หมวดหมู่: สมุนไพร

สูตรน้ำมะตูม หอมหวานชุ่มคอ เครื่องดื่มจากสมุนไพรไทย

No Comments
สูตรน้ำมะตูม

สูตรน้ำมะตูม หอมหวานชุ่มคอ

สูตรน้ำมะตูม รับน้ำมะตูมไว้ดื่มให้สดชื่นกันสักหน่อยไหมคะ ? เครื่องดื่มสมุนไพรกลิ่นหอมมีเอกลักษณ์ แถมประโยชน์ยังแน่นเต็ม ๆ แก้ว ทำง่ายมากนะคะ รู้หรือเปล่า ?

น้ำสมุนไพรไทยหอม ๆ หวาน ๆ อย่างน้ำมะตูมที่ครั้งไหนได้ดื่มเป็นต้องชุ่มคอทุกครั้งไป เดินทางไปไหนมาไหนเหนื่อย ๆ ถ้าได้น้ำมะตูมสักแก้วก็จะหายเหนื่อยได้เป็นปลิดทิ้ง แก้กระหายน้ำได้ดี แถมยังช่วยขับลมจุกเสียดในท้อง รักษาโรคกระเพาะ และโรคลำไส้ได้อีกด้วยเพราะมีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อน ๆ วันนี้เราจึงนำสูตรการทำน้ำมะตูมมาฝากให้ลองทำดื่มแก้กระหายกันดูค่ะ

ส่วนผสม น้ำมะตูม

• มะตูมแห้ง 5 ชิ้น
• น้ำ 1 ลิตร
• น้ำตาลทรายแดง 50 กรัม

วิธีทำน้ำมะตูม

1. นำมะตูมแห้งไปย่างไฟหรือคั่วในกระทะจนมีกลิ่นหอม เตรียมไว้
2. ใส่น้ำลงในหม้อตามด้วยมะตูมที่ย่างไฟแล้วลงไปต้มด้วยไฟกลางจนน้ำเดือดและเริ่มเปลี่ยนสี ประมาณ 10-15 นาที
3. ใส่น้ำตาลทรายแดงลงไปคนผสมจนละลายหมด เคี่ยวไปเรื่อย ๆ จนน้ำเปลี่ยนเป็นสีเข้ม ยกลงจากเตา กรองเอากากออก พักทิ้งไว้จนเย็น
4. เทใส่แก้วที่มีน้ำแข็ง พร้อมดื่ม

ประโยชน์จากสมุนไพรไทยอย่างมะตูมมีมากมายเหลือเกิน หาซื้อก็ง่ายตามตลาด หรือร้านขายสมุนไพรทั่วไป แถมยังทำง่ายอีกด้วย อย่าลืมลองทำดื่มเพื่อสุขภาพที่ดีกันนะคะ

บาคาร่า

สรรพคุณแปะก๊วย สมุนไพรสรรพคุณทรงคุณค่า บำรุงร่างกายได้ยอดเยี่ยม

No Comments
สรรพคุณแปะก๊วย

สรรพคุณแปะก๊วย สมุนไพรสรรพคุณทรงคุณค่า

สรรพคุณแปะก๊วย หรือที่มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Ginkgo biloba เป็นสมุนไพรที่มีมาตั้งแต่โบราณ ว่ากันว่าเป็นพืชโบราณที่มีความเป็นมาตั้งแต่ 270 ล้านปีก่อน โดยเจ้าสมุนไพรชนิดนี้มีต้นกำเนิดอยู่ในประเทศจีน และถูกนำมาใช้ในแพทย์แผนจีนติดต่อกันมายาวนานกว่า 5,000 ปี ในอดีต แพทย์แผนจีนจะนิยมนำแปะก๊วยมาใช้ในการบำบัดอาการไอ หืด และภาวะภูมิแพ้ ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วส่วนที่นิยมนำมาสกัดหรือใช้ในการรักษาโรคมากที่สุดคือส่วนของใบ แต่คนก็นิยมนำเมล็ดของแปะก๊วยมาเป็นส่วนประกอบในอาหารต่าง ๆ มากมาย เช่น ขนมหวาน หรือบะจ่าง โดยเมล็ดแปะก๊วย 100 กรัมมีคุณค่าทางโภชนาการดังนี้

– พลังงาน 182 กิโลแคลอรี
– โฟเลต 54 ไมโครกรัม
– ไนอะซิน 6 มิลลิกรัม
– กรดแพนโทเทนิก 0.16 มิลลิกรัม
– ริโบฟลาวิน 0.16 มิลลิกรัม
– ไทอามีน 0.22 มิลลิกรัม
– วิตามินเอ 558 ยูนิต
– วิตามินซี 15 มิลลิกรัม
– โพแทสเซียม 510 มิลลิกรัม
– ทองแดง 0.274 มิลลิกรัม
– ธาตุเหล็ก 1 มิลลิกรัม
– แมกนีเซียม 27 มิลลิกรัม
– แมงกานีส 0.113 มิลลิกรัม
– ฟอสฟอรัส 124 มิลลิกรัม
– สังกะสี 0.34 มิลลิกรัม

แปะก๊วย สรรพคุณล้ำเลิศ ประโยชน์ดี ๆ ทั้งในเมล็ดและใบ

ด้วยสรรพคุณและประโยชน์อันมากมายที่มีอยู่ในตัวของเมล็ดแปะก๊วย และใบแปะก๊วย จึงไม่น่าแปลกใจที่เราจะเห็นแปะก๊วยถูกแปลงร่างมาเป็นทั้งของกินและอาหารเสริมเพื่อสุขภาพ แต่ว่าสรรพคุณของแปะก๊วยที่โดดเด่นมีอะไรบ้าง ลองไปดูกันเลยค่ะ

ลดระดับคอเลสเตอรอล

เมล็ดแปะก๊วยมีสรรพคุณในการช่วยลดระดับคอเลสเตอรล โดยการศึกษาในปี 2008 จาก Food Research International พบว่าไขมันที่สามารถละลายน้ำได้ที่อยู่ในเมล็ดแปะก๊วย มีส่วนสำคัญในการลดระดับคอเลสเตอรอลในตับ นอกจากนี้ยังสามารถช่วยในการป้องกันโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดหัวใจได้อีกด้วย

ป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง

เมล็ดแปะก๊วยเป็นแหล่งสะสมของสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีต่อร่างกาย ป้องกันการถูกทำลายของเซลล์ในร่างกายจากสารอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคมะเร็งเกือบทุกชนิด ถึงแม้ว่าจะนำเมล็ดแปะก๊วยไปปรุงจนสุกแล้วก็ยังคงมีสารต้านอนุมูลอิสระเหลืออยู่ถึง 60% ซึ่งถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับอาหารชนิดอื่น ๆ ค่ะ

มีวิตามินและแร่ธาตุสูง

เราสามารถพบวิตามินบีชนิดต่าง ๆ อย่างเช่น ริโบฟลาวิน ไนอะซิน ไทอามีน กรดแพนโทเทนิก โฟเลตและวิตามินบี 6 ซึ่งเป็นวิตามินบีที่ดีต่อร่างกายได้ในเมล็ดแปะก๊วย นอกจากนี้ยังมีแร่ธาตุดี ๆ อย่าง แมงกานีส โพแทสเซียม แคลเซียม ธาตุเหล็ก แมกนีเซียม สังกะสี และเซเรเนียมสะสมอยู่ในเมล็ดแปะก๊วยอีกไม่น้อยเลย โดยเฉพาะทองแดงที่เป็นแร่ธาตุอันมีความสำคัญต่อสารสื่อประสาท และระบบเผาผลาญ รวมทั้งเป็นส่วนประกอบในเม็ดเลือดแดง

แคลอรีต่ำ

เมื่อเทียบกับวอลนัทและอัลมอนด์แล้ว เมล็ดแปะก๊วยถือเป็นอาหารที่มีแคลอรีไม่สูงมากนั้น เพราะเมล็ดแปะก๊วย 100 กรัม มีปริมาณแคลอรีอยู่ที่ 182 กิโลแคลอรี ทำให้สามารถรับประทานได้โดยไม่ต้องกลัวอ้วน แต่ถึงอย่างนั้นก็ตามการรับประทานมากไปอาจจะส่งผลไม่พึงประสงค์ได้

รักษาโรคซึมเศร้า

มีการศึกษาพบว่าผู้ที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าจะมีสภาวะอารมณ์ที่ดีขึ้นเมื่อรับประทานอาหารเสริมที่มีสารสกัดจากใบแปะก๊วย โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ ซึ่งก็มีจิตแพทย์จำนวนไม่น้อยที่แนะนำให้ผู้ป่วยโรคซึมเศร้ารับประทานสารสกัดจากใบแปะก๊วยร่วมกับการรับประทานยาเพื่อรักษาอาการ แต่สารสกัดนี้ยังไม่มีการยืนยันว่าหากใช้กับผู้ป่วยที่มีอายุน้อยกว่า 50 ปี จะให้ผลดีเทียบเท่ากับผู้ป่วยในวัยสูงอายุหรือไม่

อาจช่วยรักษาโรคอัลไซเมอร์และภาวะสมองเสื่อม

มีการวิจัยหลายชิ้นพบว่า สารสกัดจากใบแปะก๊วยอาจช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือดในร่างกายดีขึ้น โดยเฉพาะระบบไหลเวียนเลือดในสมอง ซึ่งส่งผลดีต่อการช่วยปกป้องการสูญเสียความทรงจำ รวมทั้งบำรุงความจำ สร้างเสริมกระบวนการการคิด และช่วยบรรเทาอาการของโรคอัลไซเมอร์ได้ แต่ก็ยังมีผลวิจัยบางส่วนที่แย้งข้อมูลข้างต้น โดยชี้ว่า “ใบแปะก๊วย” อาจไม่มีความสามารถในการป้องกันอาการอัลไซเมอร์ หรือเพิ่มประสิทธิภาพความจำได้ ส่วนงานวิจัยที่ระบุว่า “ใบแปะก๊วย” ให้ผลดีต่อสมอง ก็ยังมีข้อมูลไม่มากนัก ฉะนั้นแล้ว จึงยังไม่มีสถาบันใดออกมายืนยันชัดเจนถึงสรรพคุณข้อนี้ของ “ใบแปะก๊วย”

เสริมสร้างสมรรถภาพทางเพศ

ในรายที่มีปัญหาเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ การรับประทานสารสกัดจากใบแปะก๊วยสามารถช่วยได้ เพราะ สารสกัดนี้จะช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือดในร่างกายดีขึ้น แก้ไขปัญหาเลือดไปไหลเวียนในบริเวณอวัยวะเพศไม่สะดวก โดยจากการศึกษาหนึ่งพบว่าการรับประทานสารสกัดจากแปะก๊วยเป็นประจำติดต่อกัน 6 เดือน ช่วยให้อาการดีขึ้นมากถึง 50%

บรรเทาอาการโรคเรย์นาร์ด

โรคเรย์นาร์ดเกิดจากภาวะเส้นเลือดที่ปลายมือตีบตัน ทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวก โดยสามารถช่วยบรรเทาอาการได้ด้วยการรับประทานสารสกัดจากใบแปะก๊วย ทำให้เลือดไหลเวียนไปที่ปลายมือได้สะดวก ลดปลายมือชา หรือเขียวคล้ำเมื่อสัมผัสกับความเย็น

บรรเทาอาการเบาหวานขึ้นตา

สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน อาการเบาหวานขึ้นตาสามารถส่งผลให้การมองเห็นแย่ลง เนื่องจากน้ำตาลในเลือดนั้นจะเข้าไปทำลายหลอดเลือดภายในดวงตา ซึ่งการรับประทานสารสกัดจากใบแปะก๊วยจะช่วยให้การมองเห็นสีสันของผู้ป่วยเบาหวานดีขึ้นค่ะ

บรรเทาอาการของโรคพาร์กินสัน

ภาวะการขาดฮอร์โมนโดปามีน เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดอาการสั่นและการสูญเสียความสามารถในการควบคุมกล้ามเนื้ออันเนื่องมาจากโรคพาร์กินสันแต่สารสกัดจากแปะก๊วยนั้นจะเข้าไปช่วยเพิ่มระบบไหลเวียนเลือดในสมอง ทำให้ร่างกายสามารถผลิตฮอร์โมนโดปามีนได้มากขึ้น และนำส่งไปยังอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายได้อย่างเพียงพอ

รักษาอาการก่อนมีประจำเดือนของผู้หญิง

กลุ่มอาการ PMS หรืออาการก่อนมีประจำเดือนเป็นอาการที่สาว ๆ เท่านั้นที่รู้ดีที่สุด โดยสารสกัดจากแปะก๊วยนั้นสามารถบรรเทาอาการเจ็บหน้าอก และคัดเต้านมที่มักจะเกิดขึ้นในช่วงก่อนมีประจำเดือนได้ นอกจากนี้ยังช่วยบรรเทาอาการอื่น ๆ ที่เกิดจากภาวะความแปรปรวนของฮอร์โมนในร่างกายช่วงก่อนมีประจำเดือนได้ด้วย

นอกจากนี้ในแพทย์แผนจีนยังมีการนำเมล็ดแปะก๊วยมาใช้ เพราะเชื่อว่าเมล็ดแปะก๊วยมีฤทธิ์ร้อนช่วยในการบรรเทาปัญหาเกี่ยวกับการหายใจ สามารถช่วยรักษาโรคหอบหืด หลอดลมอักเสบ และโรคระบบทางเดินปัสสาวะ แต่ทั้งนี้ก็ต้องใช้ในปริมาณที่พอเหมาะ เพราะการใช้ในปริมาณมากนั้นอาจะได้รับผลเสียที่อันตรายแทนได้ค่ะ

ข้อควรระวังในการใช้แปะก๊วย

แม้จะช่วยบำรุงสมอง แต่ก็ใช่ว่าแปะก๊วยจะมีแต่ประโยชน์ เพราะแปะก๊วยนี้ถือเป็นยาอันตรายชนิดหนึ่ง ในบางประเทศถึงกับต้องมีใบสั่งยาจากแพทย์ถึงจะสามารถซื้อหามารับประทานได้ เพราะการใช้สารสกัดจากแปะก๊วยอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงได้ เช่น ปวดศีรษะ ท้องเสีย คลื่นไส้ อาเจียน กระสับกระส่าย หรือมีอาการแพ้ที่บริเวณผิวหนัง โดยมีรายงานชิ้นหนึ่งระบุไว้ว่า พบก้อนเลือดในเยื่อหุ้มสมองของผู้หญิงที่รับประทานสารสกัดใบแปะก๊วยวันละ 120 มิลลิกรัม เป็นประจำทุกวันติดต่อกันเป็นเวลานาน

ที่ควรระมัดระวังอีกอย่างหนึ่งคือ สารบางชนิดในแปะก๊วยอาจไปรบกวนการทำงานของเกล็ดเลือด โดยเฉพาะกลุ่มที่ใช้ยาป้องกันการแข็งตัวของเลือด หากรับประทานสารสกัดจากแปะก๊วยอาจทำให้เลือดไม่สามารถเกาะตัวกันได้ตามปกติ ไม่เพียงเท่านั้น สตรีมีครรภ์หรือผู้มีประวัติการชักมาก่อน ไม่ควรรับประทานโดยเด็ดขาด และผู้ที่ต้องเข้ารับการผ่าตัดแต่รับประทานสารสกัดใบแปะก๊วยอยู่เป็นประจำก็ควรหยุดรับประทานก่อนเข้ารับการผ่าตัดอย่างน้อย 1 เดือนเพื่อหลีกเลี่ยงภาวะเลือดแข็งตัวช้าค่ะ

ทั้งนี้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของไทย ได้ระบุข้อกำหนดในการใช้สารสกัดจากใบแปะก๊วย ไว้ด้วยดังนี้

– ในการใช้สารสกัดแปะก๊วยเป็นยาแผนปัจจุบัน จะต้องมีข้อบ่งใช้สำหรับผู้ที่เป็นโรคเลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ การไหลเวียนของเลือดผิดปกติ รวมทั้งโรคของหลอดเลือดในผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน และการไหลเวียนของเลือดบริเวณผิวหนังผิดปกติ โดยให้รับประทาน 40 มิลลิกรัม วันละ 3-4 เม็ด

– ในการใช้สารสกัดแปะก๊วยเป็นยาแผนโบราณ ให้ขึ้นทะเบียนในลักษณะผสมกับสมุนไพรตัวอื่น ๆ ว่ามีสรรพคุณบำรุงร่างกาย และอนุญาตสรรพคุณของตำรับเป็นยาบำรุงร่างกาย

– ในการใช้สารสกัดแปะก๊วยเป็นผลิตภัณฑ์อาหารเสริม จะต้องได้รับใบสำคัญการใช้ฉลากอาหาร โดยอนุญาตเฉพาะที่มีขนาดรับประทานไม่เกินวันละ 120 มิลลิกรัม และจะต้องไม่ระบุสรรพคุณใด ๆ ในการบำบัดรักษาโรคเลย

ทั้งนี้ สารสกัดจากใบแปะก๊วยจัดเป็นยาอันตราย ต้องขายเฉพาะในร้านขายยาแผนปัจจุบัน และไม่ให้มีการโฆษณาสรรพคุณต่อสาธารณะค่ะ

ได้ทราบกันแบบนี้แล้ว ก็อย่ามัวแต่หลงใหลกับคุณประโยชน์มากมายของแปะก๊วยกันเกินไป ควรตระหนักถึงผลข้างเคียงด้วย เพื่อที่เราจะได้ใช้เจ้าสมุนไพรนี้ได้อย่างเหมาะสมและดีต่อสุขภาพ เพราะไม่ว่าเราจะใช้สมุนไพรมากมายแค่ไหน หากเราไม่ดูแลรักษาตัวเอง สมุนไพรเหล่านั้นก็อาจจะกลายเป็นดาบสองคมย้อนกลับมาทำร้ายเราได้ค่ะ   บาคาร่า

สรรพคุณผักชี สรรพคุณขึ้นชื่อ ความดีเลื่องลือถึงต่างชาติ

No Comments
สรรพคุณผักชี

สรรพคุณผักชี สรรพคุณขึ้นชื่อ

สรรพคุณผักชี สรรพคุณดียังไง ทำไมคนญี่ปุ่นถึงฮิตกินผักชีหนักมาก มาทำความรู้จักประโยชน์ของผักชี ผักดี ๆ ใกล้ตัวเรากันค่ะ

กลิ่นและสีของผักชีมีเอกลักษณ์ที่ชัดเจน และค่อนข้างแรงจนหลายคนอาจรู้สึกยี้ผักชนิดนี้เข้าอย่างจัง ทั้ง ๆ ที่สรรพคุณของผักชีเรียกได้ว่าดีตั้งแต่รากยันใบ ดังนั้นต่อไปหากเจอผักชีอยู่ในจานอาหารก็อย่าเพิ่งเขี่ยทิ้งนะคะ เพราะขนาดคนญี่ปุ่นยังฮิตกินผักชีจนเกิดกระแสผักชีฟีเวอร์ แล้วบ้านเราซึ่งหากินผักชีได้ง่ายมาก ๆ เจอแทบจะทุกเมนูแบบนี้ จะพลาดผักชีให้อายคนญี่ปุ่นไปทำไมกันล่ะเนอะ

ผักชี สมุนไพรมีดีที่อยากให้รู้จัก

ผักชี หรือภาษาอังกฤษว่า Coriander เป็นไม้ล้มลุกที่มีสีเขียวตลอดทั้งต้น ยกเว้นรากที่เป็นสีขาว มีถิ่นกำเนิดอยู่ในแถบเมดิเตอร์เรเนียน อินเดีย และเอเชียตะวันตก จึงพบผักชีได้ในประเทศอินเดีย โมร็อกโก ส่วนในไทยจะปลูกผักชีกันมากในจังหวัดราชบุรี นครปฐม และกรุงเทพมหานคร

ผักสมุนไพรชนิดนี้คนไทยเราคุ้นกลิ่นและคุ้นเคยกันดีเพราะส่วนใหญ่มักจะนำผักชีมาเป็นผักโรยหน้าอาหาร บ้างก็นำรากผักชีหรือเมล็ดผักชีไปตำเป็นเครื่องปรุงส่งกลิ่นหอม ๆ แต่รู้หรือไม่ว่าประโยชน์ของผักชีมีดีกว่ากลิ่นและสีสันเขียว ๆ อีกเยอะ จนฮิตฮอตไปไกลถึงต่างประเทศ โดยเฉพาะความฮิตของผักชีที่ประเทศญี่ปุ่น

ผักชี สรรพคุณมีอะไรบ้าง

ประโยชน์ของผักชีที่อยากให้รู้กันอย่างชัดเจน เราจะแยกเป็นสรรพคุณทางยาของผักชีตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน และประโยชน์ของผักชีตามฐานข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ดังนี้

สรรพคุณทางยาของผักชีตามภูมิปัญญา

ผักชีมีสรรพคุณดี ๆ แทบจะทุกส่วน เริ่มจากส่วนใบผักชี ลำต้น เมล็ดผักชี และราก ตามนี้

– ใบผักชี ช่วยบำรุงธาตุในร่างกาย แก้อาการกระหายน้ำ แก้ไอ แก้หวัด บรรเทาอาการคลื่นไส้ อาเจียน แก้อาการวิงเวียนศีรษะ รักษาอาการอาหารเป็นพิษ และช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด

– เมล็ดผักชี แก้ปวดฟัน รักษาแผลในปาก และผลผักชียังสามารถแก้บิด แก้อาการถ่ายเป็นเลือด ถ่ายเป็นมูก แก้ริดสีดวงทวาร และบรรเทาอาการท้องอืดท้องเฟ้อได้ด้วย

– ต้นสด มีรสเผ็ด ช่วยขับผื่นหัดให้ออกเร็วขึ้น ขับเหงื่อ ขับลม ช่วยให้เจริญอาหาร ละลายเสมหะ และรักษาโรคริดสีดวงทวาร

– รากผักชี ใช้เป็นน้ำกระสายยา ช่วยขับพิษไข้หัว ไข้อีดำอีแดง รักษาหิด และอีสุกอีใส

วิธีและปริมาณที่ใช้ผักชีเป็นยา

ใช้ต้นผักชีแห้ง 10-15 กรัม หรือต้นสด 60-150 กรัม มาต้มเอาน้ำมาดื่ม หรือคั้นน้ำผักชีมาดื่ม หากใช้ภายนอกให้เอาน้ำต้มผักชีมาชะล้าง หรือนำผักชีต้มมาตำและพอกให้ทั่ว หรือหากจะใช้เมล็ดผักชีแก้ปวดฟัน รักษาแผลในปาก ให้นำเมล็ดผักชีต้มน้ำ แล้วเอาน้ำผักชีมาบ้วนปากบ่อย ๆ

ทั้งนี้เราสามารถรับประทานผักชีเพื่อบำรุงสุขภาพในขนาดที่ใช้ประกอบอาหารตามปกติได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่นะคะ

ข้อควรระวัง

สำหรับคนที่มีประวัติแพ้พืชวงศ์ผักชี (Apiaceae) หรือแพ้คื่นช่าย ยี่หร่า เทียนข้าวเปลือก เทียนสัตตบุษย์ กระเทียม และหอมใหญ่ ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานผักชี เพราะผักชีอาจก่อให้เกิดอาการแพ้ เช่น เป็นผื่นแพ้ ทำให้ผิวไวต่อแสงแดด เพิ่มความเสี่ยงโรคมะเร็งผิวหนัง เยื่อบุจมูกและตาอักเสบจากภูมิแพ้ รวมไปถึงอาการหลอดลมเกร็งตัวได้

อย่างไรก็ตาม ผักชีเป็นผักที่มีกลิ่นฉุน จึงไม่ควรกินผักชีในปริมาณมาก เพราะอาจทำให้มีกลิ่นตัวแรงขึ้น หรือหากกินผักชีในปริมาณมาก ๆ ก็อาจทำให้เกิดอาการตาลาย ลืมง่ายขึ้นด้วย

ประโยชน์ของผักชีเชิงวิทยาศาสตร์

ก่อนจะไปถึงสรรพคุณของผักชี เรามาดูคุณค่าทางโภชนาการของผักชีสดในปริมาณ 100 กรัมกันก่อนดีกว่า

ผักชีสด 100 กรัม มีคุณค่าทางโภชนาการดังนี้

– คาร์โบไฮเดรต 3.67 กรัม
– น้ำตาล 0.87 กรัม
– เส้นใย 2.8 กรัม
– ไขมัน 0.52 กรัม
– โปรตีน 2.13 กรัม
– วิตามินเอ 337 ไมโครกรัม
– เบต้าแคโรทีน 3,930 ไมโครกรัม
– ลูทีนและซีแซนทีน 865 ไมโครกรัม
– วิตามินบี1 0.067 มิลลิกรัม
– วิตามินบี2 0.162 มิลลิกรัม
– วิตามินบี3 1.114 มิลลิกรัม
– วิตามินบี5 0.57 มิลลิกรัม
– วิตามินบี6 0.149 มิลลิกรัม
– วิตามินบี9 62 ไมโครกรัม
– วิตามินซี 27 มิลลิกรัม
– วิตามินอี 2.5 มิลลิกรัม
– วิตามินเค 310 ไมโครกรัม
– แคลเซียม 67 มิลลิกรัม
– เหล็ก 1.77 มิลลิกรัม
– แมกนีเซียม 26 มิลลิกรัม
– แมงกานีส 0.426 มิลลิกรัม
– ฟอสฟอรัส 48 มิลลิกรัม
– โพแทสเซียม 521 มิลลิกรัม
– โซเดียม 46 มิลลิกรัม
– สังกะสี 0.5 มิลลิกรัม

อย่างไรก็ตามหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยังระบุสรรพคุณของผักชีได้แค่ในหนูทดลอง แต่ยังไม่มีข้อมูลการศึกษาในคน ทว่าจากการศึกษาสรรพคุณของผักชีก็พบว่า ส่วนผลผักชี น้ำมันหอมระเหยจากผลผักชี ส่วนใบ และส่วนต้น มีประโยชน์ตามนี้

1. ต้านอนุมูลอิสระ แบคทีเรีย และเชื้อรา

คนญี่ปุ่นฮิตกินผักชีตรงส่วนใบและส่วนต้นผักชีนี่ล่ะค่ะ ซึ่งจากการศึกษาก็พบว่า ใบและต้นของผักชีประกอบไปด้วยสารกลุ่มที่มีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระที่ดี อันได้แก่ สารกลุ่มฟลาโวนอยด์ (flavonoids) สารกลุ่มแลคโตน (lactones) สารกลุ่มฟีโนลิก สารกลุ่มแทนนิน และสารกลุ่มแคโรทีนอยด์ นอกจากนี้ยังพบว่าใบผักชีและต้นผักชีอุดมไปด้วยวิตามินและเกลือแร่ด้วยนะคะ

ทั้งนี้ มีงานวิจัยหลายฉบับที่พบว่า ส่วนใบและลำต้นผักชีมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูง มีสรรพคุณต้านอาการชักและต้านการถูกทำลายของเซลล์สมอง ต้านแบคทีเรีย เชื้อรา และมีฤทธิ์ช่วยย่อยในระบบทางเดินอาหาร

2. กระตุ้นการทำงานของกระเพาะอาหารและลำไส้

ผลแก่ของผักชีเป็นเครื่องเทศที่มีกลิ่นหอม สามารถนำไปประกอบในตัวยา ใช้แต่งกลิ่นอาหาร มีฤทธิ์กระตุ้นต่อมกระเพาะอาหารและลำไส้ให้ขับน้ำดีและน้ำย่อยออกมามากขึ้น อีกทั้งในส่วนน้ำมันหอมระเหยจากผลผักชีแก่ยังพบว่ามีสารยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อโรคได้

3. ลดน้ำตาลในเลือด

ผลผักชีและสารสกัดจากผลผักชีมีฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ และสามารถใช้ร่วมกับยาลดระดับน้ำตาลในเลือดอย่าง glimepiride, glyburide, insulin, pioglitazone และ rosiglitazone เพื่อเสริมประสิทธิภาพตัวยามากขึ้นก็ได้ค่ะ

4. ลดความดันเลือด

นอกจากผักชีจะมีสรรพคุณลดระดับน้ำตาลในเลือดแล้ว ผลการศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของผลและเมล็ดผักชียังพบว่า ส่วนของผักชีดังกล่าวมีฤทธิ์ลดความดันโลหิตได้ และสามารถเสริมประสิทธิภาพให้ยาลดความดันโลหิต เช่น captopril, enalapril, losartan, valsartan, diltiazem, amlodipine, hydrochlorothiazide และ furosemide ทำงานได้อย่างเต็มที่มากขึ้นด้วย

5. ลดความเสี่ยงโรคมะเร็งที่มาจากการบริโภคอาหารปิ้งย่าง

ผลการวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Clinical Nutrition เผยว่า เครื่องเทศรสเผ็ดร้อนอย่างผักชีมีส่วนช่วยยับยั้งสารก่อมะเร็งกลุ่มแอทเทอโรไซคลิกเอมีน หรือ HCAs ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งที่เกิดจากการประกอบอาหารประเภทปิ้งย่างได้ นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Food Science ที่ได้ผลการศึกษาไปในทางเดียวกันด้วย

6. ต้านอาการอักเสบและบำรุงสายตา

จะเห็นได้ว่าผักชีสด 100 กรัม มีเบต้าแคโรทีนมากถึง 3,930 ไมโครกรัม ทั้งยังอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระหลากหลายชนิด ซึ่งตรงกับการศึกษาของ Plant Foods for Human Nutrition ที่ระบุว่า สารต้านอนุมูลอิสระที่สูงมากของผักชีมีส่วนช่วยต้านการอักเสบของเซลล์ในร่างกายได้ พร้อมทั้งเบต้าแคโรทีนยังมีส่วนช่วยบำรุงการทำงานของดวงตาได้ดีอีกด้วย

สรรพคุณของผักชีมีดีขนาดนี้ก็เชื่อว่าหลายคนชักอยากจะปลูกผักชีกินเองที่บ้านบ้างแล้วแน่ ๆ ถ้างั้นมาดูวิธีปลูกผักชีที่เรานำมาฝากกันได้เลย

วิธีปลูกผักชี

– วิธีปลูกผักชีในกระถาง หยิบรับประทานง่าย
– วิธีปลูกผักชีในน้ำ ปลูกผักสวนครัวไร้ดินไว้กินเองที่บ้านง่าย ๆ

ข้อควรระวัง

ผู้ป่วยโรคไตไม่ควรทานมาก เพราะผักชีมีโพแทสเซียมสูง อาจเป็นอันตรายได้ ส่วนที่มีข้อมูลแชร์กันว่า ให้ดื่มน้ำผักชีต้มหรือปั่นทุกวันจะช่วยล้างไตให้สะอาดได้นั้น เรื่องนี้ก็ไม่เป็นความจริงนะคะ หากป่วยโรคไต  บาคาร่า

สรรพคุณพรมมิ สมุนไพรบำรุงความจำ…จากตลิ่ง สู่ตลาด

No Comments
สรรพคุณพรมมิ

สรรพคุณพรมมิ สมุนไพรบำรุงความจำ

สรรพคุณพรมมิ สมุนไพรไทยที่ขึ้นตามริมตลิ่ง มองผ่าน ๆ อาจดูเหมือนไร้ค่า แต่ใครจะรู้ว่าสรรพคุณของพรมมิช่วยป้องกันอัลไซเมอร์ได้ไม่แพ้สมุนไพรเมืองนอกเลย

ฟังชื่ออ่านไม่ค่อยคุ้นหูว่า “พรมมิ” เป็นสมุนไพรอะไร มีรูปร่างเป็นแบบไหน เพิ่งจะมาได้รู้จักกันชัด ๆ หลังมีข่าวนักวิจัยไทยได้ทำการศึกษาจนค้นพบว่า สมุนไพร “พรมมิ” นี่ล่ะช่วยบำรุงสมอง ป้องกันความจำเสื่อมได้ไม่แพ้ใบแปะก๊วยหรือโสมชั้นดีจากเกาหลี นิตยสารหมอชาวบ้าน เลยชวนทุกคนไปเจาะลึกสมุนไพรไทยชนิดนี้ให้ละเอียดขึ้น

ปัจจุบันอายุเฉลี่ยของประชากรโลกเพิ่มมากขึ้น อัตราส่วนของคนสูงอายุกับคนหนุ่มสาวก็เพิ่มขึ้น

โรคที่เกิดจากความเสื่อมของระบบประสาทและความทรงจำ เช่น โรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer’s disease) เป็นโรคเรื้อรังและเป็นสาเหตุให้คุณภาพชีวิตของประชากรสูอายุน้อยลง ยาหรือสมุนไพรที่จะสามารถนำมารักษาหรือบรรเทาอาการโรคที่เกิดจากการเสื่อมนี้ จึงมีความสำคัญทั้งทางด้านสุขภาพและเศรษฐกิจ

สมุนไพรที่มีศักยภาพในการนำมาใช้เพื่อบำรุงสมอง บำรุงความจำ ที่มีขายอยู่ในท้องตลาด ได้แก่ แปะก๊วย (gingko)

และโสม ซึ่งเป็นพืชที่ไม่สามารถปลูกได้ในประเทศไทย แต่เมื่อเร็ว ๆ นี้ นักวิจัยจากคณะมหาวิทยาลัยนเรศวร มหาวิทยาลัยขอนแก่น

และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ร่วมมือกันศึกษาพืชสมุนไพรไทยที่ขึ้นริมตลิ่ง และไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลายนัก จนสามารถพิสูจน์ได้ถึงคุณประโยชน์ในการใช้บำรุงความจำ โดยศึกษาทั้งองค์ประกอบทางเคมี ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาทั้งในหลอดทดลองและสัตว์ทดลองพิษวิทยา จนมาถึงการศึกษาในมนุษย์

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

“พรมมิ” มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Bacopa monnieri Wettst อยู่ในวงศ์ Scrophularlaceae เป็นพืชล้มลุก ลำต้นทอดนอนแผ่ไปตามพื้น มีความยาว 10-40 เซนติเมตร แตกกิ่งก้านมาก มีรากออกตามข้อใบเดี่ยว ออกตรงข้าม ไม่มีก้านใบ ใบอวบน้ำ เป็นรูปซ้อนหรือรูปไข่กลับ ขอบใบเรียบหรือหยักเล็กน้อยปลายใบมน กว้าง 1-5 มิลลิเมตร ยาว 6-20 มิลลิเมตร ดอกเดี่ยว ออกจากซอกใบ

ก้านดอกยาว 6-25 มิลลิเมตร เรียบ กลีบดอกติดกัน เป็นทรงระฆัง รูปปากเปิด หยักเป็น 5 กลีบ ยาว 8-10 มิลลิเมตร สีขาวหรือม่วงอ่อน กลีบเป็นรูปขอบขนานแกมไข่กลับ ปลายมนหรือเว้าตื้น เกสรตัวผู้ 4 อัน น 2 ยาว 2 อยู่บนกลีบดอก ผลแห้งแตกได้ รูปไข่ ขนาด 5 x 3 มิลลิเมตรโดยประมาณ

สรรพคุณทางอายุรเวทและการแพทย์แผนไทย

พรมมิ เป็นสมุนไพรที่เป็นทั้งอาหารและยา ในบางท้องถิ่นเรียกพรมมิว่า “ผักมิ” ใช้เป็นผัก ลวกจิ้มน้ำพริกได้

ในตำราอายุรเวทของอินเดียระบุว่า พรมมิช่วยเพิ่มความจำ บำรุงสมอง รวมทั้งมีสรรพคุณทางยาอื่น ๆ อีกมากมาย จนได้ชื่อว่า พรมมิ หรือ Brahmi ซึ่งมีความหมายถึงพระพรหม ผู้ให้กำเนิดโลก และสรรพสิ่ง

สำหรับในประเทศไทย มีหลักฐานการใช้พรมมิเป็นยาตั้งแต่สมัยอยุธยา โดยมีการกล่าวถึงพรมมิในตำราโอสถพระนารายณ์ จนมาถึงในสมัยรัตนโกสินทร์ ได้ปรากฏหลักฐานการใช้พรมมิในตำราแพทย์ศาสตร์สงเคราะห์ ระบุว่า พรมมิ มีรสหวาน แก้ไขสวิงสวาย (อาการที่เป็นลม ทำให้หน้ามืด ตาลาย ใจหวิว หรือกระสับกระส่าย) แก้หืด ไอ กินแก้ริดสีดวง กินเจริญปัญญา และมีการใช้เป็นตัวยาในตำรับต่าง ๆ เช่น เข้ายาเขียวมหาพรหม สำหรับแก้โลหิตพิการ ซึ่งทำให้พิษร้อนทั่วสรรพางค์กาย เข้ายาแก้ซางแห้งในเด็ก เข้ายาแก้ลมที่ทำให้ท้องขึ้น เข้ายาเขียวประทานพิษ แก้โรคลม

องค์ประกอบทางเคมี

สารที่มีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของพรมมิคือสารกลุ่ม saponinglyclosides ซึ่งแบ่งเป็น 2 กลุ่มย่อย คือ jujubogenin glycosides เช่น bacoside A3 และ becopaside X และ pseudojujubogenin glycosides เช่น bacopaside L II และ becopasaponin C ส่วนของพรมมิที่มีสารเหล่านี้สูงได้แก่ส่วนยอดใบ

นอกจากนี้ ยังพบสารฟลาโวนอยด์ ได้แก่ apigenin และ luteolin ในพรมมิด้วย เพื่อศึกษาพัฒนาพรมมิให้อยู่ในรูปแบบเป็นมาตรฐาน และสะดวกต่อการใช้ คณะผู้วิจัยได้พัฒนาวิธีการสกัด และการควบคุมคุณภาพ ของสารสกัดพรมมิ ได้สารสกัดที่มีมาตรฐานและมีความคงตัวดี และนำไปศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา รวมทั้งพัฒนาเป็นยาเม็ดเพื่อทำการวิจัยทางคลินิกต่อไป

ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา

ผลของพรมมิต่อการเรียนรู้และความจำ

ในการศึกษาผลของสารสกัดพรมมิต่อการเรียนรู้และการป้องกันเซลล์ประสาทของหนู พบว่าเมื่อให้สารสกัดพรมมิขนาด 20, 40 และ 80 มก./ น้ำหนักหนู 1 กก. เป็นเวลา 14 วัน หนูมีการเรียนรู้ และความจำดีขึ้น

นอกจากนี้ คณะผู้วิจัยยังได้ศึกษาผลของสารสกัดพรมมิในสัตว์ทดลองที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดสภาวะความจำบกพร่องด้วยวิธีต่าง ๆ

เช่น กรณีที่สมองขาดเลือด หรือได้รับสารพิษ พบว่าหนูที่ได้รับพรมมิทุกขนาดที่กล่าวมา ก่อนที่สมองถูกทำลายเป็นเวลา 14 วัน จะมีความจำและความสามารถในการเรียนรู้ดีกว่า หนูที่ไม่ได้รับพรมมิ โดยพรมมิมีผลปกป้องเซลล์ประสาทในสมอง และทำให้สารสื่อประสาทถูกทำลายน้อยลง

ผลการทดลองในสัตว์ทดลองนี้สอดคล้องกับการศึกษาสารสกัดพรหมมิต่อการป้องกันเซลล์ประสาทจากอันตรายที่เกิดจาก beta amyfoid ในเซลล์สมองหนูเพาะเลี้ยง ซึ่งพบว่าสารสกัดพรมมิมีฤทธิ์ป้องกันเซลล์ประสาทได้กลไกของสารสกัดพรมมิต่อการเรียนรู้และความจำ คือการลดไลปิเปอร์รอกซิเดชัน และต้านการทำงานของอะเซติลโคลีนแอสเตอเรส ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ทำลายสารสื่อประสาทอะเซติลโคลีน

เมื่อศึกษาเปรียบเทียบผลของสารสกัดพรมมิกับสารสกัดจากใบแปะก๊วย และยา donepezil ซึ่งเป็นยาต้านอัลไซเมอร์ต่อพฤติกรรมการเรียนรู้และความจำของหนูที่แก่ตามธรรมชาติ ผลการทดลองหลังจาก้อนสารสกัดหรือยาติดต่อกันนาน 3 เดือน พบว่า หนูแก่ที่ได้รับสารสกัดพรมมิ (40 มก./กก.) มีการเรียนรู้และความจำเกี่ยวกับสถานที่ และความสามารถในการจดจำสิ่งของได้ดีพอ ๆ กับหนูแก่ที่ได้รับสารสกัดจากใบแปะก๊วย (60 มก./กก.) หรือที่ได้รับยา donepezil (1 มก./กก.) และดีกว่าหนูแก่กลุ่มควบคุมที่ได้รับเฉพาะน้ำกลั่นอย่างมีนัยสำคัญ

ผลของพรมมิต่อระบบหัวใจหลอดเลือด

เมื่อให้สารสกัดพรมมิ (40 มก./กก.) หรือสารสกัดแปะก๊วย (60 มก./กก.) ทางปากในหนูแรทเป็นเวลานานติดต่อกัน 2 เดือน พบว่าทั้งสารสกัดพรมมิ และสารสกัดแปะก๊วยเพิ่มการไหลเวียนโลหิตบริเวณหลอดเลือดแดงบนเยื่อหุ้มสมอง โดยมีประสิทธิภาพเท่า ๆ กัน และสารสกัดพรมมิไม่มีผลทำให้ความดันโลหิตและอัตราการเต้นหัวใจของหนูแรทเปลี่ยนแปลงไป

การศึกษาทางพิษวิทยา

ไม่พบความเป็นพิษของพรมมิในการศึกษาพิษวิทยา ทั้งพิษเฉียบพลัน กึ่งเรื้อรัง และเรื้อรัง ซึ่งศึกษาการให้พรมมิในขนาดสูงในหนูขาวเป็นระยะเวลา 9 เดือน

การศึกษาอันตรากิริยาต่อยาของพรมมิ

การศึกษาผลของสารสกัดพรมมิต่อการทำงานของเอนไซม์ไชโตโครม P450 (CYP) จากตับหนูและจากมนุษย์ในหลอดทดลองพบว่า สารสกัดพรมมิมีผลต่ำในการยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ CYP1A2, CYP2C, CYP2E1 และ CYP3A จึงประเมินได้ว่ามีโอกาสน้อยที่สารสกัดพรมมิในขนาดปกติจะก่อให้เกิดอันตรกิริยากับยาแผนปัจจุบันที่อาศัยเอนไซม์ดังกล่าวในการเปลี่ยนแปลงเพื่อการขจัดออกจากร่างกาย อย่างไรก็ตามยังต้องศึกษาเรื่องดังกล่าวต่อไปในระดับลึก

การศึกษาทางคลินิก

กลุ่มคณะนักวิจัยจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่นได้ศึกษาผลของพรมมิในอาสาสมัครวัยกลางคนและสูงอายุ (อายุมากกว่า 55 ปี) จำนวน 60 คน แบ่งเป็นกลุ่มที่ได้ยาหลอก และได้สารสกัดพรมมิขนาด 300 และ 600 มก.ต่อวัน พบว่า…

เมื่ออาสาสมัครได้รับสารสกัดพรมมิเป็นเวลา 2 เดือนขึ้นไป ประสิทธิภาพการทรงตัวจะเพิ่มขึ้นมีการตื่นตัวต่อสิ่งเร้าและมีสมาธิมากขึ้น มีความสามารถในการเรียนรู้และความจำเพิ่มขึ้น โดยมีแนวโน้มว่าสารสกัดพรมมิจะออกฤทธิ์โดยการเพิ่มระดับสารสื่อประสาทอะเซติลโคลีนและลดระดับ oxidative stress

นอกจากนี้จากการศึกษายังไม่พบอาการพิษ และภาวะข้างเคียงใด ๆ ในอาสาสมัคร

สรุป

พรมมิ เป็นสมุนไพรพื้นบ้านที่มีการใช้สืบเนื่องกันเป็นเวลานาน ทั้งในด้านอาหารและยา คณะผู้วิจัยไทยสามารถวิจัยและพัฒนาสารสกัดมาตรฐานพรมมิอย่างครบวงจรทั้งด้านเคมี เภสัชวิทยา พิษวิทยา พบว่าสารสกัดพรมมิมีประสิทธิภาพในการบำรุงความในอาสาสมัครายุมากกว่า 55 ปีโดยไม่พบผลข้างเคียงใด ๆ

งานวิจัยนี้ ได้ถูกถ่ายทอดเทคโนโลยีไปยังองค์การเภสัชกรรม และทางองค์การเภสัชกรรมได้ดำเนินการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์เสริมอาหารพรมมิ GPO และจัดจำหน่ายตั้งแต่เดือนกันยายน พ.ศ. 2557

หลายคนถามว่าควรกินผักพรมมิเท่าไร จึงเท่ากับกินสารสกัดพรมมิ 1 เม็ด ตอบได้ว่าควรกินประมาณ 30 กรัมต่อวัน ซึ่งเท่ากับพรมมิประมาณ 50 ยอด หรือ 1 จาน

สำหรับการเพาะปลูกนั้น พรมมิเป็นพืชที่ปลูกง่าย แค่ตัดมาปักบนดินก็ขึ้นแล้ว เหมาะกับดินทุกประเภท โดยเฉพาะดินที่ค่อนข้างเหนียว พรมมิต้องการแสงแดด และต้องการน้ำ ควรปล่อยให้น้ำท่วมดินที่ปลูกอยู่ตลอดเวลา   บาคาร่า

สรรพคุณชุมเห็ดไทย สรรพคุณน่าตื่นตา แก้นอนไม่หลับ ลดน้ำหนักก็ได้

No Comments

สรรพคุณชุมเห็ดไทย สรรพคุณน่าตื่นตา

สรรพคุณชุมเห็ดไทย สมุนไพรพื้นบ้าน ที่มีสรรพคุณดี ๆ มากมาย หามาไว้ลิ้มลอง บอกเลยสุขภาพดีอยู่ไม่ไกล

สมุนไพรพื้นบ้านของไทยมีมากมายให้ได้เลือกหยิบมาใช้หลากหลายจุดประสงค์ ไม่ว่านำมาใช้บำรุงสุขภาพ หรือบรรเทาอาการเจ็บป่วย อย่างเช่นสมุนไพรที่นิตยสาร happy+ ได้หยิบมาแนะนำในวันนี้ นั่นก็คือ ชุมเห็ดไทย ที่มีสรรพคุณเลอค่าสุด ๆ ทั้งลดน้ำหนัก แก้นอนไม่หลับ บรรเทาอาการท้องผูก และอื่น ๆ อีกมากมาย อยากรู้จักเจ้าสมุนไพรชนิดนี้ให้มากขึ้นต้องตามไปดูกันเลย

ชุมเห็ดไทย หรือชาวบ้านเรียก ผักหลับมืน นิยมนำยอดอ่อน ดอก มาลวกรับประทานเป็นผัก เผา หรือแกงเหมือนขี้เหล็ก โดยการต้มน้ำทิ้งก่อน เพราะใบจะขม สำหรับบางคนที่รับประทานขมได้ จะนึ่งรับประทานเลยก็ได้ ฝักอ่อนสามารถนำมาต้มรับประทานเหมือนถั่ว ฝักแก่มีเมล็ดเหมือนเมล็ดกระถิน ใช้เผาไฟรับประทาน รสชาติเหมือนถั่วคั่ว

พ่อหมอแม่หมอต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า รับประทานผักหลับมืนแล้วอายุยืน หลับง่าย ถ่ายคล่อง ปัสสาวะดี แก้ปวดเมื่อย แก้น้ำเหลืองเสีย ใบของผักหลับมืนหรือชุมเห็ดไทยมีฤทธิ์เป็นยาถ่าย ลดปวด และต้านการอักเสบในหนูทดลอง ทั้งยังมีความปลอดภัยสูง ส่วนอื่น ๆ ของชุมเห็ดไทยก็มีสารที่มีฤทธิ์เป็นยาถ่ายและยาระบาย เช่น Anthraquinone Glycoside, Aloe-emodin และ 1,8-Dihydroxy-3 (Hydroxymethyl)-Anthraquinone

ชุมเห็ดไทย เป็นพืชที่นอนกลางคืนตื่นกลางวัน เวลากลางวันใบจะกางออกและหุบเข้าหากันในเวลากลางคืน เหมือนกับจะบอกเป็นนัยให้รู้ว่ามีสรรพคุณทางยาที่น่าอัศจรรย์ คือ ทำให้หลับก็ได้ หรือตื่นก็ได้ เวลาไปเก็บมาทำยา หากต้องนำมาใช้ช่วยให้หลับก็ต้องไปเก็บตอนกลางคืน หากจะนำมาใช้ให้ตื่นก็ต้องไปเอาตอนกลางวัน

การที่ชุมเห็ดไทยมีอีกชื่อหนึ่งว่า “หลับมืน” ซึ่งเป็นชื่อที่หมอยาพื้นบ้านทั้งล้านนาและชุมชนไทยลาวเรียกเหมือนกัน ก็มาจากสรรพคุณทางยาของสมุนไพรชนิดนี้ ที่ใช้รักษาคนที่เป็นไข้จม หรือเหียดจม คนไข้จะมีอาการเหนื่อย ครั่นเนื้อ ครั่นตัว จับสั่น เจ็บศีรษะ นอนไม่อยากลืมหูลืมตา จะให้หลับก็ไม่หลับ หากมีอาการเหล่านี้ หมอยาโบราณจะใช้รากหลับมืน รากซมซื่น (เขยตาย) รากผักตาโก้ง (ผักเบี้ย) มาฝนกับน้ำเป็นยาซุม (ยาหลัก) ให้รับประทาน คนไข้ก็จะลืมหูลืมตาได้ คำว่า ลืมตา ในภาษาอีสานก็คือ มืนตา ซึ่งเป็นที่มาของชื่อนี้

นอกจากนี้ ชุมเห็ดไทย ยังใช้แก้อาการสะลึมสะลือหลังตื่นนอน ใช้แก้ปวดหัว วิงเวียน แก้เมาเห็ด เด็กคนไหนตอนกลางคืนไม่ค่อยจะนอน ชอบงอแง ในอดีตผู้เป็นแม่จะไปตัดเอาชุมเห็ดไทยส่วนไหนก็ได้ หรือเอาทั้งต้น มาต้มอาบ จะทำให้เด็กไม่งอแงและหลับง่ายขึ้น ในอินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ก็มีการใช้คล้าย ๆ กัน คือ รักษาอาการไม่สงบในเด็ก ด้วยการตำใบชุมเห็ดไทยทาลงบนศีรษะเด็ก

สำหรับการใช้ชุมเห็ดไทยเป็นยาช่วยให้นอนหลับ นิยมใช้เมล็ดมากที่สุด แต่ต้องนำไปคั่วก่อน เพราะเมล็ดที่ไม่คั่วของชุมเห็ดไทยมีความเป็นพิษ ห้ามนำมารับประทานเด็ดขาด สมัยก่อนจะนิยมคั่วเมล็ดของชุมเห็ดไทยให้เกรียมมีกลิ่นหอม บดเป็นผงชงน้ำร้อนกินแทนชา จะทำให้นอนหลับสบายและช่วยขับปัสสาวะ มีการศึกษาวิจัยพบว่า สารสกัดน้ำจากเมล็ดชุมเห็ดไทยช่วยให้นอนหลับ ดังนั้นการดื่มชงชาเมล็ดชุมเห็ดไทยคั่ว จึงน่าจะเป็นประโยชน์ไม่น้อยสำหรับผู้สูงอายุ ซึ่งมักจะมีปัญหานอนหลับยากและปัสสาวะไม่คล่อง รวมไปถึงคนหนุ่มสาวจำนวนไม่น้อยที่ประสบปัญหาเรื่องการนอนด้วยเช่นกัน

ตำรายาไทยและตำรายาจีนระบุสรรพคุณของชุมเห็ดไทยทั้งใบและเมล็ดคั่วว่า มีรสขม เย็น ชุ่ม ใช้กล่อมตับ ทำให้ตาสว่าง คนโบราณเชื่อว่า ตับสัมพันธ์โดยตรงกับตา ตับไม่ดี ตาก็ไม่ดี ของที่รสขม มีสี จะบำรุงทั้งตาและตับ การที่ชุมเห็ดไทยกล่อมตับจึงทำให้ตาสว่าง แก้ตามัว ตาฝ้าฟาง บำรุงสายตาป้องกันโรคที่เกี่ยวกับตาอื่น ๆ เช่น เยื่อตาอักเสบ ตาแดง เป็นต้น ในมาเลเซีย และจีน มีการใช้เมล็ดชุมเห็ดไทยในการบำรุงสายตา และรักษาโรคทางตาเช่นเดียวกันกับหมอยาไทย

หมอยาพื้นบ้านยังบอกอีกว่า ผักหลับมืน รับประทานแล้วจะทำให้ไม่อ้วน ร่างกายคล่องแคล่วว่องไว ปัจจุบันมีการศึกษา พบว่า เมล็ดชุมเห็ดไทยมีฤทธิ์ต้านการสะสมของไขมันจริง มีการศึกษาที่ทำกับเซลล์ไขมันที่เลี้ยงในหลอดทดลองพบว่า ค่าไตรกลีเซอไรด์ของเซลล์ที่เลี้ยงด้วยอาหารเลี้ยงเซลล์ที่มีสารสกัดเอทานอลจากเมล็ดชุมเห็ดไทยประกอบอยู่ลดลง เมื่อเทียบกับเซลล์ที่เลี้ยงด้วยอาหารเลี้ยงเซลล์ธรรมดา นอกจากนี้เมื่อป้อนสารสกัดเอทานอลจากเมล็ดชุมเห็ดไทยให้แก่หนูทดลอง ก็พบว่า น้ำหนักของหนูลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับหนูกลุ่มที่ไม่ได้รับสารสกัด โดยค่าไขมันในเลือด คือ ไตรกลีเซอร์ไรด์ และโคเลสเตอรอล LDL (Low Density Lipoprotein) หรือไขมันร้าย ลดลง ในขณะเดียวกันก็มีค่าไขมันดี หรือโคเลสเตอรอล HDL (High Density Lipoprotein) เพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีผลเพิ่มการเกิดปฏิกิริยาของเอนไซม์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับกระบวนการยับยั้งการสร้างไขมัน เพิ่มการแสดงออกของโปรตีนที่เกี่ยวข้องกับการสลายไขมัน และลดการแสดงออกของโปรตีนที่เกี่ยวข้องกับการสังเคราะห์ไขมัน ดังนั้น จึงมีแนวโน้มว่า ชุมเห็ดไทยจะสามารถพัฒนาเป็นยาลดน้ำหนักและลดไขมันในเลือดได้ แต่ต้องคำนึงถึงความเป็นพิษของเมล็ดชุมเห็ดไทยด้วย จึงควรใช้อย่างระมัดระวังและในปริมาณที่แนะนำเท่านั้น

ข้อควรระวัง

เมล็ดชุมเห็ดไทยที่จะนำมาทำยาต้องคั่วให้เกรียมก่อนเท่านั้น
การใช้เมล็ดในปริมาณสูงเกินไปอาจทำให้เกิดไตอักเสบ
ควรระมัดระวังการใช้ในเด็ก สตรีตั้งครรภ์ และผู้ป่วยโรคลำไส้อักเสบ (Inflammatory Bowel Diseases)

ตำรับยา

ยาทำให้ตื่น – ให้นำรากชุมเห็ดไทย รากตาก้อง แช่น้ำล้างหน้า

ยาทำให้หลับ – ให้นำรากแช่น้ำกินทำให้หลับ เมื่อพระอาทิตย์ตกดินจะง่วงหลับทันที หรือผสมกับรากหญ้าดงฮ้าง (สาบเสือ) รากหญ้าขัดมอนตัวผู้ ต้มอาบ ต้มรับประทาน

ยาทำให้หลับ – ใช้ส่วนใบหรือทุกส่วน 1 กำมือ ต้มกับน้ำ 1 ลิตร เมล็ดคั่ว 1 หยิบมือ (1 ช้อนชา) ต้มกับน้ำ 1 ถ้วยแก้ว กระวาน 2 ผล เพื่อกลบรสเหม็นเขียว และเกลือเล็กน้อย

ยาระบาย – เมล็ดแห้งคั่ว 10-15 กรัม (2-2.5 ช้อนโต๊ะ) ต่อวัน ต้มเอาน้ำดื่ม

ยานอนหลับดี – ใช้เมล็ดคั่วทำเป็นชาชงดื่ม โดยใส่เมล็ดที่คั่วแล้ว 1 หยิบมือ ใส่ลงในกาน้ำชา ใส่น้ำร้อนประมาณครึ่งลิตร ดื่มวันละ 3 ครั้ง หลังอาหาร หากจะดื่มมื้อเดียวก็ปรุงโดยใช้เมล็ดชุมเห็ดไทยคั่ว 1 ช้อนชา ชงน้ำร้อน 1 แก้ว รับประทานก่อนนอน

ยารักษากลากเกลื้อน – ใช้ใบสด 10-20 ใบ ตำผสมเหล้าโรงวันละ 2-3 ครั้ง

ถือเป็นสมุนไพรไทยอีกชนิดที่เปี่ยมไปด้วยสรรพคุณทางยามากเลย ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ชื่นชอบการบำรุงสุขภาพด้วยสมุนไพร ลองหาเจ้าชุมเห็ดไทยมาลองก็ไม่เสียหาย แต่ก็อย่าลืมศึกษาถึงผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้ด้วยนะ ทางที่ดีที่สุดถามผู้เชี่ยวชาญเลยค่ะ จะได้ใช้ได้อย่างมั่นใจและปลอดภัยมากขึ้น   บาคาร่า

สรรพคุณออริกาโน่ สมุนไพรดับกลิ่นเต่า กำจัดกลิ่นเหม็นเฉ่า ๆ ให้อยู่หมัด !

No Comments
สรรพคุณออริกาโน่

สรรพคุณออริกาโน่ สมุนไพรดับกลิ่นเต่า

สรรพคุณออริกาโน่ ก็มีคุณสมบัติต้านแบคทีเรียและเชื้อราไม่ต่างจากโรสแม­­­รี่ อีกทั้งข้อบ่งใช้ในการกำจัดกลิ่นเต่าก็ไม่ต่างกัน

โดยผสมออริกาโน่ลงในน้ำที่ใช้อาบหรือแช่ เพื่อให้สรรพคุณของออริกาโน่เข้าไป กำจัดกลิ่นฉุนในต่อมเหงื่อใต­­­้วงแขน

จบปัญหากลิ่นเต่าติดเสื้อกันสักที แต่เนื่องด้วยออริกาโน่มีสารที่ทำปฏิกิริยากับยาป้องกันการแข็ง­­­ตัวของเลือดได้

ดังนั้นคนที่ใช้ยานี้อยู่อาจต้องระมัดระวังเป็นพิเศษหากจะกำจัด­­­กลิ่นเต่าด้วยออริกาโน่ หรือเพื่อลดความเสี่ยงอาจต้องเลี่ยงไปใช้วิธีดับกลิ่นเต่าอื่น ๆ แทน

สมุนไพรดับกลิ่นเต่า กลิ่นเหม็นเฉ่า ๆ ที่สร้างความอับอายให้เรามาตลอด ถึงเวลาต้องกำจัดกลิ่นเต่าด้วยสมุนไพรเหล่านี้สักที !  บาคาร่า

สมุนไพรตดหมูตดหมา สมุนไพรชื่อแปลกสุดเจ๋ง เพิ่มพลังทางเพศ-ลดไขมันเลว

No Comments
สมุนไพรตดหมูตดหมา

สมุนไพรตดหมูตดหมา สมุนไพรชื่อแปลกสุดเจ๋ง

สมุนไพรตดหมูตดหมา โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เผย สรรพคุณสมุนไพร ตดหมูตดหมา หรือกระพังโหม เพิ่มฮอร์โมนแอนโดรเจนเสริมสมรรถภาพทางเพศ เพิ่มกล้ามเนื้อ ลดน้ำตาลในเลือด-ไขมันเลว ผลักดันเป็นยาอาหารเสริม

เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2558 ภญ.วัจนา ตั้งความเพียร หัวหน้างานการแพทย์แผนไทย โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เผยว่า กระพังโหมหรือ ตดหมูตดหมา เป็นพืชสมุนไพรไม้เถา มีใบเรียวแหลมเขียวเข้มและมีเอกลักษณ์คือมีกลิ่นเหม็น ทำให้ถูกละเลยและมองว่าเป็นเพียงวัชพืชตัวหนึ่ง แต่จากการศึกษาข้อมูลภูมิปัญญาของไทยและการศึกษาวิจัยในต่างประเทศพบว่า ตดหมูตดหมามีสรรพคุณในการลดน้ำตาลในเลือดสำหรับผู้เป็นเบาหวาน แล้วยังลดไขมันแอลดีแอล หรือไขมันเลว ได้อีกด้วย

ทั้งนี้ ตดหมูตดหมา ยังมีสรรพคุณในการเพิ่มสมรรถภาพทางเพศของผู้ชาย เพราะมีฤทธิ์ในการเพิ่มแอนโดรเจน หรือฮอร์โมนเพศชาย รวมทั้งมีผลในการสร้างกล้ามเนื้อ ล่ำขึ้น เหมาะสำหรับผู้ชายวัยทองที่เริ่มพร่องฮอร์โมนก็จะสามารถใช้ตดหมูตดหมาแก้ไขได้ แต่หากเป็นเพราะหลอดเลือดไม่ดีก็ต้องเลี่ยงไปใช้ตัวอื่นแก้ไขแทน และตดหมูตดหมาไม่ได้มีผลต่อผู้ที่เป็นโรคหัวใจ ไม่เหมือนกับแก้เซ็กส์เสื่อมในปัจจุบัน ที่มีผลในการขยายหลอดเลือด นอกจากนี้ตดหมูตดหมายังมีสรรพคุณแตกต่างจากหมามุ่ยที่มีฤทธิ์ในการเพิ่มพละกำลัง เพิ่มความแข็งแรงของสเปิร์ม

ภญ.วัจนา กล่าวต่อว่า ในประเทศไทยยังไม่มีการพัฒนาสมุนไพรตดหมูตดหมาไปทำเป็นยาหรือเป็นอาหารเสริมเพื่อเพิ่มสรรถภาพทางเพศเนื่องจากติดที่ข้อกฎหมายหลาย ๆ อย่าง ซึ่งส่วนใหญ่จะเน้นไปในเรื่องของการช่วยรักษาโรคเรื้อรังมากกว่า แต่หากหน่วยงานระดับสูง เช่น กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก สนใจนำสมุนไพรตัวนี้ไปพัฒนาต่อยอด ทางโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรก็ยินดีให้ความร่วมมือ เนื่องจากมีวัตถุดิบมากพอ รวมถึงกระบวนการผลิตไม่ยากหากทำเป็นแคปซูล หรือมีการคุยกันหลายฝ่ายว่าจะสามารถต่อยอดได้มากแค่ไหน ขณะนี้ก็เพียงแค่เผยแพร่องค์ความรู้ให้กับประชาชนว่าสามารถรับประทานได้

อีกทั้ง ต้นตดหมูตดหมา สามารถพบได้ทั่วไป ในภาคใต้จะนำตดหมูตดหมามาใส่ในข้าวยำ หรือเอาส่วนเหนือดินมาคั้นน้ำผสมเป็นขนมวุ้น หรือนำมาใส่น้ำร้อนหรือผสมในขนมจะมีกลิ่นหอม ไม่เหมือนตอนเอาใบสดมาขยี้จะมีกลิ่นเหม็น และยังสามารถนำมาชงน้ำดื่มได้โดยใช้ใบตดหมูตดหมา 7 ใบมาต้มดื่มแก้ปวดเมื่อยได้ดี ส่วนคนที่มีปัญหาสมรรถภาพทางเพศก็ยังมีอีกหลายทางเลือก เช่น หมามุ่ย สูตรตำรับยาดอง ยาต้ม และยาแผนปัจจุบัน เป็นต้น  วิเตราะบอล

สรรพคุณหนุมานประสานกาย แก้หอบหืด แก้ไอ เจ็บคอ

No Comments
สรรพคุณหนุมานประสานกาย

สรรพคุณหนุมานประสานกาย แก้หอบหืด

สรรพคุณหนุมานประสานกาย สมุนไพรแก้หอบหืดตัวเด็ดอีกชนิดหนึ่ง สำหรับคนที่อยากเลี่ยงการใช้ยา ลองรักษาโรคหอบหืดด้วยสมุนไพรไทยดี ๆ ตัวนี้สิ

อากาศชื้นมักกระทบต่อเด็กและผู้สูงวัยที่ภูมิต้านทานน้อย โดยเฉพาะในกลุ่มเด็ก ๆ ความชื้นจะทำให้เป็นไข้หวัด ไอ ได้เร็วและอยู่นาน เมื่อก่อนไข้หวัดในบ้านเราไม่ใช่เรื่องน่ากลัว เมื่อเป็นก็รักษาตามอาการ แต่พอโลกกว้างขวางเรียกว่าโลกาภิวัตน์ หรือโลกไร้พรมแดน การพัฒนาของโรคก็เติบโตตาม ไข้หวัดในวันนี้มีสายพันธุ์ใหม่ ๆ เกิดขึ้น มีความรุนแรงของโรคมากขึ้น รักษายากขึ้น ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตเร็วขึ้น ดังนั้นต้องเตือนประชาชนให้รู้เท่าทันไข้หวัดและอันตราย

เมื่อเป็นไข้หวัดต้องรีบรักษา ดูแลสุขภาวะในครอบครัวให้สะอาด เมื่อก้าวเข้าสู่ฤดูกาลของการระบาดของโรคก็ควรต้องระวังในเรื่องอาหารการกิน เครื่องดื่ม น้ำควรดื่มน้ำต้มสุก อาหารควรปรุงให้สุกและร้อน และสิ่งหนึ่งที่จะช่วยในการดูแลควบคู่กับการป้องกันสุขภาพจากโรคภัยไข้เจ็บได้คือการใช้สมุนไพรในรูปของอาหารและเครื่องดื่มเพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกันในร่างกายเราได้

หนุมานประสานกาย (Edible-stemed Vine) เป็นอีกหนึ่งสมุนไพรที่ใช้ในการป้องกันและต่อสู้กับไข้หวัด รวมไปถึงหอบ หืดได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นพืชในวงศ์ Araliaceae ชื่อวิทยาศาสตร์ Schefferaleucantha R. Vig. มีข้อมูลการวิจัยพบว่ามีสารออกฤทธิ์ทำให้กล้ามเนื้อหลอดลมขยายแต่ไปกดหัวใจ สาระสำคัญเหล่านี้เป็นสารกลุ่มซาโปนิน สามารถขยายหลอดลม ซึ่งจะหลดการหลั่งสารฮีสตามีน และสารเมซโคลินที่ก่อให้เกิดการแพ้ สกัดสาร?เอทานอลจาก?ใบหนุมานประสานกาย สามารถกระตุ้น?การสร้าง?เนื้อ?เยื่อบุผิว?ให้?เร็วขึ้น ?และ?เพิ่ม?การหดตัวของบาด?แผล?ได้มากกว่า?แผลที่?ไม่?ได้?ใช้สมุน?ไพร ซึ่งที่พบนั้นสอดคล้องกับตำรายาไทยโบราณที่มีการนำใบหนุมานประสานกายไปใช้รักษาโรคหอบหืดและใช้ในการสมานแผล

วิเคราะห์บอล

สรรพคุณทางยาไทยบันทึกว่า ใบรสหอมเผ็ดปร่า ขมฝาดเล็กน้อย แก้เจ็บคอ คออักเสบ แก้ปอด และหลอดลมอักเสบ แก้ช้ำใน แก้เส้นเลือดฝอยในสมองแตก ทำให้เป็นอัมพาต แก้อาเจียนเป็นเลือด กระจายเลือดลมที่จับกันเป็นก้อนหรือคั่งภายใน ใช้ภายนอกตำพอกแผลสด ห้ามเลือด สมานแผลแก้อักเสบบวมทั้งต้น รสหอมเผ็ดปร่าขมฝาดเล็กน้อย ทำให้เลือดลมเดินสะดวก ต้มดื่มรักษาโรคกระเพาะอาหารและลำไส้

หมอพื้นบ้านแนะวิธีการนำมาใช้ประโยชน์ ใช้แก้ไอ เอายอดสดสัก 2-3 ยอด ล้างให้สะอาดเคี้ยวให้แหลกแล้วกลืนกินทั้งเนื้อและกาก ใช้แก้ไอในช่วงที่ยังไม่ไอมากนักมักได้ผลดี แก้เจ็บคอและร้อนในได้ด้วย ถ้าขมมากรู้สึกว่ากลืนไม่ไหวก็กลืนเอาแต่น้ำคายกากทิ้ง หรือเอายอดสดสัก 5-10 ช่อ ต้มกับน้ำ 2 แก้วให้เหลือ 1 แก้ว ดื่มเช้า-เย็น ก่อนอาหาร รักษาโรคหอบหืด หรือใช้ใบสด 10 ช่อตำให้ละเอียด คั้นเอาแต่น้ำผสมกับเหล้าขาว ใช้เป็นยาแก้ไอ แก้หอบหืด แก้อาเจียนเป็นเลือด

นำใบสดต้มกินต่างน้ำ หรือทำเป็นใบชาจิบบ่อย ๆ จะช่วยในเรื่องลดอาการภูมิแพ้ลงได้ด้วย ใช้ใบสดตำให้ละเอียด เอากากมาพอก หรือทาสมานแผล และห้ามเลือด

ข้อควรระวัง ห้ามใช้กับคนเป็นโรคหัวใจ คนที่มีไข้สูง หญิงมีครรภ์ และห้ามกินยานี้ในขณะที่กำลังเหนื่อย ๆ หรือในขณะที่หัวใจเต้นเร็ว เช่นหลังออกกำลังกายเพราะจะยิ่งทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น

หนุมานประสานกายเป็นพืชที่ปลูกง่าย เมื่อเติบโตแล้วก็ไม่ต้องการการดูแลมาก ปลูกใส่กระถางไว้สักกระถาง สามารถเก็บใช้ประโยชน์ได้นานและยังได้ยาที่เก็บใช้ได้ทันใจ บางวันถ้าโดนละอองฝนรู้สึกเจ็บคอ ครั่นเนื้อครั่นตัว เด็ดเอาใบหนุมานสักช่อเคี้ยวให้ละเอียด กลืนเอาแต่น้ำแล้วคายกากทิ้งก็สามารถช่วยได้มากเลย รสชาติออกจะขมบ้างแต่ไม่ขมจัดเท่าฟ้าทะลายโจร แต่ถ้าเป็นกลุ่มหอบหืดอาจใช้เวลาในการรับประทานติดต่อกันนานสักหน่อยขึ้นอยู่กับอาการของผู้ป่วย…

สรรพคุณหญ้าหนวดแมว สมุนไพรแก้นิ่ว ชวนชิมเมนูเด็ด

No Comments
สรรพคุณหญ้าหนวดแมว

สรรพคุณหญ้าหนวดแมว สมุนไพรแก้นิ่ว

สรรพคุณหญ้าหนวดแมว หลายคนอาจจะเคยได้ยินชื่อของสมุนไพร “หญ้าหนวดแมว” มาบ้างแล้วใช่ไหมค่ะ

เพราะสรรพคุณของ “หญ้าหนวดแมว” โด่งดังจนโกอินเตอร์ ไปสกัดเป็นยาแผนปัจจุบันหลายต่อหลายประเทศแล้วเลยล่ะ

ส่วนประเทศไทยก็มีการใช้ “หญ้าหนวดแมว” ในการรักษามานมนาน แต่เพิ่งจะยอมรับอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2528 นี่เองล่ะ วันนี้ทางรายการ “ภัตตาคารบ้านทุ่ง” ก็เลยนำเอาเจ้า “หญ้าหนวดแมว” นำมาสร้างสรรค์เมนูตามสโลแกนของรายการคือ “สารคดีความรู้ เคียงคู่กับความอร่อย”

แต่ก่อนจะไปปรุงอาหารกัน เรามาทำความรู้จักกับ “หญ้าหนวดแมว” กันสักหน่อยดีกว่าค่ะ

สำหรับสรรพคุณของ “หญ้าหนวดแมว” นั้น มีสรรพคุณแก้นิ่วแบบชะงักงันเลยนะ เพียงแค่ต้มดื่มก็ทำให้ก้อนนิ้วสลายไปได้

โดยคุณยาย ชาวดงขี้เหล็ก อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี ได้เล่าให้ฟังว่า มีคนป่วยเป็นโรคนิ่วก้อนโต หมอจึงนัดผ่าตัดในสัปดาห์ต่อมา แต่ผู้ป่วยคนนั้นได้พบว่า ที่นี่มี “หญ้าหนวดแมว” ปลูกเยอะ จึงมาหาตนแล้วตนก็แนะนำวิธีต้ม “หญ้าหนวดแมว” ไปให้ โดยให้ต้มกับหม้อดินกินเช้าเย็น หรือต้มกินจนกว่าสีน้ำของยาจางเป็นสีขาว ซึ่งผู้ป่วยดังกล่าวก็ทำตาม ต้มหญ้าหนวดแมว ดื่มเช้า-เย็นติดกันสองวัน พอถึงวันนัดผ่าตัด ปรากฎว่า คุณหมอตรวจไม่พบก้อนนิ่ว เอ็กซเรย์ก็แล้ว ส่องกล้องก็แล้ว แต่ก็ไม่พบ ผู้ป่วยจึงไม่ต้องผ่าตัด และหายจากการเป็นโรคนิ่วในที่สุด

ว่าแล้วก็มารู้จักกับโรคนิ่วกันสักเล็กน้อย… โรคนิ่วแบ่งออกเป็น 2 ชนิดใหญ่ ๆ คือ นิ่วกรด หรือที่เรียกกันว่า นิ่วคนรวย และนิ่วด่างคือ นิ่วคนจน สำหรับนิ่วด่างนั้นจะพบมากในชาวบ้านแถวภาคอีสาน เพราะแหล่งน้ำหาดื่มได้ยาก อีกทั้งยังมีหินปูนสะสมอยู่ ทำให้เกิดโรคนิ่วได้ง่าย โดยนิ่วจะมีลักษณะเป็นเม็ดแข็ง ๆ ขนาดประมาณเม็ดมะละกอ หรือเม็ดถั่วเขียว ส่วนนิ่วกรดนั้น เป็นนิ่วของคนที่กินดีอยู่ดีมากเกินไป โดยเฉพาะคนที่ชอบกินเนื้อสัตว์ ไม่ค่อยดื่มน้ำ และอั้นฉี่ ซึ่งลักษณะของนิ่วกรดจะแตกต่างกับนิ่วด่างคือ นิ่วค่อนข้างร่วนคล้ายเนื้อทราย แพทย์ตรวจพบได้ยาก และเมื่อปัสสาวะออกมาจะเป็นสีเหลืองเข้ม ค่อนข้างข้น ปัสสาวะกระปิดกระปรอย หรือรู้สึกว่าปัสสาวะไม่สุดเสียที

นอกจากนี้ “หญ้าหนวดแมว” ยังมีสรรพคุณในการขับปัสสาวะ แถมยังต้านอนุมูลอิสระได้ด้วยอีกนะ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนที่จะรับประทาน เพราะว่าฤทธิ์ของหญ้าหนวดแมวจะขับปัสสาวะให้ออกมามากกว่าปกติ อาจจะส่งผลกระทบต่อโรคหัวใจก็เป็นได้…

เอ้า… ทราบสรรพคุณพร้อมสรรพแล้ว เรามาเปลี่ยนจากสมุนไพรขม ๆ ให้เป็นอาหารรสเด็ดกันดีกว่า…

แต่ก่อนอื่นต้องไปเก็บหญ้าหนวดแมวเสียก่อน โดยเลือกเอาเฉพาะต้นที่แข็งแรง ใบหนา ๆ มีสีเขียวเข้ม และเป็นมัน ตัด ฉับ ฉับ ฉับ ออกมา เสร็จแล้วก็ทำการเด็ดใบแล้วล้างน้ำให้สะอาด เพียงเท่านี้ก็ได้สมุนไพรหญ้าหนวดแมวไว้ปรุงอาหารแล้วล่ะค่ะ

เริ่มเมนูแรกกับเมนูที่มีชื่อว่า “อ่อมแซ่บปูนาใส่หญ้าหนวดแมว” แหม… ได้ยินชื่อก็น้ำลายสอกันแล้วใช่ไหมค่ะ วิธีทำก็ไม่ยาก เพียงแค่มีปูนาตัวโต ๆ กับหญ้าหนวดแมว เท่านี้เอง เริ่มแรกก็ล้างปู นำส่วนมันปูออกมา แล้วตำปูให้แหลก เสร็จแล้วก็ใส่น้ำเปล่ากรองจนได้น้่ำปู จากนั้นก็มาทำเครื่องแกงกันค่ะ โดยการนำ พริกแห้ง หอมแดง กระชาย ตะไคร้ ใส่น้ำเปล่า ตำผสมกัน เสร็จแล้วนำเครื่องปรุงทั้งหมดใส่หม้อต้มจนเดือด ปรุงรสชาติ ด้วยน้ำปลา น้ำปู และมันปู ถ้าจะให้ดีใส่ปูลงไปทั้งตัวเพื่อความอร่อย ปิดท้ายด้วยหันบวบชิ้นพอดีคำใส่ลงไป หญ้าหนวดแมว เท่านี้ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย

ส่วนเมนูที่ 2 เป็นเมนูที่น่าจะถูกใจวัยรุ่น เพราะวัยรุ่นเด็กแนวย่านนั้นมาช่วยกันคิดช่วยกันทำ โดยได้ร่วมกันตั้งชื่อเมนูว่า “หญ้าหนวดแมวแนวกรุ๊บกรอบ” ซึ่งเมนูนี้ก็ทำง๊ายง่าย เพียงแค่เตรียมแป้งเพื่อทอดกรอบ โดยการใส่แป้ง ผสมน้ำเย็น ใส่ไข่แล้วตีผสมกัน จากนั้นนำตะไคร้ซอย พริกไทดำตำละเอียด ปลาหมึกแห้งหันพอดีคำ และหมูสับ ใส่ลงไปในแป้งทอดกรอบ เสร็จแล้วก็ใส่พริกแก้งคนให้เข้ากัน ปิดท้ายด้วยการนำหญ้าหนวดแมวใส่เข้าไป ตั้งน้ำมันร้อน ๆ ในกระทะ ตักทอดเป็นชิ้น ๆ ทอดจนเป็นสีเหลืองทอง ทิ้งให้สะเด็ดน้ำมัน เพียงเท่านี้เราก็จะได้ “หญ้าหนวดแมวแนวกรุ๊บกรอบ” ไว้ทานแล้ว ใครจะเพิ่มรสชาติด้วยการทานกับน้ำจิ้มไก่ หรือซอสมะเขือเทศ ก็อร่อยกันไปคนละแบบ ^ ^

จากหญ้าหนวดแมว รสชาติขม ก็ถูกแปรรูปจนมีรสชาติที่กินง่ายแถมหน้าตา น่ารับประทานอีกด้วย … เอ้าเพื่อน ๆ คนไหนสนใจอยากสร้างสรรค์เมนูจากสมุนไพร ก็สามารถติดตามชมรายการ “ภัตตาคารบ้านทุ่ง” กันได้นะคะ รายการนี้มีเมนูเด็ด ๆ แต่สรรพคุณเยี่ยมมาให้เราได้ดูได้ชมกันทุกสัปดาห์เลยล่ะ ออกอากาศทุกวันอาทิตย์ เวลา 17.30 น. – 18.00 น. นะจ้ะ

ดูบอลออนไลน์

สรรพคุณกะเพรา ที่เราไม่อยากให้คุณเขี่ยทิ้ง

No Comments
สรรพคุณกะเพรา

สรรพคุณกะเพรา ที่เราไม่อยากให้คุณเขี่ยทิ้ง

สรรพคุณกะเพรา เมื่อนึกถึงเมนูยอดนิยมของคนไทย เชื่อว่าเมนูเช่นผัดกะเพราต้องอยู่ในใจของหลายๆคน ถึงขั้นขึ้นชื่อว่าเป็นเมนูสิ้นคิด กะเพราเป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณมากมาย และยังสามารถทำสารพัดเมนูทั้งต้มผัดแกงทอด แต่ด้วยความที่กะเพรามีกลิ่นเฉพาะตัว บางคนจึงอาจไม่ชอบอาจจะเขี่ยทิ้งไว้ข้างจาน อย่างไรก็ตาม Sanook! Health ยังอยากจะแนะนำให้รับประทาน เพราะกะเพรามีประโยชน์มากกว่าที่พวกเราคิด

ประโยชน์ดีๆ ของกะเพรา

1.ช่วยให้ร่างกายอบอุ่น ป้องกันอาการหวัด
2.แก้อาการคลื่นเหียนอาเจียน
3.ช่วยขับลมในกระเพาะ แก้อาการจุกเสียดแน่นท้อง
4.ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อโรค และช่วยฆ่าเชื้อจุลินทรีย์บางชนิดได้
5.ช่วยดับกลิ่นคาวของเนื้อสัตว์ ในเมนูกะเพรา เช่น ผัดกะเพรา แกงเลียง แกงป่า แกงคั่ว แกงเขียวหวาน
6.ช่วยลดระดับไขมันในร่างกาย และช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด จึงช่วยป้องกันโรคเบาหวานได้

ข้อควรระวังในการทานกะเพรา

-แม้ว่ากะเพราะจะมีประโยช์มาก แต่ยังไม่สามารถทานกะเพราเพื่อผลในการรักษาโรคต่างๆ เช่น โรคเบาหวาน ได้ เพราะยังไม่มีรายงานการแพทย์พิสูจน์อย่างชัดเจน

-เนื่องจากกะเพรามีฤทธิ์ชะลอการแข็งตัวของเลือด ดังนั้นจึงไม่ควรบริโภคในประมาณมากก่อนวันเข้ารับการผ่าตัด หรือทานระหว่างที่กำลังบริโภคยาที่มีฤทธิ์ชะลอการแข็งตัวของเลือดอย่าง แอสไพริน เป็นต้น

ดูบอลออนไลน์