตรงข้าม ลักษณะของใบเป็นรูปไข่แกมขอบขนานหรือรูปไข่ ปลายใบแหลม โคนใบมนเว้า ส่วนขอบใบหยักมนแกมฟันเลื่อย ใบมีขนาดกว้างประมาณ 3-5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 4.5-6 เซนติเมตร แผ่นใบทั้งสองด้านแข็งและหนาม และมีขนละเอียด เส้นใบด้านล่างเห็นชัดกว่าด้านบน ก้านใบมีลักษณะเรียวเล็ก ยาวได้ประมาณ 3-5 เซนติเมตร ใบที่ออกตามข้อส่วนยอดของลำต้นและข้อที่ออกดอกมักมีขนาดเล็ก แคบ และสั้นกว่า และมักหลุดร่วงได้ง่าย

ดอกฉัตรพระอินทร์ ออกดอกเป็นช่อแบบช่อผสม เรียงตัวอัดกันแน่นเป็นช่อรูปทรงกลม มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 5-6 เซนติเมตร และยาวประมาณ 2-2.5 เซนติเมตร ออกเป็นกระจุกตามข้อ 2-8 ข้อ เป็นวงรอบลำต้นเป็นชั้นคล้ายฉัตร ดอกย่อยจะมีจำนวนมาก กลีบดอกเป็นสีส้มสดหรือสีแดงอมส้ม โคนกลีบเชื่อมติดกันเป็นหลอดยาวประมาณ 1 เซนติเมตร ปลายกลีบมีขนยาว ปลายแยกออกเป็น 2 ปาก แบ่งเป็นปากล่างและปากบน ซึ่งปากล่างจะแห้งเหี่ยวก่อนที่ดอกจะบาน โดยปากบนจะมีลักษณะตั้งตรงมี 2 หยัก ยาวได้ประมาณ 0.8-1 เซนติเมตร เป็นกระพุ้งมีขนยาว ส่วนปากด้านล่างมีหยักเล็ก ๆ 3 หยัก แฉกตรงกลางจะมีขนาดใหญ่กว่าแฉกด้านข้าง ส่วนใบประดับย่อยนั้นมีจำนวนมาก ลักษณะเป็นรูปแถบ ปลายแหลมคล้ายหนาม ยาวประมาณ 1 เซนติเมตร มีขน ดอกย่อยไม่มีก้าน กลีบเลี้ยงดอกเป็นสีเขียว ยาวประมาณ 2 เซนติเมตร โคนกลีบเลี้ยงเชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายแยกออกเป็นแฉกแหลม 8 แฉก โคนหลอดด้านนอกมีขนสั้น ตอนปลายมีขนเรียว ส่วนด้านในเกลี้ยง มีเส้นตามยาว 10 เส้น เห็นได้ชัดเจน ดอกมีเกสรเพศผู้ 4 อัน อยู่กึ่งกลางหลอดกลีบดอก ก้านเกสรเกลี้ยง อับเรณูติดกัน ส่วนก้านเกสรเพศเมียจะสั้น ปลายแยกออกเป็น 2 แฉก จะเริ่มออกดอกเมื่อต้นเจริญเติบโตเต็มที่แล้ว

ผลฉัตรพระอินทร์ ผลเป็นผลแห้ง ประกอบด้วย 4 ผลย่อย ลักษณะของผลเป็นรูปขอบขนานแกมรูปไข่กลับ มีสีดำหม่น

สรรพคุณของฉัตรพระอินทร์
ต้นใช้ต้มกับน้ำเป็นยาลดไข้ ขับเหงื่อ ขับระดู และเป็นยาระบาย (ต้น)
รากใช้ตำพอกทรวงอก เป็นยาแก้อาการเต้านมคัด (ราก)
ใบมีรสขม ใช้เป็นยาบำรุง ยาแก้ไข้ แก้โรคปวดบวมตามข้อ และใช้ตำพอกแก้แผลอักเสบ (ใบ)
ดอกมีรสขมเย็น นำมาเผาแล้วใช้ขี้เถ้าทาแก้คัน แก้กลากเกลื้อน ผิวหนังอักเสบ รวมถึงแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก และแผลพุพองเนื่องจากถูกของร้อน (ดอก)
เมล็ดมีรสขม มีฤทธิ์อ่อน ๆ ในการบำบัดไข้จับสั่นหรือโรคมาลาเรีย (Malaria) (เมล็ด)
ทั้งต้นมีรสขม ใช้เป็นยาแก้ไข้ป่า เป็นยาระบาย ยาขับประจำเดือนของสตรี แก้ประจำเดือนมาไม่ปกติ และใช้ผสมกับต้นสบู่ดำ ต้มกับน้ำ แช่เท้า แก้ปวดขา (ทั้งต้น)
ประโยชน์ของฉัตรพระอินทร์
ช่อผลนิยมนำมาใช้ปักแจกันประดับเพื่อความสวยงาม
ในสมัยก่อนคนต่างจังหวัดนิยมปลูกต้นฉัตรพระอินทร์ไว้เป็นไม้ประดับ เพราะมีดอกเรียงเป็นชั้นดูสวยงามและแปลกตา

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com

สมุนไพรแย้มปีนัง

No Comments
สมุนไพรแย้มปีนัง

สมุนไพรแย้มปีนัง

สมุนไพรแย้มปีนัง

สมุนไพรแย้มปีนัง แย้มปีนัง ชื่อสามัญ Climbing Oleander, Cream Fruit[1], Poison Arrowvine, Spider-Tresses

แย้มปีนัง ชื่อวิทยาศาสตร์ Strophanthus gratus (Wall. & Hook.) Baill. (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Strophanthus gratus Franch.) จัดอยู่ในวงศ์ตีนเป็ด (APOCYNACEAE) และอยู่ในวงศ์ย่อยส้มลม (APOCYNOIDEAE)มีชื่อเรียกอื่นว่า บานทน หอมปีนัง (กรุงเทพฯ)

หมายเหตุ : ต้นแย้มปีนังที่กล่าวถึงในบทความนี้เป็นพรรณไม้คนละชนิดกันกับต้นดาวประดับ (บานบุรีม่วง) ที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cryptostegia grandiflora Roxb. ex R.Br.

ลักษณะของแย้มปีนัง
ต้นแย้มปีนัง จัดเป็นพรรณไม้พุ่มขนาดเล็กถึงขนาดกลาง แตกกิ่งก้านจำนวนมากเป็นพุ่มแน่นทึบ ลำต้นมีลักษณะตั้งตรง มีความสูงได้ประมาณ 3-4 เมตร ทุกส่วนของต้นมียางสีขาว ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ดและการตอนกิ่ง (การตอนเป็นวิธีที่นิยมและเหมาะสมกว่า แต่มีความจำเป็นต้องใช้ฮอร์โมนช่วย เนื่องจากการออกรากของพันธุ์ไม้หอมชนิดนี้จะค่อนข้างยาก มีถิ่นกำเนิดในแอฟริกาและเอเชีย มีเขตการกระจายพันธุ์ทั่วประเทศไทย มาเลเซีย เปอร์เซีย และศรีลังกา ชอบดินร่วน ระบายน้ำได้ดี ความชื้นปานกลาง และแสงแดดแบบเต็มวันถึงปานกลาง

ใบแย้มปีนัง ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงตรงข้าม ลักษณะของใบเป็นรูปรีแกมรูปขอบขนาน ปลายใบเรียวแหลมและมีติ่ง โคนใบสอบ ส่วนขอบใบเรียบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 4-6 เซนติเมตร และยาวประมาณ 9-13 เซนติเมตร แผ่นใบหนาคล้ายแผ่นหนัง ผิวใบด้านบนเป็นสีเขียวเข้มเป็นมัน ส่วนท้องใบเป็นสีเขียวปนม่วง

ดอกแย้มปีนัง ออกดอกเป็นช่อแบบช่อกระจุกที่ปลายกิ่ง ช่อละประมาณ 5-20 ดอก ดอกเป็นสีชาวอมม่วงชมพู มีกลิ่นหอม ดอกมีลักษณะเป็นรูปแตร โคนกลีบดอกเป็นหลอดคล้ายรูประฆัง ปลายแยกออกเป็นแฉก 5 แฉก ขอบแฉกมีลักษณะบิดโค้ง เป็นรอยจีบ หรือหยักหว้า มีรยางค์เป็นเส้นสีม่วงเข้มออกมารอบปากหลอด เมื่อดอกบานเต็มที่จะมีขนาดกว้างประมาณ 4-5 เซนติเมตร ดอกย่อยจะทยอยบาน ดอกสามารถบานอยู่ได้หลายวัน ออกดอกมากในช่วงประมาณเดือนมกราคมถึงเดือนมีนาคม

ผลแย้มปีนัง ผลแห้งเป็นฝักคู่ติดกัน ลักษณะของผลเป็นรูปเรียวยาว มีความยาวประมาณ 40-45 เซนติเมตร เมื่อผลแก่จะแตกออกเป็นแนวเดียว ภายในมีเมล็ดสีน้ำตาลจำนวนมาก ซึ่งแต่ละเมล็ดจะมีขนกระจุกขาวติดอยู่ตรงส่วนปลายเมล็ดด้านหนึ่ง

สรรพคุณของแย้มปีนัง
เมล็ดแย้มปีนังมีสารที่ออกฤทธิ์กระตุ้นหัวใจชื่อว่า “ออเบน” (ouabain) ซึ่งในบางประเทศในยุโรปจะนำไปทำเป็นยาฉีดรักษาโรคหัวใจ (เมล็ด)
ตำรายาพื้นบ้านจะใช้เมล็ดเป็นยารักษาโรคหนองใน (เมล็ด)
หัวมีสรรพคุณเป็นยาขับลม แก้อาการจุกเสียด ภูมิแพ้ ลดความดันโลหิตสูง (หัว)

ข้อควรระวัง : เมล็ดมีความเป็นพิษสูง (ต้องนำมาสกัดก่อนนำไปใช้) ห้ามนำมารับประทาน หากได้รับพิษจะมีอาการคลื่นไส้ ท้องเสีย หัวใจเต้นเร็วและแรง ต้องรีบทำให้อาเจียน แล้วรีบนำส่งโรงพยาบาลในทันที ส่วนอีกข้อมูลระบุว่า เมล็ดและยางจากเปลือกมีความเป็นพิษ ห้ามรับประทาน หากเคี้ยวหรือกลืนส่วนที่เป็นพิษเข้าไปจะทำให้เกิดอาการอาเจียน ท้องเสีย ปวดศีรษะ มึนงง มองเห็นไม่ชัด หัวใจช้าหรือไม่สม่ำเสมอ ความดันโลหิตลดลง และอาจทำให้ถึงตายได้

ข้อมูลทางเภสัชวิทยาของแย้มปีนัง
ฤทธิ์ที่พบได้แก่ ฤทธิ์ยับยั้งการแข็งตัวของเลือด ต้านเชื้อรา กระตุ้นให้กล้ามเนื้อลายหดตัว
จากรายงานผลการทดลองเมื่อปี ค.ศ.2001 ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่าแย้มปีนังมีฤทธิ์ในการลดความดันโลหิตสูงได้ ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาของประเทศจีนที่พบว่าแย้มปีนังมีสารที่ช่วยทำให้เกิดฤทธิ์ในการลดความดันโลหิตสูง
ประโยชน์ของแย้มปีนัง
ชาวพื้นเมืองในแอฟริกาจะใช้หัวลูกศรจุ่มยางพิษของต้นแย้มปีนังแล้วนำไปใช้ยิงสัตว์หรือคน
ในการใช้งานด้านภูมิทัศน์ นิยมปลูกต้นแย้มปีนังเป็นไม้ประดับสวน ปลูกเพื่อเป็นฉากบังสายตา ปลูกไว้ริมถนน ทางเดิน ลานจอดรถ ฯลฯ เนื่องจากดอกสวยมีกลิ่นหอมเย็น ออกดอกหมุนเวียนตลอดทั้งปี ปลูกเลี้ยงได้ง่าย เจริญเติบโตเร็ว ตัดแต่งเป็นทรงพุ่มได้ดี และทนความแล้ง (แต่ยางมีความเป็นพิษ)

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com

สมุนไพรเต่าร้างแดง

No Comments
สมุนไพรเต่าร้างแดง

สมุนไพรเต่าร้างแดง

สมุนไพรเต่าร้างแดง

สมุนไพรเต่าร้างแดง มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า เขื่องหมู่ (ภาคเหนือ), เต่ารั้งมีหน่อ (ภาคกลาง), มะเด็ง (ยะลา), งือเด็ง (มลายู-นราธิวาส), เต่าร้าง, เก๊าหม้าย เก๊ามุ่ย เก๊าเขือง (คนเมือง), มีเซเหมาะ (กะเหรี่ยงแดง), เก๊าเขือง (ไทลื้อ), ซึ (ม้ง), จึ๊ก (ปะหล่อง), ตุ๊ดชุก (ขมุ) เป็นต้น

เต่าร้างแดง
เต่าร้างแดง ชื่อสามัญ Fishtail Palm, Burmese Fishtail Palm, Clustered Fishtail Palm, Common Fishtail Palm, Wart Fishtail Palm, Tufted Fishtail Palm
เต่าร้างแดง ชื่อวิทยาศาสตร์ Caryota mitis Lour. จัดอยู่ในวงศ์ปาล์ม (ARECACEAE) ซึ่งแต่เดิมใช้ชื่อวงศ์ว่า PALMAE หรือ PALMACEAE
ลักษณะของเต่าร้างแดง
ต้นเต่าร้างแดง จัดเป็นพรรณไม้ประเภทปาล์ม ต้นแตกกอมีความสูงได้ประมาณ 5-10 เมตร และลำต้นมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 10-20 เซนติเมตร มักขึ้นเดี่ยว ๆ หรือแตกกอเป็น 2-4 ต้น ลำต้นตั้งตรง ไม่แตกกิ่ง มีลักษณะเกลี้ยงเป็นสีเขียวถึงสีเทาอมเขียว เป็นปาล์มที่มีอายุสั้น หลังออกดอกเป็นผลแล้วต้นจะค่อย ๆ ตายไป ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ดและแยกกอ เป็นไม้กลางแจ้ง ชอบดินร่วนปนทรายที่มีการระบายน้ำดี มีเขตการกระจายพันธุ์กว้าง พบได้ตั้งแต่อินเดีย พม่า หมู่เกาะอันดามัน อินโดนีเซีย ภูมิภาคอินโดจีน มาเลเซีย และทางตอนใต้ของจีน ส่วนในประเทศไทยพบขึ้นกระจายอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศ โดยมักพบขึ้นตามป่าดิบแล้ง ป่าดิบชื้น ป่าเสื่อมโทรม ริมลำธาร ตามที่ลุ่ม และตามแนวหลังป่าชายเลนที่ติดกับป่าบกหรือป่าพรุ

• ใบเต่าร้างแดง ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกสองชั้น ออกเรียงเวียนสลับรอบลำต้น ช่อใบมีลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยมกว้าง แผ่แบน แตกแขนงออกเป็นช่อใบย่อยข้างละ 7-23 ช่อ ยาวประมาณ 50-100 เซนติเมตร ใบย่อยมีลักษณะพับเป็นจีบคล้ายรูปตัววี แผ่นใบมีลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยมหยักเว้า ปลายใบแหลมคล้ายหางปลา โคนใบเป็นรูปลิ่ม แผ่นใบเป็นสีเขียวเป็นมัน มีขนาดกว้างประมาณ 13 เซนติเมตร และยาวประมาณ 20-30 เซนติเมตร ใบย่อยคู่สุดท้ายมีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด มักติดกันและมีขนาดใหญ่ ปลายใบหยักไม่สม่ำเสมอ โคนใบเป็นรูปลิ่มเยื้อง ส่วนขอบใบเรียบ ผิวใบเรียบเกลี้ยงทั้งสองด้าน มีกาบใบโอบรอบลำต้นยาวประมาณ 0.5-2 เมตร โคนกาบใบมีขนสีน้ำตาลแดงปนเทาหรือสีดำ และมีรยางค์สีน้ำตาลขึ้นปกคลุม

• ดอกเต่าร้างแดง ดอกเป็นแบบแยกเพศอยู่ร่วมต้นกัน โดยจะออกดอกเป็นช่อเชิงลดไม่มีก้าน ช่อดอกยาวประมาณ 60-80 เซนติเมตร ก้านช่อดอกอวบ ห่อหุ้มไปด้วยกาบสีเขียวขนาดใหญ่ ออกเป็นช่อแยกแขนงที่ปลายยอด ต่อมาจะออกตามซอกใบ แล้วไล่ลงมาถึงโคนต้น ช่อดอกมีลักษณะย่อยห้อยลงมา ออกดอกเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 3 ดอก เรียงเวียนสลับกับแกนช่อดอกย่อย โดยดอกเพศผู้จะเป็นสีเขียวอ่อนไม่มีก้าน ดอกมีลักษณะตูมเป็นรูปทรงขอบขนาน เมื่อดอกบานจะเป็นสีเหลืองนวล กลีบดอกแข็งมี 3 กลีบ ลักษณะเป็นรูปขอบขนาน ปลายแหลมโค้ง ส่วนดอกเพศเมียจะเป็นสีเขียวอ่อน มีกลีบดอก 3 กลีบ ที่โคนกลีบเชื่อมติดกัน ดอกที่บานเต็มที่จะมีขนาดกว้างประมาณ 2 เซนติเมตร
ผลเต่าร้างแดง ผลเป็นสดแบบมีเนื้อเมล็ดเดียว สีเขียวแกมเหลือง ออกเป็นพวง ๆ ลักษณะเป็นรูปทรงกลมหรือกลมแป้น มีขนาดประมาณ 1-2 เซนติเมตร เนื้อผลชุ่มไปด้วยน้ำเลี้ยง ซึ่งเป็นพิษและทำให้ระคายเคือง ผลเมื่อสุกแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีส้มหรือสีแดงเข้มถึงสีม่วงคล้ำหรือดำ ภายในผลมีเมล็ด 1 เมล็ด

สรรพคุณของเต่าร้างแดง
• ชาวเขาเผ่าเย้าจะใช้รากเต่าร้างแดงนำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาบำรุงกำลัง ช่วยทำให้ร่างกายแข็งแรง (ราก)
• หัวอ่อน ๆ ใช้กินเป็นยาแก้ไข้จับสั่น บำรุงตับและปอด (หัว)
• หัวอ่อนมีสรรพคุณช่วยทำให้รู้สึกอบอุ่นมากขึ้น จึงนิยมนำไปรับประทานในช่วงที่เป็นไข้หนาว เพื่อช่วยเพิ่มความอบอุ่นและช่วยให้หายจากอาการดังกล่าวได้ไวขึ้น (หัว)
• หัวและรากเต่าร้างแดงมีรสหวานเย็นขม มีสรรพคุณเป็นยาแก้ตับทรุด ช่วยดับพิษที่ตับ ปอด และหัวใจพิการได้ดี (หัวและราก) (บางข้อมูลระบุด้วยว่า รากและหัวมีสรรพคุณเป็นยาแก้กาฬขึ้นปอด แก้หัวใจพิการ แก้ม้ามพิการ และอาการช้ำใน)
• หัวมีสรรพคุณเป็นยาบำรุงตับ แก้กาฬขึ้นที่ตับ แก้ช้ำใน และช่วยบำรุงหัวใจ (หัว)
• ผลแก่ใช้ตำพอกแผล ช่วยในการสมานแผล ทำให้แผลแห้งและตกสะเก็ดไวยิ่งขึ้น รวมทั้งช่วยป้องกันบาดทะยักอีกด้วยเช่นกัน หรือถ้าเป็นหิดก็ให้ใช้ผลที่ฝานแล้วมาทาแก้หิด กลาก เกลื้อน ส่วนอีกวิธีจะผลใช้ผสมกับน้ำมะพร้าว หั่นลูกทาแก้หิด (ผล)
ประโยชน์ของเต่าร้างแดง
• ยอดอ่อนใช้ปรุงเป็นอาหารรับประทาน จะนำมาต้ม ลวก แกง หรือผัดกะทิก็ได้ แล้วนำไปเป็นอาหารกินแกล้มกับแกงหรือน้ำพริก บ้างก็ใช้รับประทานสด ๆ อีกส่วนคือใช้แกนในของลำต้น (แกนในยอดอ่อนบริเวณโคนต้น) นำมาประกอบอาหาร เช่น ทำแกง (แต่ต้องทำให้สุกเสียก่อน) แกล้มรับประทานกับน้ำพริก และสุดท้ายคือผลสุกของเต่าร้างแดงก็สามารถนำมารับประทานได้เช่นกัน ให้มีรสชาติหวานอร่อย
• ใบใช้มุงหลังคาได้ ส่วนเส้นใบจากกาบใบใช้ทำเป็นเชือกสำหรับผูกของต่าง ๆ หรือนำไปทำเป็นเครื่องจักสานเพื่อเป็นสินค้าส่งเสริมรายได้ของชาวบ้าน
• ลำต้นใช้ทำไม้ปลายแหลมสำหรับเจาะหลุมปลูกข้าวไร่ เพราะมีความทนทาน สามารถใช้ได้นานปี
• บางข้อมูลระบุว่า ช่อดอกสามารถนำมาปาดเอาน้ำหวานผลิตเป็นน้ำตาลได้เช่นเดียวกับมะพร้าว
• ใช้ปลูกเป็นไม้ดอกไม้ประดับทั่วไป นิยมนำมาปลูกประดับในอาคาร ปลูกกลางแจ้งในสวนสาธารณะ ริมสระว่ายน้ำ หรือริมทะเล เนื่องจากมีรูปทรงสวยงาม แต่ไม่ควรนำไปปลูกใกล้ทางเดิน บริเวณที่พักผ่อน หรือสนามเด็กเล่น เพราะผลมีพิษ
ข้อควรระวัง : ขนตามผล น้ำเลี้ยงตามผิวใบของลำต้น และยางของพืชชนิดนี้โดยเฉพาะยางจากผล เมื่อถูกผิวหนังจะทำให้เกิดอาการคัน หรือหากเข้าตาก็อาจทำให้ตาบอดได้ ส่วนขนที่ต้นเมื่อสัมผัสจะทำให้มีอาการคันเล็กน้อย
ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com

 …

สมุนไพรปอเต่าไห้

No Comments
สมุนไพรปอเต่าไห้

สมุนไพรปอเต่าไห้

สมุนไพรปอเต่าไห้

สมุนไพรปอเต่าไห้  มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ปอตับเต่า (เลย), เต่าไห้ พญาไม้ผุ (ราชบุรี), พันไฉน พันไสน (กรุงเทพมหานคร), ปอตับเต่า (ภาคเหนือ) เป็นต้น

ปอเต่าไห้ ชื่อวิทยาศาสตร์ Enkleia malaccensis Griff. (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Enkleia malayana Griff., Enkleia siamensis (Kurz) Nevling, Linostoma scandens var. cambodiana Lecomte, Linostoma siamensis Kurz) จัดอยู่ในวงศ์กฤษณา (THYMELAEACEAE)
ลักษณะของปอเต่าไห้
ต้นปอเต่าไห้ จัดเป็นพรรณไม้พุ่มรอเลื้อยตั้งตรง หรือเป็นไม้เถาเนื้อแข็ง มีความสูงได้ประมาณ 2-5 เมตร เปลือกต้นเรียบเป็นสีน้ำตาลเข้ม เหนียว มีมือเกาะออกตรงข้าม ตามกิ่งอ่อนและยอดอ่อนมีขนสีน้ำตาลแดงขึ้นประปราย มีเขตการกระจายพันธุ์จากอินเดียจนถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในประเทศไทยพบขึ้นแทบทุกภาค ยกเว้นทางภาคใต้ ขึ้นทั่วไปตามชายป่า บริเวณที่ค่อนข้างชื้น ตามป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง โดยมักพบขึ้นปะปนอยู่กับต้นไม้พวกยางชนิดต่าง ๆ ที่ความสูงตั้งแต่ใกล้ระดับน้ำทะเลจนถึงที่ความสูงประมาณ 500 เมตร

ใบปอเต่าไห้ ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงตรงข้าม พบบ้างที่ออกเรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปไข่หรือรูปรี พบบ้างที่มีลักษณะกลม ปลายใบแหลมหรือมน มักมีติ่งหนามเล็ก ๆ โคนใบเป็นรูปลิ่มหรือมน ส่วนขอบใบเรียบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 3-6 เซนติเมตร และยาวประมาณ 5-10 เซนติเมตร แผ่นใบหนาคล้ายแผ่นหนัง ผิวใบด้านบนเกลี้ยงเป็นสีเขียว มีขนสีเทาสั้นนุ่มขึ้นประปรายถึงหนาแน่นตามร่องเส้นกลางใบ ด้านล่างเป็นสีเทา มีขนสั่นนุ่มขึ้นประปรายถึงแน่น โดยเฉพาะตรงเส้นกลางใบและเส้นแขนงใบ เส้นแขนงใบมีข้างละ 15-25 เส้น เห็นได้ชัดเจนทั้งสองด้าน ก้านใบเกลี้ยงหรือมีขนสั้นนุ่ม ยาวได้ประมาณ 0.6-0.8 เซนติเมตร เป็นร่องทางด้านบน
ใบปอเต่าไห้

ดอกปอเต่าไห้ ออกดอกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง ช่อดอกเป็นแบบช่อซี่ร่ม มีจำนวนดอกประมาณ 3-15 ดอก ดอกเป็นสีเขียวหรือสีเหลือง ก้านช่อดอกยาวประมาณ 2-5 เซนติเมตร ใบประดับเป็นเยื่อบางสีครีมแกมสีเขียวอ่อน ลักษณะเป็นรูปรี ปลายและโคนมน มีขนาดกว้างประมาณ 1-1.5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 2-5 เซนติเมตร มีขนทั้งสองด้านติดทน ส่วนใบประดับย่อยมีขนาดเล็ก ลักษณะเป็นรูปแถบ ติดทน กลีบเลี้ยงที่โคนเชื่อมติดกันเป็นหลอด ยาวประมาณ 7-8 มิลลิเมตร ปลายแยกออกเป็น 5 แฉก ขนาดกว้างประมาณ 1.5-2 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 3-4 มิลลิเมตร มีขนทั้งสองด้าน สำหรับกลีบดอกนั้นจะมี 5 กลีบ ลักษณะเป็นรูปลิ้น มีความยาวประมาณ 2.5 มิลลิเมตร อวบน้ำ ที่ปลายเป็นแฉกลึก 2 แฉก ลักษณะเป็นรูปขอบขนาน ดอกมีเกสรเพศผู้ 10 อัน เรียงเป็น 2 วง ก้านชูอับเรณูเกลี้ยง ยาวได้ประมาณ 0.5-1.5 มิลลิเมตร อับเรณูยาวประมาณ 1 มิลลิเมตร รังไข่เป็นรูปรี อยู่เหนือวงกลีบ ยาวประมาณ 1-2 มิลลิเมตร มีขนคล้ายเส้นไหมหนาแน่น มี 1 ช่อง มีออวุล 1 เมล็ด ก้านเกสรเพศเมียสั้น ยาวได้ประมาณ 1.5-2 มิลลิเมตร ยอดเกสรเพศเมียเป็นตุ่ม

ผลปอเต่าไห้ เป็นผลสด ลักษณะของผลเป็นรูปไข่ ปลายแหลม ผิวเกลี้ยงหรือมีขนละเอียด ผนังชั้นในแข็ง ผลเป็นสีเขียว มีขนาดกว้างประมาณ 0.6-0.8 เซนติเมตร และยาวประมาณ 1-1.5 เซนติเมตร มีก้านผลยาว มักพบร่องรอยของกลีบเลี้ยงที่โคนผล มีใบประดับสีน้ำตาลอ่อน 2 ใบ ขนาดประมาณ 2-4 เซนติเมตร ภายในมีเมล็ดลักษณะเป็นรูปไข่ ขนาดกว้างประมาณ 0.4-0.5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 0.6-0.8 เซนติเมตร จะออกดอกและติดผลในช่วงประมาณเดือนมกราคมถึงเดือนเมษายน

สรรพคุณของปอเต่าไห้
ตำรายาไทยจะใช้แก่นปอเต่าไห้ เป็นยาแก้หืด, แก้ไอ, ขับเสมหะ, ขับลม, แก้ประดง (อาการของโรคผิวหนัง เป็นเม็ดขึ้นคล้ายผด มีอาการคันมาก และมักมีไข้ร่วมด้วย), แก้ผื่นคันตามผิวหนัง, แก้โรคเรื้อน, คุดทะราด (แก่น)
ใบนำมาต้มเป็นยารักษาโรคตา (ใบ)
ผลใช้เป็นยาถ่าย (ผล)
รากมีสรรพคุณเป็นยาระบาย ยาพื้นบ้านจะใช้รากประมาณ 2 ข้อนิ้วมือ นำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาระบาย (ราก)
ข้อมูลทางเภสัชวิทยาของปอเต่าไห้
รากปอเต่าไห้ พบสาร linobiflavonoid, chamaejasmin, 7-O-β-d-glucopyranosyl chamaejasmin, ormocarpin , ( – )-wikstromol, matairesinol, (+)-lariciresinol, carthamidin สารกลุ่มคูมาริน ได้แก่ clausarin, daphnoretin, nordentatin, umbelliferone
สาร daphnoretin จากรากปอเต่าไห้ มีฤทธิ์กดการแสดงออกของยีนไวรัสตับอักเสบบีในเซลล์ตับของมนุษย์และในหลอดทดลองได้
ประโยชน์ของปอเต่าไห้
เส้นใยที่ได้จากเปลือกสามารถนำมาใช้ทำเป็นเชือกได้ มีความเหนียวทนทาน รวมถึงใช้ทำเครื่องจักสานและเครื่องใช้สอยต่าง ๆ

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com

ต้นผักหนาม

No Comments
ต้นผักหนาม

ต้นผักหนาม

ต้นผักหนาม

ต้นผักหนาม    ชื่อวิทยาศาสตร์ Lasia spinosa (L.) Thwaites จัดอยู่ในวงศ์บอน (ARACEAE)

สมุนไพรผักหนาม มีชื่อเรียกอื่นว่า กะลี (มลายู, นราธิวาส), บอนหนาม (ไทลื้อ, ขมุ), ผะตู่โปล่ เฮาะตู่คุ (กะเหรี่ยงเชียงใหม่), ด่อแกงเล่อ (ปะหล่อง), บ่อนยิ้ม (เมี่ยน), บ่ะหนาม (ลั้วะ), หลั่นฉื่อโก จุยหลักเท้า (จีนแต้จิ๋ว) เป็นต้น

ลักษณะของผักหนาม
จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุก มีอายุหลายปี ลำต้นมีลักษณะเป็นเหง้าแข็งอยู่ใต้ดินทอดเลื้อย ทอดขนานกับพื้นดิน ตั้งตรงและโค้งลงเล็กน้อย ชูยอดขึ้น ลำต้นมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 4-5 เซนติเมตร และยาวได้ประมาณ 75 เซนติเมตร ตามลำต้นมีหนามแหลม ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด มีเขตการกระจายพันธุ์ในอินเดีย ทางตอนใต้ของประเทศจีน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถึงอินโดนีเซีย ในประเทศพบได้ตามแหล่งธรรมชาติทั่วทุกภาค ชอบดินร่วน ความชื้นมาก และแสงแดดแบบเต็มวัน มักขึ้นในที่ชื้นแฉะมีน้ำขัง เช่น ตามริมน้ำ ริมคู คลอง หนอง บึง ตามร่องน้ำในสวน หรือบริเวณดินโคลนที่มีน้ำขัง

ใบผักหนาม ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปหัวลูกศรหรือรูปโล่ ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบและหยักเว้าลึกเป็น 9 พู รอยเว้ามักลึกเกือบถึงเส้นกลางใบ ใบมีขนาดกว้างมากกว่า 25 เซนติเมตร และยาวประมาณ 30-40 เซนติเมตร มีหนามแหลมตามเส้นใบด้านล่างและตามก้านใบ ใบอ่อนม้วนเป็นแท่งกลม ก้านใบมีลักษณะเป็นรูปทรงกระบอกยาวและแข็ง โดยมีความยาวประมาณ 40-120 เซนติเมตร

ดอกผักหนาม ออกดอกเป็นช่อเชิงลด ลักษณะเป็นรูปทรงกระบอก เป็นแท่งยาวขนานเท่ากับใบ ประมาณ 4 เซนติเมตร แทงออกมาจากกาบใบ ก้านช่อดอกมีหนามและยาวได้ถึง 75 เซนติเมตร มีดอกย่อยอัดกันแน่นเป็นดอกแบบสมบูรณ์เพศ ใบประดับเป็นกาบสีน้ำตาลแกมเขียวถึงสีม่วง กาบหุ้มม้วนบิดเป็นเกลียวตามความยาวของกาบ มีความยาวได้ถึง 55 เซนติเมตร ดอกเป็นช่อดอกแบบแท่ง Spadix ช่อดอกเป็นสีน้ำตาล ดอกเพศผู้จะมีจำนวนมากและอยู่ตอนบน ส่วนดอกเพศเมียจะมีจำนวนน้อยกว่าและอยู่ตอนล่าง จะออกดอกในช่วงประมาณเดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายน
ผลผักหนาม ผลมีลักษณะเรียงชิดกันแน่นเป็นแท่งรูปทรงกระบอก เป็นผลสด หนา และเหนียว ผลอ่อนเป็นสีเขียวมีเนื้อนุ่ม เมื่อแก่แล้วจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองแกมแดง จะเป็นผลในช่วงประมาณเดือนมิถุนายนถึงเดือนสิงหาคม

สรรพคุณของผักหนาม
ตำรายาไทยจะใช้ทั้งต้นเป็นยาแก้ปัสสาวะพิการ ส่วนในอินเดียจะใช้ทั้งต้นเป็นยาแก้ปวดท้อง ปวดตามข้อและโรคผิดปกติเกี่ยวกับลำไส้ ใช้น้ำคั้นจากต้นเป็นยาแก้ริดสีดวงทวาร และใช้ลำต้นและผลเป็นยาแก้อาการผิดปกติเกี่ยวกับคอ
ชาวไทใหญ่จะใช้ทั้งต้นรวมกับไม้เปาและไม้จะลาย นำไปต้มอาบและดื่มเป็นยาบำรุงกำลัง แก้อาการปวดเมื่อย
ลำต้นผักหนาม มีรสเผ็ดชา ใช้เป็นยาแก้ไอ แก้กระหายน้ำ ขับเสมหะ ขับปัสสาวะ แก้ปัสสาวะเหลืองหรือแดง ผิวหนังเน่าเปื่อยเป็นหนอง ใช้ต้มเอาน้ำอาบแก้อาการคันเนื่องจากพิษหัด เหือด ไข้ออกผื่น สุกใส ดำแดง ทำให้ผื่นหายเร็ว และใช้เป็นยาถอนพิษบ้างใช้ลำต้นแห้งทำเป็นยารักษาโรคผิวหนัง

ตำรับยาแก้ผิวหนังเน่าเปื่อยเรื้อรัง เท้าเน่าเปื่อย หรือศีรษะเน่าเปื่อยเป็นแผลเรื้อรัง ให้ใช้ลำต้นผักหนามนำต้มเอาน้ำชะล้างหรือบดให้เป็นผงแล้วนำมาทาบริเวณที่เป็น
เหง้าใช้เป็นยาขับเสมหะ แก้ไอ ใช้ต้มกับน้ำอาบแก้คันเนื่องจากพิษหัด เหือด สุกใส ดำแดง และโรคผิวหนัง บ้างใช้เหง้าฝนกับน้ำกินเป็นยาถ่ายพยาธิ (เหง้า)
รากใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้เจ็บคอ ส่วนอีกข้อมูลระบุให้ใช้รากต้มกับน้ำให้เด็กแรกเกิดอาบ แก้อาการเจ็บคอ

รากและใบมีสรรพคุณเป็นยาขับเสมหะ
ใบผักหนามใช้เป็นยาแก้ปวดท้อง แก้ไอ ส่วนในศรีลังกาจะใช้ใบเป็นยาแก้ปวดท้องและอาการปวดอื่น ๆ ใช้ก้านใบบดให้เละแล้วนำไปให้โคกระบือกินครั้งละน้อย ๆ เป็นยาแก้อาการผิดปกติเกี่ยวกับคอ[9]
ขนาดและวิธีใช้ : การเก็บยาให้เก็บลำต้นในช่วงฤดูร้อนและล้างให้สะอาด แล้วนำไปตากแห้งหรือหั่นเป็นแผ่นตากแห้งเก็บไว้ใช้ (ลักษณะยาที่ดีจะรสเผ็ดชา ต้นที่เก็บจะต้องมีลักษณะเป็นแท่งทรงกระบอก เปลือกสีน้ำตาลเทา มีข้อเป็นปุ่ม ขรุขระมีหนามแข็ง แต่ละข้อห่างกันประมาณ 6-7 เซนติเมตร มีรากฝอยขดม้วนเข้าไปที่โคนก้านใบ เนื้อในเป็นสีเทาหรือสีชมพู มีแป้งมาก และมีจุดสีน้ำตาลเล็ก ๆ อยู่ทั่วไป) โดยให้ใช้ลำต้นแห้งประมาณ 10-15 ต้มกับน้ำกิน ส่วนการใช้ภายนอกให้นำไปต้มเอาน้ำชะล้างหรือบดเป็นผงทาบริเวณที่เป็น

ประโยชน์ของผักหนาม
ยอดอ่อน ใบอ่อน และดอกอ่อนผักหนามมีรสจืด (ถ้านำไปดองจะมีรสเปรี้ยว) สามารถนำมารับประทานเป็นผักได้ โดยนำมาลวกหรือต้มกับกะทิ หรือใช้ทำผักดองแกล้มแกงไตปลาและขนมจีน รับประทานร่วมกับน้ำพริก หรือนำไปผัด ปรุงเป็นแกง อย่างแกงส้ม แกงไตปลา เป็นต้น โดยคุณค่าทางโภชนาการของผักหนามใน 100 กรัม จะประกอบไปด้วย พลังงาน 18 แคลอรี, โปรตีน 2.1 กรัม, ไขมัน 0.2 กรัม, คาร์โบไฮเดรต 2.0 กรัม, ใยอาหาร 0.8 กรัม, เถ้า 0.8 กรัม, วิตามินเอ 6,383 หน่วยสากล, วิตามินบี 1 0.92 มิลลิกรัม, วิตามินบี 2 0.04 มิลลิกรัม, วิตามินบี 3 0.91 มิลลิกรัม, วิตามินซี 23 มิลลิกรัม, แคลเซียม 14 มิลลิกรัม, ธาตุเหล็ก 0.9 มิลลิกรัม และฟอสฟอรัส 11 มิลลิกรัม
ก้านใบอ่อนใช้ต้มกินกับน้ำพริก
ในอินเดียจะใช้ผลผักหนามปรุงเป็นอาหาร
ลำต้นนำมาสับเป็นชิ้นเล็ก ๆ ใช้ผสมในข้าวสาร แล้วนำไปหุง จะช่วยเพิ่มปริมาณ

ก้านและใบใช้เป็นอาหารสำหรับเลี้ยงโคกระบือ (นำมาตำกับเกลือให้โคกระบือกิน) ทำให้อ้วนท้วนสมบูรณ์ เพราะผักหนามมีฮอร์โมนบางชนิดและสารบางตัวที่มีฤทธิ์ในการต้านเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งจะช่วยในการส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกันโรคได้อีกทางหนึ่ง
นักวิจัยจากคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ได้มีการทดลองนำผักหนาม โดยใช้ส่วนของก้านแก่และใบแก่ (ปริมาณร้อยละ 0.5) มาบดผสมลงไปในอาหารเลี้ยงไก่ เมื่อเปรียบเทียบผลกับการใช้อาหารสัตว์ที่มีการผสมยาปฏิชีวนะ ผลการทดลองพบว่า ไก่มีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น โดยที่ปริมาณอาหารที่กิน อัตราการเพิ่มน้ำหนัก และอื่น ๆ ไม่แตกต่างกับการใช้ยาปฏิชีวนะ ยกเว้นต้นทุนด้านค่าอาหาร (เมื่อคิดต่อการเพิ่มน้ำหนักตัวไก่แล้ว

การใช้ผักหนามมีต้นทุนต่ำกว่าการใช้ยาปฏิชีวนะ) แต่เมื่อเพิ่มปริมาณเป็นร้อยละ 1.5 โดยใช้ลำต้นและรากผักหนามแทน จะเห็นได้ชัดว่า ผักหนามให้ผลดีกว่ายาปฏิชีวนะ เพราะน้ำหนักตัวของไก่เพิ่มขึ้นมากกว่าไก่ที่เลี้ยงด้วยอาหารที่ผสมยาปฏิชีวนะเกือบ 20% และมีการกินอาหารได้มากกว่า แต่ต้นทุนค่าอาหารก็ยังต่ำกว่าการใช้ยาปฏิชีวนะ ซึ่งเหมาะกับอุตสาหกรรมการเลี้ยงไก่เป็นอย่างมาก
ยอดอ่อนผักหนาม

ข้อควรระวัง : ใบ ก้านใบ และต้นผักหนามมีสารไซยาโนเจนิกไกลโคไซด์ (Cyanogenic. Glycosides) ซึ่งสามารถเปลี่ยนเป็นไซยาไนด์ (สารพิษชนิดหนึ่ง) ได้ โดยเป็นสารพิษที่ออกฤทธิ์ต่อระบบการไหลเวียนของเลือด เมื่อได้รับพิษหรือรับประทานเข้าไปดิบ ๆ จะทำให้อาเจียน กล้ามเนื้อทำงานไม่ประสานกัน กล้ามเนื้ออ่อนแรง กล้ามเนื้อกระตุก หายใจลำบาก มึนงง ไม่รู้ตัว ชักก่อนจะหมดสติ มีอาการขาดออกซิเจน ตัวเขียว ถ้าได้รับมากจะทำให้โคม่าภายใน 10-15 นาที และเสียชีวิตได้ เมื่อได้รับพิษจะต้องทำให้อาเจียนออกมา แล้วรีบนำส่งโรงพยาบาลเพื่อทำการล้างท้อง ดังนั้นก่อนนำมารับประทานจะต้องนำไปทำให้สุกหรือดองเปรี้ยวเพื่อกำจัดพิษไซยาไนด์เสียก่อน

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com

สมุนไพรพลองแก้มอ้น

No Comments

 

สมุนไพรพลองแก้มอ้น  ชื่อวิทยาศาสตร์ Rhodamnia dumetorum (DC.) Merr. & L.M.Perry (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Eugenia dumetorum DC., Myrtus dumetorum Poir., Myrtus trinervia Lour., Nelitris trinervia (Lour.) Spreng., Opanea trinervia (Lour.) Raf., Rhodamnia siamensis Craib) จัดอยู่ในวงศ์ชมพู่ (MYRTACEAE)

สมุนไพรพลองแก้มอ้น มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ก้นถ้วย (นครราชสีมา), พลวดหม้อ (ชลบุรี), พลองแก้มอ้น พลองขี้ไต่ พลองขี้อ้น (ประจวบคีรีขันธ์), พลองเสม็ด (ชุมพร) เป็นต้น

สมุนไพรพลองแก้มอ้น

ลักษณะของพลองแก้มอ้น
ต้นพลองแก้มอ้น จัดเป็นพรรณไม้พุ่มหรือไม้ยืนต้นขนาดเล็ก ลำต้นตั้งตรง มีความสูงได้ประมาณ 1-1.5 เมตร กิ่งก้านเป็นรูปทรงกระบอก มีขนสั้นสีเทา ส่วนกิ่งแก่เปลือกต้นเป็นสีน้ำตาล ผิวเรียบ พบขึ้นตามป่าเต็งรัง ป่าทุ่งหญ้า ป่าที่ลุ่มต่ำ และในป่าพรุทางภาคตะวันออกเฉียงใต้และทางภาคใต้ ตั้งแต่ระดับน้ำทะเลจนถึง 600 เมตร

ใบพลองแก้มอ้น ใบเป็นใบเดี่ยว ออกตรงข้าม ลักษณะของใบเป็นรูปไข่ รูปรีแคบ หรือรูปหอก ปลายใบเรียวแหลม โคนใบมน ส่วนขอบใบเรียบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 3-5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 4-7 เซนติเมตร เนื้อใบเหนียวคล้ายแผ่นหนัง ผิวใบด้านบนมักเรียบเกลี้ยงเป็นมัน ส่วนด้านล่างมีขนนุ่มสีเทาหรืออาจเกลี้ยง มีเส้นใบออกจากฐาน 3 เส้น มองเห็นได้ชัดเจนทั้งสองด้านของใบ ก้านใบมีขน ยาวได้ประมาณ 0.5-1 เซนติเมตร

ดอกพลองแก้มอ้น ออกดอกเป็นช่อตามซอกใบหรือเกือบปลายยอด ตาดอกเป็นรูปลูกแพร์ขนาดประมาณ 7 x 3.5 มิลลิเมตร ก้านช่อยาวประมาณ 1 เซนติเมตร อาจมีดอกประมาณ 1-3 ดอก หรือเป็นกระจุก หรือเป็นกระจุกซ้อน ดอกมีขนาดเล็ก กลีบดอกมีลักษณะเป็นรูปไข่กลับ ขนาดประมาณ 6 มิลลิเมตร มี 5 กลีบ ด้านนอกมีขนสีขาว ส่วนกลีบเลี้ยงดอกมี 5 กลีบ ดอกมีเกสรเพศผู้จำนวนมาก ขนาดประมาณ 4-5 มิลลิเมตร วงกลีบเลี้ยงเป็นรูปไข่ ขนาดประมาณ 1.5-2 มิลลิเมตร มีขนนุ่ม ฐานดอกเป็นรูปถ้วย ขนาดประมาณ 4 มิลลิเมตร มีขนนุ่มสีขาว มีรังไข่อยู่ใต้วงกลีบ จะออกดอกในช่วงประมาณเดือนมิถุนายนถึงเดือนกรกฎาคม

ผลพลองแก้มอ้น ผลเป็นผลสด ลักษณะของผลเป็นรูปทรงเกือบกลม มีขนาดกว้างประมาณ 6 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 8 มิลลิเมตร มีขนนุ่ม มีกลีบเลี้ยงติดคงทน ผลเป็นสีเขียวแดง เมื่อสุกแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีม่วงดำ ภายในผลมีเมล็ดหลายเมล็ด เมล็ดมีลักษณะเป็นรูปเหลี่ยม ขนาดประมาณ 4 มิลลิเมตร
สรรพคุณของพลองแก้มอ้น
ตำรายาไทยจะใช้เปลือกต้นและใบพลองแก้มอ้น เป็นยาฝาดสมานรักษาบาดแผล (เปลือกต้นและใบ)
รากพลองแก้มอ้นใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้ไข้ (ราก)
ผลพลองแก้มอ้น ใช้ปรุงเป็นยาต้มแก้แผลเปื่อย รักษาโรคเหงือก (ผล)
ประโยชน์ของพลองแก้มอ้น
ผลสุกใช้รับประทานได้

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com

สมุนไพรพิษนาศน์

No Comments
สมุนไพรพิษนาศน์

สมุนไพรพิษนาศน์

สมุนไพรพิษนาศน์

สมุนไพรพิษนาศน์

พิษนาศน์ ชื่อวิทยาศาสตร์ Sophora exigua Craib จัดอยู่ในวงศ์ถั่ว (FABACEAE หรือ LEGUMINOSAE) และอยู่ในวงศ์ย่อยถั่ว FABOIDEAE (PAPILIONOIDEAE หรือ PAPILIONACEAE)

สมุนไพรพิษนาศน์ มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ถั่วดินโคก (เลย), แผ่นดินเย็น (อุบลราชธานี), นมราชสีห์ พิษนาท (ฉะเชิงเทรา), นมฤาษี เป็นต้น

ลักษณะของพิษนาศน์
ต้นพิษนาศน์ จัดเป็นพรรณไม้พุ่มขนาดเล็ก ลำต้นสั้นมาก มีความสูงได้เพียง 15-30 เซนติเมตร
ใบพิษนาศน์ ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก ออกเรียงสลับ แนบไปกับพื้นดินเป็นแนวรัศมี ใบย่อยมี 9-13 ใบ ลักษณะของใบเป็นรูปวงรี รูปไข่ หรือรูปขอบขนานแกมรูปวงรี ปลายใบเป็นรูปไข่กลับ ใบย่อยมีขนาดกว้างประมาณ 1.5-3 เซนติเมตร และยาวประมาณ 2-5 เซนติเมตร ผิวใบมีขนละเอียดสีขาวขึ้นปกคลุม

ดอกพิษนาศน์ ออกดอกเป็นช่อกระจะ โดยจะออกที่ปลายยอด ดอกย่อยมีจำนวนมาก กลีบดอกเป็นสีม่วงเข้ม มีลักษณะเป็นรูปดอกถั่ว ก้านช่อดอกยาว

ผลพิษนาศน์ ผลมีลักษณะเป็นฝักรูปขอบขนาน มีขนละเอียดสีขาว ภายในมีเมล็ด 1 เมล็ด
สรรพคุณของพิษนาศน์
ยาสมุนไพรพื้นบ้านของจังหวัดอุบลราชธานี จะใช้รากพิษนาศน์ นำมาฝนกับน้ำดื่มเป็นยาช่วยลดไข้ในเด็ก ใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาบำรุงน้ำนมของสตรี (กินมากไม่ดี) ใช้ฝนทาแก้พิษงู (ต้องว่าคาถาด้วย) และใช้ลำต้น ราก เหง้า และใบนำมาฝนทาเป็นยาแก้ฝี
ยาพื้นบ้านอีสานจะใช้รากพิษนาศน์ ฝนกับน้ำทาแก้ฝี
บางข้อมูลระบุว่า สมุนไพรชนิดนี้ชาวบ้านจะใช้ส่วนของรากนำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาขับพิษภายใน ขับน้ำค้างขังตามที่ต่าง ๆ แก้คางทูม แก้ฟกบวมตามข้อ ตามกล้ามเนื้อ และใช้ส่วนของต้นเป็นยาแก้ไข้เซื่องซึม ช่วยดับพิษกาฬที่ทำให้หมดสติ พูดไม่ออก (ยังไม่ยืนยัน)

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com