เดือน: พฤษภาคม 2019

สรรพคุณว่านพญาลิ้นงู สรรพคุณแก้พิษสัตว์กัดต่อย มีไว้ป้องกันงูเข้าใกล้

No Comments
สรรพคุณว่านพญาลิ้นงู

สรรพคุณว่านพญาลิ้นงู สมุนไพรพื้นบ้านที่ได้ยินชื่อมาจากละคร นาคี

สรรพคุณว่านพญาลิ้นงู ว่ากันว่าช่วยถอนพิษสัตว์กัดต่อย ใครมีไว้ อสรพิษไม่กล้าเข้าใกล้

การนำสมุนไพรมาใช้บำบัดรักษาอาการเจ็บป่วยเป็นภูมิปัญญาพื้นบ้านที่สืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคน

โดยเฉพาะคนในชนบทที่รู้เรื่องสมุนไพรเป็นอย่างดี อย่างเช่นว่าถ้าเกิดถูกงูกัด ก็จะนำ “ว่านพญาลิ้นงู” มาช่วยถอนพิษ หรือหากใครเคยชมละครเรื่อง “นาคี” ก็จะเห็นชาวบ้านนำ “ว่านพญาลิ้นงู” มาใช้พิสูจน์ว่า “คำแก้ว” เป็นเจ้าแม่นาคีจริงหรือไม่ เพราะเชื่อกันว่า “ว่านพญาลิ้นงู” มีฤทธิ์ปราบงู สามารถใช้ป้องกันอสรพิษไม่ให้เข้ามาใกล้ตัวได้เช่นกัน วันนี้เลยอยากชวนทุกคนไปเรียนรู้สรรพคุณของว่านชนิดนี้กันค่ะ

รู้จักว่านพญาลิ้นงู

ว่านพญาลิ้นงู หรือว่านงู, ว่านเขี้ยวงู มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Allium sp. อยู่ในวงศ์ AMARYLLIDACEAE

ลักษณะว่านพญาลิ้นงู เป็นไม้ล้มลุกที่มีลำต้นอยู่ใต้ดิน หัวจะมีลักษณะกลมคล้ายหอมหัวใหญ่ แต่รูปร่างยาวรีกว่า มีสีเขียวอ่อนปนขาว หากผ่าครึ่งออกมาจะเป็นกลีบแข็งสีขาวซ้อนกันเป็นชั้น ๆ คล้ายเกล็ดงู เนื้อในหัวมีสีเขียวอ่อน ต้นสูงไม่เกิน 30 เซนติเมตร

ใบของว่านพญาลิ้นงูเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับ แตกใบขึ้นมาจากหัวใต้ดิน ใบมีลักษณะคล้ายต้นหอม ต้นกระเทียม

แต่ยาวกว่า ใบมีสีน้ำตาลแซมตอนปลายเล็กน้อย ปลายใบยาวคล้ายหางงู คือเรียวแหลมโค้งงอและตวัดขึ้น คนจึงมองว่าเหมือนปลายลิ้นงู ขอบใบเรียบ โคนใบตัดและสอบเรียว ไม่ปรากฏว่ามีดอก

ทั้งนี้ “ว่านพญาลิ้นงู” เป็นสมุนไพรคนละชนิดกับ “หญ้าลิ้นงู” ที่มีชื่อคล้ายกันนะคะ เพราะหากเป็นหญ้าลิ้นงูจะมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Hedyotis corymbosa Lamk อยู่ในวงศ์ RUBIACEAE ลักษณะทางพฤกษศาสตร์จะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ว่านพญาลิ้นงู กับสรรพคุณรักษาโรค

หมอพื้นบ้านทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มักนำ “ว่านพญาลิ้นงู” มาใช้ในการดูดพิษ ถอนพิษจากการถูกสัตว์มีพิษกัดต่อย เช่น งู ตะขาบ แมงป่อง ต่อ แตน โดยมีตำรับยาหลากหลาย เช่น ให้นำหัวว่านไปฝนกับน้ำมะนาว แล้วทาบริเวณที่ถูกกัดต่อย พิษจะหายทันที

หรือข้อมูลจากคุณจำรัส เซ็นนิล ที่เขียนไว้ในเว็บไซต์ jamrat.net ก็พบว่า มีผู้เคยนำว่านพญาลิ้นงู มาใช้รักษาพิษแมงป่องต่อย

โดยนำหัวว่าน 2-3 หัว มาตำให้แหลก ผสมเหล้าขาว จำนวน 2 ช้อนแกง แล้วนำมาพอกแผล เพียงไม่กี่นาทีก็หายปวดอย่างน่าอัศจรรย์

ว่านพญาลิ้นงู กับความเชื่อกันงูเข้าบ้าน

มีความเชื่อว่า หากปลูกว่านพญาลิ้นงูไว้ที่บ้าน งูจะไม่เข้ามารบกวนในบ้าน หรือหากผู้ใดนำหัวว่านพญาลิ้นงูพกติดตัวไว้ งู ตะขาบ หรือสัตว์เลื้อยคลานทั้งหลายก็จะไม่กล้าเข้าใกล้ผู้นั้นเลยแม้แต่น้อย


ว่านพญาลิ้นงู ปลูกอย่างไรตามความเชื่อ

ควรปลูกในดินร่วน หรือดินร่วนปนทราย ผสมเศษใบไม้ผุพัง เพราะระบายน้ำและถ่ายเทอากาศได้ดี ให้วางกระถางในที่ที่มีแสงแดดส่องถึงบ้าง เพราะเป็นพืชที่ชอบแสงแดดรำไร แต่ไม่ควรตั้งในที่ที่มีแสงแดดจัด เพราะจะทำให้ใบว่านเหี่ยว แต่หากปลูกในแปลง ควรทำที่บังแดดไว้ด้วย

วิธีปลูกว่านพญาลิ้นงู คือต้องปลูกให้หัวโผล่ คือนำหัวว่านใส่ลงไปในดินแล้วรดน้ำตามพอสมควร โดยมีความเชื่ออีกเช่นกันว่า ให้รดน้ำที่เสกด้วยคาถา “นะโมพุทธายะ” 3 จบ และควรปลูกในวันพฤหัสบดี ถึงจะดี

นอกจากนี้ ยังมีความเชื่อที่ว่า ห้ามผู้หญิงที่กำลังมีประจำเดือนปลูกว่านพญาลิ้นงู เพราะจะทำให้สรรพคุณทางยาเสื่อม แต่ทว่าเป็นเพียงคำบอกเล่าสืบทอดกันมา ซึ่งจริง-เท็จอย่างไรไม่ทราบได้ แต่ก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

ว่านพญาลิ้นงู หาซื้อได้ที่ไหน ราคาเท่าไร

หากสนใจนำว่านพญาลิ้นงูมาปลูก ลองสอบถามตามร้านที่เพาะพันธุ์พืชสมุนไพร หรือร้านขายต้นไม้ดูค่ะ สนนราคาขึ้นอยู่กับขนาดของหัวว่าน หากหัวเล็กก็มีราคาราว ๆ หลักสิบ เช่น 20-50 บาท แต่ถ้าหัวใหญ่อาจมีราคาตั้งแต่ 50 บาทขึ้นไปจนถึงเกือบ ๆ หลักร้อยได้เลย

ขอบคุณแหล่งที่มา https://health.kapook.com

สรรพคุณเถาวัลย์เปรียง…สรรพคุณเลอค่า สมุนไพรช่วยบอกลาอาการปวด

No Comments
สรรพคุณเถาวัลย์เปรียง

สรรพคุณเถาวัลย์เปรียง…สมุนไพรที่ชื่ออาจไม่ค่อยคุ้นหูสำหรับคนรุ่นใหม่

สรรพคุณเถาวัลย์เปรียง.แต่ความจริงคนโบราณรู้จักนำเอาเถาวัลย์เปรียงมาใช้ประโยชน์ในทางยามานานแล้ว

ถึงเถาวัลย์พันเกี่ยวที่เลี้ยวลด…ก็ไม่คดเหมือนหนึ่งในน้ำใจคน กลอนของท่านสุนทรภู่บทนี้สอนว่าจิตใจมนุษย์นั้นไซร้ยากแท้หยั่งถึง แต่สำหรับพืชไม้เลื้อยอย่างเถาวัลย์เปรียงนั้นกลับได้รับการเชื่อถือและยอมรับในวงการแพทย์พื้นบ้านและแผนปัจจุบันด้วยสรรพคุณชั้นยอดในการแก้อาการปวดเมื่อย และรักษาโรคอื่น ๆ ของมัน

วันนี้กระปุกดอทคอมจะพาทุกคนไปรู้จักสมุนไพรชนิดนี้ให้มากขึ้น แต่ก่อนที่เราจะไปรู้จักสรรพคุณต่าง ๆ ของเถาวัลย์เปรียง วิธีใช้ ข้อห้ามและข้อควรระวังในการใช้ เรามาทำความรู้จักข้อมูลเบื้องต้นของเถาวัลย์เปรียงกันก่อนดีกว่า

เถาวัลย์เปรียง…หลากชื่อเรียก

เถาวัลย์เปรียง หรือชื่อภาษาอังกฤษเพราะ ๆ ว่า Jewel Vine มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Derris scandens (Roxb.) Benth. อยู่ในวงศ์ถั่ว FABACEAE หรือ LEGUMINOSAE เป็นสมุนไพรที่พบได้ในทุกภาคของประเทศไทย จึงมีชื่อเรียกที่แตกต่างกันไปตามแต่ละท้องถิ่น ภาคกลางเรียกเถาวัลย์เปรียงแดง หรือ เถาวัลย์เปรียงขาว ตามสีของเนื้อไม้ ภาคเหนือเรียกเครือเขาหนัง หรือ เครือค้องแกบ ภาคอีสานเรียกเครือตับปลา หรือ เครือตาปลา ภาคใต้เรียกย่านเหมาะ หรือ ย่านเมราะ

เถาวัลย์เปรียง หน้าตาเป็นยังไงนะ ?

เถาวัลย์เปรียง เป็นพรรณไม้เถา ชอบเลื้อยพาดพันตามต้นไม้ใหญ่ ใบประกอบแบบขนนกเรียงสลับกัน ใบย่อยรูปไข่ เป็นมันสีเขียวเข้ม ดอกเป็นช่อสีขาว กลีบรองดอกเป็นสีม่วงดำ ตรงปลายกลีบดอกนั้นจะเป็นสีชมพูเรื่อ ๆ ผลเป็นฝักแบนเล็ก ๆ ภายในจะมีเมล็ดอยู่ประมาณ 2-4 เมล็ด

เถาวัลย์เปรียง สรรพคุณเด่นจนต้องรู้ !

1. แก้ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ

ในตำรับยาพื้นบ้าน มีการนำเถาของเถาวัลย์เปรียงมาคั่วชงน้ำ แล้วดื่มกินแก้ปวดเมื่อย ส่วนตำรับยาแผนปัจจุบัน กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และโรงพยาบาลวังน้ำเย็น จังหวัดสระแก้ว ร่วมกันวิจัยทางคลินิกเพื่อศึกษาประสิทธิผลและผลข้างเคียงของสารสกัดเถาวัลย์เปรียงในการรักษาผู้ป่วยที่มีอาการปวดหลังส่วนล่าง จำนวน 70 ราย แล้วพบว่า ผู้ป่วยกลุ่มที่ได้รับสารสกัดเถาวัลย์เปรียงชนิดแคปซูลขนาด 200 มิลลิกรัม วันละ 3 ครั้ง เป็นเวลา 7 วัน มีอาการปวดหลังลดลงไม่ต่างจากกลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับยาแก้ปวดไดโคลฟีแนค (Diclofenac) ขนาด 25 มิลลิกรัม วันละ 3 เวลาเท่ากัน

2. พิชิตโรคข้อเข่าเสื่อม

เถาวัลย์เปรียงนับเป็นสมุนไพรที่ช่วยแก้ปัญหาข้อเข่าเสื่อมได้ดีทีเดียว ดังที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เคยร่วมวิจัยกับคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล แล้วพบว่า ผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมที่ได้รับยานาโปรเซน ขนาด 250 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง นาน 4 สัปดาห์ มีประสิทธิผลในการรักษาและความปลอดภัยไม่แตกต่างจากผู้ที่รับยาสารสกัดเถาวัลย์เปรียง ขนาด 400 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง นาน 4 สัปดาห์

3. กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย

ตามตำรับยาแผนโบราณ เถาวัลย์เปรียงถูกนำมาใช้เป็นส่วนประกอบของยาอายุวัฒนะเพื่อช่วยให้ร่างกายแข็งแรง และมีงานวิจัยจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ช่วยสนับสนุนเรื่องนี้ด้วยเช่นกันค่ะ โดยให้อาสาสมัครสุขภาพดี 59 คน กินแคปซูลสารสกัดเถาวัลย์เปรียงวันละ 400 มิลลิกรัม เช้า-เย็น เป็นเวลา 2 เดือน ก็พบว่าสารสกัดเถาวัลย์เปรียงไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียงใด ๆ กับร่างกาย แถมยังมีส่วนช่วยควบคุมหรือเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายได้จริง ๆ

4. รักษาอาการตกขาว

สรรพคุณของเถาวัลย์เปรียงยังดีต่อสุขภาพผู้หญิงเช่นกัน เพราะช่วยรักษาอาการตกขาวชนิดที่ไม่มีอาการคัน ไม่มีกลิ่น และไม่เปลี่ยนเป็นสีเขียวได้ด้วยค่ะ ซึ่งเป็นภูมิปัญญาพื้นบ้านที่สืบทอดกันมาแต่โบราณแล้ว วิธีใช้ก็คือ นำเถาวัลย์เปรียงสับเป็นชิ้นเล็ก ๆ ต้มดื่มต่างน้ำ หรือดื่มวันละ 3 เวลา

5. ขับโลหิตเสีย-ช่วยให้มดลูกเข้าอู่

อีกหนึ่งสรรพคุณที่พืชชนิดนี้มีดีต่อผู้หญิงที่เพิ่งคลอดบุตรก็คือ มีฤทธิ์ช่วยขับโลหิตเสียของผู้หญิง โดยการนำเถาวัลย์เปรียงทั้งห้าแบบสด ๆ นำมาต้มกับน้ำแล้วนำน้ำที่ได้มาใช้ดื่มต่างน้ำ นอกจากนี้เถาวัลย์เปรียงยังช่วยทำให้มดลูกเข้าอู่เร็วขึ้น โดยการนำเถาสดมาทุบให้ยุ่ย แล้ววางทาบบนหน้าท้องคุณแม่หลังคลอด จากนั้นนำหม้อเกลือที่ร้อนมานาบลงบนเถาวัลย์เปรียง

นอกจากสรรพคุณอย่างที่บอกไปข้างต้นแล้ว เถาวัลย์เปรียงยังมีประโยชน์อีกมากมายตามตำรายาพื้นบ้าน เช่น

– เถา มีรสเฝื่อนเล็กน้อย คนโบราณนิยมใช้เป็นยาถ่ายเสมหะ ลงสู่ทวารหนัก ถ่ายเส้นทำให้เส้นอ่อนและหย่อนดี รักษาเส้นเอ็นขอด แก้เมื่อย แก้เหน็บชา รักษาปัสสาวะพิการ ขับปัสสาวะ รักษาโรคบิด ไอ และหวัด บางตำราว่าส่วนเถามีสรรพคุณช่วยบำรุงกำลังได้ด้วย วิธีใช้คือนำเถามาหั่นตาก แล้วคั่วไฟให้หอม ชงน้ำกินแทนน้ำชา

– ราก มีรสเฝื่อนเมา ตามตำรับยาไทยใช้เป็นยารักษาอาการไข้ และขับปัสสาวะ แก้ปัสสาวะกะปริบกะปรอย มีสารพวก Flavonol ที่มีชื่อว่า สคาเดอนิน และนันลานิน ใช้เป็นยาเบื่อปลาได้ แต่ไม่มีคุณสมบัติฆ่าแมลง

– ยอดอ่อน ใบอ่อน ช่อดอก และผลอ่อนของเถาวัลย์เปรียง มีรสมัน ๆ นำมารับประทานเป็นผักสดจิ้มน้ำพริกได้

แคปซูลเถาวัลย์เปรียง….การต่อยอดจากภูมิปัญญาไทย

การนำเถาวัลย์เปรียงแบบสด ๆ มาใช้เป็นยารักษาโรคต่าง ๆ อาจยุ่งยากไปสักหน่อย ปัจจุบันกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์จึงพัฒนาเถาวัลย์เปรียงให้อยู่ในรูปแบบแคปซูลเพื่อใช้ในโรงพยาบาล และได้รับการบรรจุอยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติ มี 2 ตัวคือ

1. ยาเถาวัลย์เปรียง สกัดมาจากส่วนเถา ใช้บรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อ ลดการอักเสบของกล้ามเนื้อ โดยกินครั้งละ 500 มิลลิกรัม-1 กรัม วันละ 3 ครั้งหลังอาหารทันที

2. ยาสารสกัดจากเถาวัลย์เปรียง ที่สกัดมาจากส่วนเถา 50 เปอร์เซ็นต์ของเอทิลแอลกอฮอล์ ใช้บรรเทาอาการปวดหลังส่วนล่าง (low back pain) และอาการปวดจากข้อเข่าเสื่อม (Knee Osteoarthritis) โดยกินครั้งละ 400 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้งหลังอาหารทันที

เถาวัลย์เปรียง ใช้แล้วมีผลข้างเคียงหรือไม่ ?

เช่นเดียวกับสมุนไพรชนิดอื่นที่อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงในการใช้ เถาวัลย์เปรียงก็ทำให้เกิดผลข้างเคียงได้เช่นเดียวกัน

1. ผลข้างเคียงของการใช้ยาเถาวัลย์เปรียง คือ ทำให้ผู้ใช้มีอาการปวดท้อง ท้องผูก ปัสสาวะบ่อย คอแห้ง ใจสั่น อาจมีอาการผิวหนังอักเสบ หรือเป็นผื่นจากการแพ้

2. ผลข้างเคียงของการใช้ยาสารสกัดจากเถาวัลย์เปรียง คือ ทำให้ผู้ใช้มีอาการเวียนศีรษะ ปวดศีรษะ และอุจจาระเหลว

โทษของเถาวัลย์เปรียงมีไหม มีข้อควรระวังอะไรบ้าง ?

แม้ว่าเถาวัลย์เปรียงจะมีสรรพคุณโดดเด่นในการรักษาอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ แต่ก็มีข้อห้ามและข้อควรระวังในการใช้กับบุคคลบางกลุ่มดังนี้

1. ห้ามใช้ในหญิงตั้งครรภ์

2. ควรระวังในการใช้ในผู้ป่วยโรคแผลเปื่อยเพปติก สำหรับยาเถาวัลย์เปรียง ที่ใช้บรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อ ลดการอักเสบของกล้ามเนื้อ และยาสารสกัดจากเถาวัลย์เปรียงที่ใช้บรรเทาอาการปวดหลังส่วนล่าง และอาการปวดจากข้อเข่าเสื่อม เนื่องจากเถาวัลย์เปรียงออกฤทธิ์คล้ายยาแก้ปวด กลุ่มยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (Nonsteroidal Anti-Inflammatory Drugs: NSAIDs) อาจทำให้เกิดการระคายเคืองระบบทางเดินอาหารได้

3. เถาวัลย์เปรียงมีสารที่มีฤทธิ์เช่นเดียวกับฮอร์โมนเพศหญิง ดังนั้นจึงควรระมัดระวังหากใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน

4. ผู้ที่เป็นโรคหัวใจ หรือโรคความดันโลหิต ไม่ควรรับประทาน เพราะยังไม่มีผลการศึกษาแน่ชัดว่า เถาวัลย์เปรียงอาจมีผลไปยับยั้งหรือเสริมฤทธิ์ของยาได้

เถาวัลย์เปรียงในผลิตภัณฑ์สุขภาพ
ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์สมุนไพรเถาวัลย์เปรียงออกมาให้เราได้เลือกซื้อกันอย่างหลากหลาย เช่น เถาวัลย์เปรียงชิ้นตากแห้ง แคปซูล เถาวัลย์เปรียงผสมโสม ฯลฯ นับเป็นโชคดีของเราที่มีทางเลือกในการรักษาอาการปวดเมื่อยและบำรุงสุขภาพเพิ่มขึ้นโดยไม่ต้องพึ่งพายาที่เป็นสารเคมีล้วน ๆ แต่เพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ตาม หากใครมีโรคประจำตัว หรือต้องทานยาแผนปัจจุบันอะไรอยู่ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทานยาสมุนไพรเพื่อความปลอดภัยด้วยนะคะ

ขอบคุณแหล่งที่มา https://health.kapook.com

สรรพคุณเมล็ดแฟลกซ์ ลดคอเลสเตอรอลก็ดี ต้านมะเร็งก็เริด

No Comments
สรรพคุณเมล็ดแฟลกซ์

สรรพคุณเมล็ดแฟลกซ์ ธัญพืชตัวนิด ผลผลิตจากต้นลินิน

สรรพคุณเมล็ดแฟลกซ์ ของดีสรรพคุณล้ำค่า ทั้งป้องกันโรคหัวใจ ช่วยลดคอเลสเตอรอลตัวร้าย และควบคุมน้ำหนักได้ดีเยี่ยม

ในขณะที่กระแสการรักสุขภาพยังคงแรงอย่างต่อเนื่อง เราก็อาจจะได้ยินชื่อของธัญพืชที่เราไม่ค่อยจะคุ้นเคยเสียเท่าไรหนาหูขึ้นเนื่องด้วยสรรพคุณและคุณค่าทางโภชนาการที่สูงลิบทำให้ธัญพืชเหล่านั้นกลายเป็นที่นิยมกันมากขึ้น อย่างที่เห็นได้ชัดก็น่าจะเป็นเมล็ดเจียนี่ล่ะค่ะ แต่ยังมีธัญพืชอีกชนิดที่สรรพคุณโดดเด่นไม่แพ้กับธัญพืชชนิดอื่น ๆ นั่นก็คือ เมล็ดแฟลกซ์ อีกหนึ่งเมล็ดพืชที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ซึ่งคนรักสุขภาพไม่ควรมองข้ามเป็นอย่างยิ่งเลยล่ะ แต่ว่าเจ้าเมล็ดแฟลกซ์ สรรพคุณจะเป็นอย่างไร ดีกับร่างกายของเรามากขนาดไหน ใครบ้างที่รับประทานได้ และมีผลข้างเคียงหรือไม่ เราไปหาคำตอบพร้อม ๆ กันเลยค่ะ

เมล็ดแฟลกซ์ คืออะไร ?

เมล็ดแฟลกซ์ (Flaxseed) หรือเมล็ดจากต้นลินิน (Linseed) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Linum usitatissimum L. เป็นเมล็ดพืชที่ถูกนำมาใช้ตั้งแต่สมัยโบราณ โดยมีการค้นพบว่าเจ้าเมล็ดพืชชนิดนี้ มีมาตั้งแต่สมัยกรุงบาบิโลนเมื่อ 3,000 ปีก่อนคริสตกาล และในศตวรรษที่ 8 ก็มีความเชื่อว่าเมล็ดแฟลกซ์นั้นมีประโยชน์ต่อสุขภาพ จึงเป็นที่นิยมปลูกเพื่อนำมาบริโภคอย่างแพร่หลายนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

เมล็ดแฟลกซ์มีลักษณะคล้ายเมล็ดงาแต่มีขนาดใหญ่กว่า ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วคนมักจะนิยมนำเมล็ดแฟลกซ์มาบดก่อนจะนำมารับประทาน เพราะจะช่วยให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารที่อยู่ในเมล็ดได้ดีกว่าการรับประทานเป็นแบบเมล็ด หรือจะรับประทานเป็นแบบน้ำมันสกัด แต่ในน้ำมันสกัดอาจมีคุณค่าทางสารอาหารไม่เท่าแบบบด อย่างสารลิกแนนที่พบในเมล็ดแฟลกซ์แบบบด พอมาอยู่ในรูปน้ำมันสกัดจากเมล็ดแฟลกซ์ กลับพบว่าไม่มีสารลิกแนนอยู่ในน้ำมันสกัดนะคะ

เมล็ดแฟลกซ์ สรรพคุณทรงคุณค่า ประโยชน์ดีที่คู่ควร

จากการศึกษาพบว่าเมล็ดแฟลกซ์นั้นมีคุณค่าทางโภชนาการสูง ไม่ว่าจะเป็นกรดไขมันโอเมก้า 3 สารลิกแนน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แถมยังมีไฟเบอร์สูง จึงทำให้เจ้าเมล็ดแฟลกซ์นี้มีสรรพคุณที่น่าสนใจไม่น้อย โดยเมล็ดแฟลกซ์ 100 กรัม มีคุณค่าทางโภชนาการดังนี้

– พลังงาน 534 กิโลแคลอรี
– โปรตีน 18.26 กรัม
– ไขมัน 42.16 กรัม
– คาร์โบไฮเดรต 28.88 กรัม
– ไฟเบอร์ 27.3 กรัม
– แคลเซียม 255 มิลลิกรัม
– ธาตุเหล็ก 5.73 มิลลิกรัม
– แมกนีเซียม 392 มิลลิกรัม
– ฟอสฟอรัส 642 มิลลิกรัม
– โพแทสเซียม 813 มิลลิกรัม
– โฟเลต 87 ไมโครกรัม
– วิตามินเค 4.3 มิลลิกรัม
– ไขมันไม่อิ่มตัวพันธะคู่ (โอเมก้า 3, 6) 28.73 กรัม

นอกจากนี้สรรพคุณของเมล็ดแฟลกซ์ก็ยังโดดเด่นอีกหลายด้าน ทั้งช่วยบำรุงหัวใจ ลดน้ำหนัก หรือแม้แต่ป้องกันการเกิดโรคมะเร็งอีกหลายชนิด อีกทั้งยังสามารถช่วยควบคุมน้ำหนัก และควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้อีกด้วย ทั้งนี้เมล็ดแฟลกซ์ยังมีสรรพคุณอีกมากมายดังต่อไปนี้ค่ะ

1. ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล

มีการศึกษาพบว่าเมล็ดแฟลกซ์สามารถช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลที่ไม่ดีได้ โดยการศึกษาแสดงให้เห็นว่า การเติมเมล็ดแฟลกซ์ลงในอาหารนั้น สามารถช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลและระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือดลงได้ เนื่องจากในเมล็ดแฟลกซ์มีไฟเบอร์ชนิดที่ละลายน้ำได้ ซึ่งเจ้าไฟเบอร์ชนิดนี้จะไปช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือดนั่นเอง

2. ป้องกันการเกิดโรคหัวใจ

อาหารที่มีส่วนประกอบของผลไม้ ผัก ธัญพืช ถั่วเปลือกแข็ง และพืชตระกูลถั่ว รวมทั้งอาหารที่มีกรดอัลฟาไลโปอิก (Alpha Lipoic Acid) สามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดในผู้ที่ไม่เคยมีปัญหาเกี่ยวกับโรคหัวใจ หรือผู้ที่มีโรคหัวใจอยู่แล้วก็สามารถช่วยบรรเทาให้อาการอยู่ในระดับที่ดีได้ ซึ่งในเมล็ดแฟลกซ์นั้นต่างก็มีทั้งไฟเบอร์ที่ดีต่อหัวใจและกรดอัลฟาไลโปอิก รวมทั้งไขมันโอเมก้า 3 ซึ่งมีการวิจัยพบอีกด้วยว่าการรับประทานอาหารที่มีไขมันโอเมก้า 3 จะช่วยให้ความดันโลหิตในร่างกายของผู้ที่มีโรคความดันโลหิตลดลงได้อีกด้วย

3. ป้องกันโรคมะเร็ง

สารต้านอนุมูลอิสระในเมล็ดแฟลกซ์ ถือเป็นอาวุธที่ล้ำค่าในการป้องกันโรคมะเร็งเลยเชียวล่ะ เนื่องจากสารนี้จะเข้าไปป้องกันการถูกทำลายของเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกาย ไม่ให้เซลล์เหล่านั้นมีความเสี่ยงเป็นเซลล์มะเร็ง โดยมีการค้นพบว่าเจ้าสารต้านอนุมูลอิสระในเมล็ดแฟลกซ์สามารถลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งเต้านม โรคมะเร็งต่อมลูกหมาก และโรคมะเร็งลำไส้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แต่ทั้งนี้ก็ควรระมัดระวังในการใช้ เพราะหากผู้หญิงรับประทานมากเกินไปก็อาจจะทำให้เกิดความเสี่ยงโรคมะเร็งเต้านมได้เช่นกัน เนื่องจากการได้รับสารไฟโตเอสโตรเจนที่มีคุณสมบัติเช่นเดียวกับฮอร์โมนเอสโตรเจนในปริมาณที่มากเกินไป อาจจะทำให้เกิดการทำงานที่ผิดปกติของระบบฮอร์โมนและกลายเป็นโรคมะเร็งเต้านมในที่สุดค่ะ

4. ป้องกันโรควัยทอง

ข่าวดีสำหรับหญิงในวัยหมดประจำเดือนเลยล่ะค่ะ เพราะเจ้าเมล็ดแฟลกซ์นี้มีการศึกษาเล็ก ๆ ชิ้นหนึ่งพบว่า การรับประทานเมล็ดแฟลกซ์ สามารถทดแทนการรับประทานฮอร์โมนทดแทนในสตรีวัยหมดประจำเดือนได้ โดยการศึกษาแสดงให้เห็นว่าเมล็ดแฟลกซ์เพียง 40 กรัม มีคุณสมบัติเทียบเท่ากับยาฮอร์โมนที่ใช้ในการบรรเทาอาการร้อนวูบวาบ อารมณ์แปรปรวน และช่องคลอดแห้งในสตรีวัยทองได้ แต่ถึงอย่างนั้นเองก็ยังมีการศึกษาอื่นออกมาแย้งว่า เมล็ดแฟลกซ์ไม่สามารถรักษาอาการโรควัยทองได้ และไม่สามารถป้องกันการสูญเสียมวลกระดูกได้

5. อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ

การรับประทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระไม่เพียงพอก็อาจจะทำให้ร่างกายเกิดภาวะความผิดปกติได้ โดยอาจจะทำให้เกิดการอักเสบในร่างกายได้ง่ายขึ้น รวมทั้งยังอาจจะทำให้เกิดภาวะดื้ออินซูลิน รวมทั้งเกิดความเสี่ยงโรคเบาหวานชนิดที่ 2 โรคหอบหืด โรคอ้วน และปัญหาเรื่องการเผาผลาญได้มากขึ้น ซึ่งมีการศึกษาพบว่า การรับประทานเมล็ดแฟลกซ์จะช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาเหล่านี้ได้ และช่วยให้สารต้านอนุมูลอิสระในร่างกายเพิ่มขึ้นอีกด้วย

6. ช่วยระบบขับถ่าย

เมล็ดแฟลกซ์นั้นมีไฟเบอร์ทั้งสองชนิดคือ ชนิดที่ละลายน้ำได้และละลายน้ำไม่ได้ ซึ่งชนิดที่ละลายน้ำไม่ได้นี่ล่ะที่ช่วยสร้างเสริมให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดีขึ้น โดยเฉพาะคนที่มีปัญหาเรื่องท้องผูกบ่อย ๆ และเพราะเหตุนี้นั่นเองจึงทำให้เมล็ดแฟลกซ์ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ได้ เพราะเมื่อระบบขับถ่ายทำงานได้อย่างเป็นปกติ ความเสี่ยงจากมะเร็งลำไส้ก็จะลดลงค่ะ

7. บำรุงเล็บและเส้นผม

กรดไขมันโอเมก้า 3 ในเมล็ดแฟลกซ์ไม่ได้มีดีแค่ช่วยบำรุงหัวใจเท่านั้น แต่ยังช่วยบำรุงเล็บและเส้นผม ช่วยป้องกันการแห้งเสียของผม รวมทั้งช่วยบำรุงสุขภาพเล็บไม่ให้เปราะบางและหักง่าย อีกทั้งยังทำให้ทั้งเส้นผมและเล็บดูสุขภาพดีอีกด้วย

8. ป้องกันภาวะมีบุตรยาก และมะเร็งต่อมลูกหมาก

ใช่ว่าเมล็ดแฟลกซ์จะดีกับผู้หญิงเพียงอย่างเดียว ไขมันในเมล็ดแฟลกซ์ก็ดีกับคุณผู้ชายเช่นกันค่ะ เพราะสามารถช่วยลดการบวมและการอักเสบของต่อมลูกหมากได้ อีกทั้งยังช่วยสร้างเสริมให้สเปิร์มแข็งแรงและมีสุขภาพดี เพิ่มโอกาสในการมีบุตรได้ นอกจากนี้สารอาหารในเมล็ดแฟลกซ์ก็ยังช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดในอวัยวะเพศชายให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วยค่ะ

9. รักษาภาวะซึมเศร้า

โรคซึมเศร้านั้นก็มีสาเหตุมาจากภาวะร่างกายที่ไม่สมดุลได้เช่นกัน โดยมีการศึกษาในประเทศญี่ปุ่นพบว่า การรับประทานเมล็ดแฟลกซ์สามารถช่วยลดภาวะซึมเศร้าได้ เนื่องจากในเมล็ดแฟลกซ์นั้นมีทั้ง DHA และ EPA ซึ่งเป็นสารที่มีความสำคัญต่อร่างกาย โดยสารชนิดนี้ก็มีอยู่มากในเนื้อปลาและวอลนัท หากรับประทานเข้าไปแล้วก็จะช่วยให้ร่างกายสามารถปรับสมดุลในร่างกายได้ และให้ผลดีเช่นเดียวกับการรับประทานยารักษาโรคซึมเศร้าเลยล่ะค่ะ

10. บำรุงตับ

การศึกษาในประเทศญี่ปุ่นซึ่งถูกเผยเแพร่ในเว็บไซต์ Nutrition Research ได้เปิดเผยว่าการรับประทานเมล็ดแฟลกซ์ซึ่งมีสารลิกแนนนั้น สามารถลดปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคตับได้ โดยปริมาณที่ได้ผลดีที่สุดก็คือการรับประทานสารสกัดลิกแนนจากเมล็ดแฟลกซ์ในปริมาณ 100 มิลลิกรัมทุกวัน แต่ทั้งนี้ก็ต้องลดปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ด้วยตนเองด้วย เช่น การลดปริมาณการดื่มแอลกอฮอล์ หรือเลิกดื่มไปเลย เพราะถึงแม้จะรับประทานเมล็ดแฟลกซ์ แต่หากยังดื่มหนักก็ไม่ช่วยลดความเสี่ยงได้หรอกค่ะ

ข้อควรระวังในการใช้เมล็ดแฟลกซ์

แม้ว่าเมล็ดแฟลกซ์จะเป็นธัญพืชที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ว่าการนำมาใช้ก็ยังอาจจะมีผลข้างเคียงกับคนบางกลุ่ม ซึ่งอาจเป็นผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ได้ จึงจำเป็นต้องใช้อย่างถูกวิธีและใช้ภายใต้การควบคุมของผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด โดยข้อควรระวังมีดังนี้ค่ะ

1. หญิงตั้งครรภ์หรืออยู่ในช่วงให้นมบุตร ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานเมล็ดแฟลกซ์โดยเด็ดขาด เนื่องจากในเมล็ดแฟลกซ์ มีสารลิกแนน (Lignans) ซึ่งเป็นสารไฟโตเอสโตรเจน (Phytoestrogen) ที่ออกฤทธิ์เช่นเดียวกับฮอร์โมนเอสโตรเจน ถึงแม้ว่าจะไม่มีหลักฐานยืนยันว่าอาจจะเป็นอันตราย แต่หากในร่างกายมีฮอร์โมนกลุ่มเอสโตรเจนมากเกินไปก็อาจจะทำให้เกิดผลข้างเคียงอันไม่พึงประสงค์บางอย่างได้ ดังนั้นควรปรึกษาแพทย์เพื่อความมั่นใจก่อนที่รับประทานเมล็ดแฟลกซ์จะดีกว่าค่ะ

2. ผู้ป่วยที่มีภาวะเลือดออกมาผิดปกติ การรับประทานเมล็ดแฟลกซ์จะเข้าไปทำให้เลือดแข็งตัวช้าลง ดังนั้นหากมีปัญหาสุขภาพดังกล่าว ห้ามใช้เด็ดขาดค่ะ

3. แม้ว่าจะมีบางการศึกษาพบว่าการรับประทานเมล็ดแฟลกซ์ช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลงได้ แต่ถ้าหากใช้ควบคู่กับการรับประทานยารักษาโรคเบาหวานก็อาจจะทำให้น้ำตาลในเลือดลดลงมากเกินไปจนอยู่ในระดับที่อันตราย ดังนั้นหากจะใช้ควรสังเกตระดับน้ำตาลในเลือดอย่างใกล้ชิดค่ะ หรือทางที่ดีปรึกษาแพทย์ก่อนดีกว่า

4. ในกลุ่มผู้ป่วยที่มีภาวะลำไส้อุดตันหรือมีหลอดอาหารแคบ และมีภาวะการอักเสบในลำไส้ใหญ่ ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานเมล็ดแฟลกซ์ เพราะปริมาณไฟเบอร์ที่สูงมากเกินไปอาจจะทำให้อาการยิ่งเลวร้ายลงได้ค่ะ

5. ผู้ป่วยที่มีระดับไขมันไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง ควรหลีกเลี่ยงการใช้เมล็ดแฟลกซ์ เพราะแม้ว่าจะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือดได้ แต่สารบางชนิดในเมล็ดแฟลกซ์อาจส่งผลให้ระดับไตรกลีเซอไรด์เพิ่มขึ้นได้ ดังนั้นผู้ที่มีปัญหาระดับไตรกลีเซอไรด์สูงมากเกินไปจนต้องรับประทานยาควรจะเลี่ยงดีกว่าค่ะ

6. เมล็ดแฟลกซ์สามารถช่วยลดระดับความดันโลหิตที่สูงได้ แต่สำหรับผู้ที่มีความดันโลหิตต่ำ การรับประทานเมล็ดแฟลกซ์จะยิ่งทำให้ความดันโลหิตต่ำยิ่งกว่าเดิม และอาจทำให้เป็นอันตรายได้ ฉะนั้นควรหลีกเลี่ยงค่ะ

เมล็ดแฟลกซ์ ลดน้ำหนักได้จริงหรือ ?

เมล็ดแฟลกซ์เป็นอีกหนึ่งธัญพืชที่มีไฟเบอร์สูง ซึ่งไฟเบอร์นี่ล่ะที่จะช่วยลดความอยากอาหารและช่วยให้อิ่มท้องนานขึ้น ช่วยป้องกันการรับประทานจุบจิบหรือการรับประทานมากเกินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ เหมาะสำหรับคนที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก หรือต้องการลดความอ้วน แต่ทั้งนี้ก็ควรจะรับประทานควบคู่กับอาหารเพื่อสุขภาพจะดีที่สุด เพราะรับประทานเมล็ดแฟลกซ์มากไปอาจจะทำให้เกิดผลข้างเคียงได้

เมล็ดแฟลกซ์ กินอย่างไร ?

แม้ว่าเมล็ดแฟลกซ์จะมีขนาดไม่ใหญ่มากนักและสามารถนำไปผสมกับอาหารหรือขนมได้ แต่การรับประทานเมล็ดแฟลกซ์ที่ถูกต้องคือ ควรนำเมล็ดไปบดก่อน เนื่องจากเมล็ดแฟลกซ์ที่ยังเป็นเมล็ดอยู่นั้น ร่างกายไม่สามารถย่อยสลายเพื่อดูดซึมสารอาหารไปใช้ได้เต็มที่ค่ะ ฉะนั้นเลือกซื้อแบบที่บดสำเร็จแล้วมาใช้จะสะดวกกว่า หรือถ้าหากอยากนำมาบดเองก็สามารถทำได้ โดยวิธีการรับประทานก็ไม่ยาก หากเป็นเมล็ดแฟลกซ์ที่บดแล้วก็สามารถนำมาโรยลงบนอาหารหรือเครื่องดื่มได้ทันที

นอกจากนี้เมล็ดแฟลกซ์ยังมีการสกัดเป็นน้ำมัน หรือสกัดเป็นอาหารเสริมเพื่อไว้รับประทานได้อีกด้วย จะเลือกแบบไหนก็แล้วแต่จะสะดวกเลยล่ะค่ะ

ขอบคุณแหล่งที่มา https://health.kapook.com

สรรพคุณเก๊กฮวย ไม่ธรรมดา จัดเป็นยากลิ่นหอม สมุนไพรดับร้อนให้ร่างกาย

No Comments
สรรพคุณเก๊กฮวย

สรรพคุณเก๊กฮวย สรรพคุณสมุนไพร

สรรพคุณเก๊กฮวย ชนิดนี้ไม่ได้มีไว้ทำเครื่องดื่มแก้กระหายอย่างเดียว แต่ดอกเก๊กฮวยที่นำมาต้มเป็นชาเก๊กฮวยก็ดี หรือน้ำสมุนไพรเพื่อสุขภาพก็ดี ล้วนแล้วแต่แฝงสรรพคุณเป็นยามาด้วย และหากอยากรู้จักสรรพคุณของเก๊กฮวยให้ถ่องแท้ ลองอ่านบทความด้านล่าง แล้วไปหาน้ำเก๊กฮวยดื่มกันเลย !

เก๊กฮวย มีดีที่ดอก

เก๊กฮวยเป็นดอกไม้ตระกูลเดียวกับดอกทานตะวันและดอกดาวเรือง เก๊กฮวยในภาษาจีนเรียกว่า จวี๋ฮัว ถ้าแปลเป็นไทยก็จะเรียกกันว่า ดอกเบญจมาศสวน หรือดอกเบญจมาศหนู ส่วนเก๊กฮวยในภาษาอังกฤษ มีชื่อว่า Chrysanthemum

ชื่อวิทยาศาสตร์ของเก๊กฮวยนั้นเรียกต่างออกไปในแต่ละสายพันธุ์ โดยเก๊กฮวยดอกขาว มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Dendranthema morifolium (Ramat.) Tzvel. หรือ Chrysanthemum morifolium Ramat. จัดเป็นพืชในตระกูล Asteraceae ส่วนสายพันธุ์เก๊กฮวยดอกสีเหลือง ชื่อวิทยาศาสตร์คือ Dendranthema indicum L. หรือ Chrysanthemum indicum L. ซึ่งไม่ว่าจะเป็นเก๊กฮวยสายพันธุ์สีขาวหรือสีเหลือง สรรพคุณทางยาของเก๊กฮวยก็อยู่ที่ดอกเก๊กฮวยด้วยกันทั้งคู่ค่ะ

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของต้นเก๊กฮวย

ต้นเก๊กฮวยเป็นไม้ล้มลุก ขนาดต้นสูงประมาณ​ 60-150 เซนติเมตร เจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่อากาศหนาว ในไทยจึงนิยมปลูกเก๊กฮวยบนที่ราบสูงเป็นส่วนใหญ่ ส่วนดอกเก๊กฮวยเป็นดอกขนาดเล็ก มีทั้งดอกเก๊กฮวยสีเหลืองและดอกเก๊กฮวยสีขาว ต้นเก๊กฮวยจะออกดอกได้ดีในช่วงฤดูหนาว โดยส่วนใหญ่จะนิยมเก็บดอกมาตากแห้ง นึ่ง หรืออบแห้ง แล้วนำมาทำเป็นเครื่องดื่มสมุนไพร

เก๊กฮวย สรรพคุณไม่ธรรมดา

สรรพคุณทางยาของดอกเก๊กฮวยมีดีอยู่หลายด้าน โดยสามารถจำแนกประโยชน์ของดอกเก๊กฮวยที่เกี่ยวกับสุขภาพได้ ดังนี้

1. ช่วยดับร้อน ดอกเก๊กฮวยมีฤทธิ์เย็น ช่วยดับพิษร้อนในร่างกาย แก้อาการร้อนใน แก้กระหาย แก้ไข้ โดยใช้ดอกเก๊กฮวยแห้งประมาณ 5-9 กรัม ต้มกิน หรือทำเป็นชา แล้วดื่มในปริมาณที่เหมาะสม

2. ช่วยกระตุ้นระบบย่อยอาหาร โดยเฉพาะดื่มชาเก๊กฮวยร้อน ๆ จะช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดียิ่งขึ้น ช่วยบรรเทาอาการปวดท้องจากอาหารไม่ย่อยได้ ทั้งนี้ให้ใช้ดอกเก๊กฮวยแห้งประมาณ 5-9 กรัม ต้มกิน หรือทำเป็นชา แล้วดื่มในปริมาณที่เหมาะสม

3. ดีต่อหัวใจ เก๊กฮวยเป็นพืชสมุนไพรที่ดีต่อสุขภาพหัวใจ เพราะมีฤทธิ์ลดระดับความดันโลหิต นอกจากนี้ทางมูลนิธิโรคหัวใจแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ยังระบุว่า เก๊กฮวยช่วยป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือดได้อีกด้วย

4. แก้ตาบวมแดง ในตำรับยาสมุนไพรจีนมักใช้ดอกเก๊กฮวยผสมกับใบหม่อน เก๋ากี้ หรือชุมเห็ดไทย รักษาอาการตาบวมแดงจากการตากลม หรือตาบวมแดงจากภาวะตับพร่อง ไฟในตับมาก โดยใช้ดอกสดล้างสะอาด ตำให้แหลก แล้วนำมาประคบที่ดวงตา

5. แก้วิงเวียน หากมีอาการปวดศีรษะ วิงเวียน เนื่องจากการกำเริบของหยางในตับ สามารถใช้เก๊กฮวยร่วมกับโกฐสอและสมุนไพรฤทธิ์เย็นชนิดอื่นเพื่อบรรเทาอาการได้

6. รักษาแผลฝีหนอง และแผลบวม โดยใช้ดอกเก๊กฮวยสด 1 กำมือ ล้างให้สะอาด บดผสมน้ำแล้วดื่ม จากนั้นนำกากดอกเก๊กฮวยมาพอกตามแผล

7. รักษาผมร่วง ตำรับยาจากประเทศเวียดนามใช้ดอกเก๊กฮวยสดตำละเอียดแล้วกลั่นเอาแต่น้ำมาหมักผม โดยเชื่อว่าดอกเก๊กฮวยสามารถรักษาอาการผมร่วง ช่วยให้สีผมดำ เงางาม ไม่เปลี่ยนเป็นสีเทาก่อนวัยอันควร

การใช้ดอกเก๊กฮวยให้เป็นประโยชน์เพื่อสุขภาพ ในปัจจุบันจะนิยมนำดอกเก๊กฮวยแห้งมาต้มเป็นน้ำสมุนไพร หรือจิบเป็นชาสมุนไพรกันเสียมากกว่าจะนำดอกเก๊กฮวยมาใช้ภายนอก ดังนั้นเรามาดูวิธีทำน้ำเก๊กฮวยกันค่ะ

วิธีทำน้ำเก๊กฮวย

1. ใช้ดอกเก๊กฮวยแห้งประมาณ 1 กำมือ นำมาต้มกับน้ำเดือดประมาณ 2 ลิตร

2. ต้มดอกเก๊กฮวยสัก 2-3 นาที แล้วใส่น้ำตาลทรายลงไป (ความหวานตามชอบ)

3. คนสักพักพอให้น้ำตาลทรายละลายจนหมด ปิดไฟ พักไว้จนเย็น

4. เมื่อน้ำเก๊กฮวยพออุ่น ๆ สามารถเทใส่แก้วแล้วดื่มได้เลย หรือจะพักน้ำเก๊กฮวยให้เย็นจากนั้นเติมน้ำแข็งดื่มแบบเย็น ๆ ให้ชื่นใจก็ได้

ทั้งนี้ในการต้มน้ำเก๊กฮวย บางคนอาจใส่ใบเตยลงไปด้วยเพื่อเพิ่มกลิ่นหอม หรืออาจใส่ลูกพุดจีนเพิ่มสีเหลืองให้น้ำเก๊กฮวยมีสีสันมากกว่าเดิมก็ได้เช่นกันค่ะ ว่าแล้วก็ไปหาน้ำเก๊กฮวยมาดื่มเพื่อสุขภาพกันบ้างดีกว่าเนอะ 😉

ขอบคุณแหล่งที่มา https://health.kapook.com

สรรพคุณมะหาด สรรพคุณสมุนไพรช่วยให้ผิวขาว ประโยชน์ยาวไปยันสุขภาพ

No Comments
สรรพคุณมะหาด

สรรพคุณมะหาด มะหาดขึ้นชื่อว่าเป็นสมุนไพร

สรรพคุณมะหาด ช่วยให้ผิวขาวอย่างเห็นผล แต่ใครเลยจะรู้ว่าสรรพคุณของมะหาดยังมีดีต่อสุขภาพในด้านอื่น ๆ ด้วย

ถ้าพูดถึงสมุนไพรช่วยให้ผิวขาว มะหาด คงเป็นสมุนไพรที่หลายคนนึกถึงเป็นอันดับต้น ๆ แต่นอกจากสรรพคุณมะหาดจะช่วยให้ผิวขาวแล้ว มะหาดยังมีสรรพคุณดี ๆ ต่อสุขภาพเราด้วยนะคะ และวันนี้เราก็มีเรื่องราวของมะหาด พร้อมสรรพคุณของมะหาดมาบอกต่อ

มะหาด สมุนไพรเลื่องชื่อด้านความสวยความงาม

มะหาดมีถิ่นกำเนิดจากทวีปเอเชียใต้ ชื่อทางวิทยาศาสตร์ของมะหาดคือ Artocarpus lakoocha Roxb. มะหาดเป็นไม้ยืนต้นในวงศ์ Moraceae ส่วนในไทยส่วนใหญ่จะรู้จักสมุนไพรชนิดนี้ในชื่อมะหาด แต่มะหาดก็ยังมีชื่อตามท้องถิ่นอื่น ๆ อีกคือ กาแย ตาแป ตาแปง (มลายู นราธิวาส) มะหาดใบใหญ่ (ตรัง) หรือบ้างก็เรียกสั้น ๆ ว่า หาด

มะหาด ลักษณะทางพฤกษศาสตร์เป็นอย่างไร

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของมะหาดเป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ สูงประมาณ 15-25 เมตร ลำต้นตั้งตรง ผิวเปลือกมะหาดมีลักษณะแข็ง ขรุขระ และมีสีน้ำตาลดำ หรือสีเทาแกมน้ำตาล

มะหาดเป็นพืชใบเดี่ยว รูปทรงไข่ โคนเว้ามน ปลายแหลม กว้าง 5-12 เซนติเมตร ยาว 8-15 เซนติเมตร ขอบใบหยักเป็นฟันเลื่อยเล็ก ๆ ใบมะหาดจะเรียงสลับกัน ใบอ่อนจะมีขน ส่วนใบแก่ขอบจะเรียบ

ดอกมะหาดมีสีเหลืองออกเขียวนิด ๆ ขนาดเล็ก ดอกมะหาดจะออกเป็นช่อกลม ๆ ตามง่ามใบ ฤดูออกดอกมะหาดจะอยู่ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ไปจนถึงเมษายน ส่วนผลของมะหาดจะเป็นลูกกลม แป้น มีขนาดใหญ่ เส้นผ่าศูนย์กลาง 6-8 เซนติเมตร ผลมะหาดจะมีเปลือกขรุขระ เนื้อผลค่อนข้างนุ่ม ผลมะหาดจะออกสีเขียว ๆ เมื่อยังไม่แก่ แต่ถ้าแก่แล้วผลมะหาดจะออกสีน้ำตาลอมเหลือง ในผลมะหาดจะมีเมล็ด 1 เมล็ด ผลมะหาดจะออกช่วงเดือนมีนาคมไปจนถึงเดือนพฤษภาคม

มะหาด สรรพคุณมากกว่าช่วยเรื่องผิว

แม้ว่าคนจะรู้จักมะหาดกันเพราะมะหาดเป็นส่วนผสมของโลชั่นหรือเครื่องสำอางอย่างสบู่มะหาด แต่จริง ๆ แล้วสมุนไพรชนิดนี้มีดีต่อสุขภาพมากกว่าที่คิด เอาเป็นว่าเรามาดูกันเลยค่ะ มะหาด สรรพคุณดียังไงบ้าง

ขับพยาธิ

ผงปวกหาดมีฤทธิ์ร้อนเมา สรรพคุณช่วยขับพยาธิตัวตืดและพยาธิไส้เดือนได้ โดยใช้แก่นมะหาดที่มีอายุ 5 ปีขึ้นไป นำมาต้มกับน้ำ เคี่ยวจนเกิดฟองขึ้น จากนั้นให้ช้อนฟองขึ้นมาตากแห้ง แล้วจะได้ผงสีเหลืองที่เรียกว่า ผงปวกหาด นำมาบดเป็นผงละเอียด ขนาดรับประทานครั้งละ 1-2 ช้อนชา (ประมาณ 3-5 กรัม) ผสมกับน้ำสุกเย็น ดื่มก่อนอาหารเช้า จากนั้นประมาณ​ 2 ชั่วโมงให้รับประทานดีเกลือหรือยาถ่ายตามเพื่อระบายท้อง ผงปวกหาดจะช่วยขับพยาธิไส้เดือนได้

ส่วนตำรับผงปวกหาดขับพยาธิตัวตืด ให้ใช้ผงมะหาด 1 ช้อนโต๊ะ ละลายในน้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ จากนั้นอีก 2 ชั่วโมงต่อมาให้รับประทานยาถ่ายตาม แต่สำหรับเด็กให้ใช้ผงมะหาดครึ่งช้อนโต๊ะ ละลายในน้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ อีก 2 ชั่วโมงต่อมาค่อยรับประทานยาถ่ายตาม

ขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ

แก่นเนื้อไม้มะหาดมีรสร้อน ช่วยขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ จัดเป็นยากระษัยเส้นสูตรโบราณ ช่วยให้เจริญอาหาร แก้เส้นเอ็นพิการ แก้ท้องผูก โดยวิธีใช้ให้ต้มเอาผงปวกหาดดังวิธีข้างต้น จากนั้นเก็บเอาผงมะหาดมาผสมกับน้ำสุกเย็นครั้งละ 1-2 ช้อนชา จิบเมื่อมีอาการ

ขับโลหิต แก้น้ำเหลืองเสีย

แก่นเนื้อมะหาดมีฤทธิ์ร้อนจึงช่วยขับโลหิตและน้ำเหลืองเสียได้ รวมไปถึงช่วยแก้หอบหืด ขับเสมหะ ขับปัสสาวะได้อีกด้วย วิธีใช้ก็ผสมผงมะหาดกับน้ำต้มสุกเช่นเคย

แก้ไข้

รากมะหาดมีสรรพคุณช่วยแก้ไข้ ขับพิษร้อนใน แก้กระษัยเส้นเอ็น แก้ไข้ฝีภายใน เปลือกมะหาดก็มีฤทธิ์แก้ไข้ได้เช่นกัน โดยใช้เปลือกต้นเอาน้ำมาดื่มแก้ไข้

แก้ผื่นคัน

ผงปวกหาดที่ได้มาจากต้นมะหาดสามารถนำมาทาแก้ผื่นคันได้ โดยละลายผงมะหาดกับน้ำต้มสุก จากนั้นมาทาที่ผิวบริเวณที่มีผื่นคัน ทั้งนี้มีการบันทึกไว้ว่า ประเทศอินเดียและเนปาลใช้เปลือกต้นต้มนำแล้วสกัดเอาน้ำเปลือกมะหาดมาทารักษาสิว

อย่างไรก็ตาม การใช้สมุนไพรมะหาดอาจมีผลข้างเคียง เช่น อาการแพ้ มีผื่นคันขึ้น หน้าแดง ผิวแดง คัน ตาแดง มีไข้ ได้ในบางราย แต่อาการแพ้จะหายได้เองภายใน 1-2 วัน

มะหาดก็มีข้อควรระวัง

นอกจากอาการแพ้มะหาดแล้ว ยังมีข้อควรระวังในการใช้สมุนไพรมะหาดโดยห้ามรับประทานผงปวกหาดกับน้ำร้อน เพราะอาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียนได้

มะหาด สมุนไพรช่วยให้ผิวขาวจริงไหม

สรรพคุณมะหาดอันเลื่องลือว่าเป็นสมุนไพรช่วยทำให้ผิวขาวได้ ประเด็นนี้มะหาดจะบำรุงผิวให้ขาวใสอย่างเห็นผลจริงไหม ลองมาหาคำตอบกันเลย

ขอบคุณแหล่งที่มา https://health.kapook.com

สรรพคุณแมงลัก พืชพื้นบ้าน สมุนไพรในครัวเรือน สรรพคุณของแมงลัก มีอะไรบ้าง

No Comments
สรรพคุณแมงลัก

สรรพคุณแมงลัก คือ พืชสมุนไพร

สรรพคุณแมงลัก ตระกูลเดียวกับโหระพาและกระเพรา นิยมนำมาบริโภคใบและเมล็ด ลักษณะของต้นแมงลักเป็นอย่างไร สรรพคุณของแมงลัก เช่น ช่วยควบคุมน้ำหนัก เป็นยาระบายอ่อนๆ คุณค่าทางโภชนาการและโทษของแมงลัก มีอะไรบ้าง

ต้นแมงลัก ( Hairy Basil ) ชื่อวิทยาศาสตร์ของแมงลัก คือ Ocinum canum . Sim. ชื่อเรียกอื่นๆของแมงลัก เช่น มังลัก ขาวมังลัก ผักอี่ตู่ กอมก้อขาว เป็นต้น ใบแมงลัก มีกลิ่นหอม นิยมนำมาทำอาหาร ช่วยดับคาว และ เพิ่มความหอมของอาหารได้ดี เมนูอาหาร ที่นำใบแมงลักมาทำอาหาร เช่น แกงเลียง แกงหน่อไม้ เป็นต้น

แมงลักในประเทศไทย

สำหรับแมงลักในประเทศไทย จัดว่าเป็นพืชเศรษบกิจชนิดหนึ่ง มีการปลูกแมงลัก เพื่อผลิตใบสดและเมล็ดแมงลักในเชิงพาณิชย์ สามารถพบเห็นแมงลักได้ทั่วไปตามตลาด สายพันธุ์แมงลัก ที่นิยมปลูก คือ แมงลักสายพันธ์ศรแดง ที่มีลักษณะใบใหญ่ แหล่งปลูกต้นแมงลัก พบได้ทั่วไปทั่วประเทศ

ลักษณะของต้นแมงลัก

ต้นแมงลัก เป็นพืชล้มลุก อายุสั้นไม่ถึง 1 ปี นิยมกินเป็นอาหาร ต้นแมงลัก สามารถขยายพันธ์ได้โดยการปักชำและการเพาะเมล็ดพันธ์ ลักษณะของต้นแมงลัก มีดังนี้

-ลำต้นของแมงลัก เนื้อไม้ของต้นแมงลักอ่อน อวบน้ำ ความสูงประมาณ 50 เซ็นติเมตร ลักษณะลำต้นและกิ่งก้านค่อนข้างเป็นทรงเหลี่ยม เปลือกลำต้นสีเขียว มีระบบรากเป็นแก้วและรากฝอย รากของต้นแมงลักสามารถลึกได้ถึง 30 เซ็นติเมตร
-ใบแมงลัก ลักษณะเป็นใบเดี่ยว สีเขียว ออกตามกิ่งของต้นแมงลัก ใบเป็นทรงรี ปลายใบแหลม โคนใบโค้งมน มีขนอ่อนปกคลุมทั่วใบ
-ดอกแมงลัก ลักษณะของดอกออกเป็นช่อ ดอกออกเป็นกระจุก กลีบดอกสีเขียว
-เมล็ดแมงลัก อยู่ภายในดอกแก่ของต้นแมงลัก เมล็ดแมงลักมีลักษณะรีแบน สีดำ สามารถนำมาขยายพันธ์ได้

คุณค่าทางโภชนาการของแมงลัก

ต้นแมงลัก นั้นนำมาใช้ประโยชน์บริโภคใบสดและเมล็ด โดยนักโภชนาการได้ศึกษาคุณค่าทางโภชนาการของแมงลัก มีรายละเอียด ดังนี้

คุณค่าทางโภชนาการของเม็ดแมงลัก ขนาด 100 กรัม พบว่าให้พลังงาน 420 กิโลแคลอรี่ มีสารอาหารสำคัญ ประกอบด้วย คาร์โบไฮเดรต 54 กรัม โปรตีน 15 กรัม ไขมัน 16 กรัม กากใยอาหาร 54 กรัม

คุณค่าทางโภชนาการของใบแมงลัก ขนาด 100 กรัม พบว่าให้พลังงาน 32 แคลอรี มีสารอาหารสำคัญ ประกอบด้วย แคลเซียม 350 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 86 มิลลิกรัม ธาตุเหล็ก 4.9 มิลลิกรัม วิตามินเอ 10,666 มิลลิกรัม ไทอามีน 0.30 มิลลิกรัม ไรโบฟลาวิน 0.14 มิลลิกรัม ไนอาซิน 1.0 มิลลิกรัม วิตามินซี 78 มิลลิกรัม กากใยอาหาร 2.6 กรัม คาร์โบไฮเดรต 11.1 กรัม ไขมัน 0.8 กรัม และ โปรตีน 2.9 กรัม

น้ำมันหอมระเหยจากแมงลัก

สำหรับน้ำมันหอมระเหยจากแมงลัก มีมากในใบแมงลัก ซึ่งน้ำมันหอมระเหยจากแมงลัก ที่มีจำหน่ายในท้องตลาด มี 3 ชนิด ประกอบด้วย

-น้ำมันหอมระเหยที่มี methyl cinnamate
-น้ำมันหอมระเหยที่มี d-camphor
-น้ำมันหอมระเหยที่มี polyuronide
สรรพคุณของแมงลัก

สำหรับการใช้ประโยชน์จากแมงลัก ด้านการบำรุงร่างกายและการรักษาโรค นั้นใช้ประโยชน์จาก ใบแมลงลัก และ เมล็ดแมงลัก โดยรายละเอียดของ สรรพคุณของแมงลัก มีดังนี้

-เมล็ดแมงลัก สรรพคุณยาระบายอ่อนๆ ทำให้อุจจาระอ่อนตัว ลดอาการท้องผูก ช่วยย่อยอาหาร ทำให้รู้สึกอิ่มนานขึ้น เสริมการสร้างกระดูก ป้องกันโรคกระดูกเสื่อม ช่วยอาการของโรคกระเพาะอาหารอักเสบ ช่วยควบคุมน้ำหนัก ช่วยลดน้ำหนัก
-ใบแมงลัก สรรพคุณช่วยบำรุงเลือด ป้องกันโรคโลหิตจาง บำรุงผิวพรรณ บำรุงสายตา ป้องกันโรคมะเร็ง แก้เจ็บคอ แก้ไอ ช่วยขับเสมหะ รักษาไข้หวัด แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ แก้ท้องผูก ป้องกันโรคกระเพาะอาหารอักเสบ ช่วยขับลมในกระเพาะอาหาร ช่วยรักษากลากน้ำนม

โทษของเม็ดแมงลัก

สำหรับการรับประทานแมงลัก ต้องรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม หากรับประทานเม็ดแมงลักมากเกินไป อาจทำให้เกิดโทษได้ โดย ข้อควรระวังในการรับประทานแมงลัก มีรายละเอียด ดังนี้

-หากรับประทานเมล็ดแมงลักมากเกินไป จะทำให้รู้สึกแน่นท้อง ไม่สบายตัว
-เม็ดแมงลัก ที่ยังไม่พองตัวอย่างเต็มที่ หากรับประทานเข้าไป เมล็ดแมงลักอาจดูดน้ำจากกระเพาะอาหาร จนเกิดเป็นก้อนภายในกระเพาะอาหาร ทำให้อุดตันในลำไส้ ทำให้ท้องผูก
-เม็ดแมงลัก ไม่ครวรับประทานพร้อมกับยาอื่น ๆ เพราะ เมล็ดแมงลักอาจดูดสรรพคุณของยา เหล่านั้นได้

ขอบคุณแหล่งที่มา https://beezab.com

สรรพคุณกระเทียม อย่างเจ๋ง ช่วยลดความเสี่ยงได้หลายโรค !

No Comments
สรรพคุณกระเทียม

สรรพคุณกระเทียม…สรรพคุณเขาไม่ธรรมดาเลยค่ะคุณขา

สรรพคุณกระเทียม เพราะกระเทียมสดเป็นอาหารหรือเครื่องเทศที่เปี่ยมไปด้วยสารพฤกษเคมีที่ได้จากพืชเท่านั้น และยังมีสารโดดเด่นประจำตัวที่หากินไม่ได้จากอาหารชนิดไหน เรียกได้ว่าต้องกินกระเทียมเท่านั้นแหละถึงจะได้คุณค่าทางสารอาหารเหล่านี้ไป และใครอยากรู้ว่าประโยชน์ของกระเทียมช่วยลดความเสี่ยงโรคอะไรได้บ้าง เลื่อนลงมาอ่านข้างล่างได้เลย

1. ลดไขมัน ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ
สารสำคัญที่พบเฉพาะในกระเทียมเท่านั้นคือสารอัลไลซิน ซึ่งเป็นสารที่มีส่วนช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือดได้ไม่เกิน 10% ของคอเลสเตอรอลทั้งหมดในร่างกาย จึงสามารถบอกได้ว่ากระเทียมมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดหัวใจได้ส่วนหนึ่ง แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ และพฤติกรรมของแต่ละบุคคลด้วยที่จะบ่งชี้ได้ว่าความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจมีอยู่มาก-น้อยแค่ไหน

2. บรรเทาอาหารหวัด
ในตำรับยาสมุนไพรไทยบอกไว้ว่า กระเทียมมีสรรพคุณช่วยบรรเทาอาการหวัด เนื่องจากน้ำมันหอมระเหยในกระเทียมมีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา และเชื้อไวรัส อีกทั้งกระเทียมยังเป็นสมุนไพรรสเผ็ดร้อน ช่วยขยายทางเดินหายใจ ทำให้หายใจสะดวกขึ้น

3. ลดความเสี่ยงโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่
กระเทียมเป็นพืชที่มีไฟเบอร์อยู่ 2 ชนิดด้วยกัน คือไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำและไฟเบอร์ชนิดไม่ละลายน้ำ ซึ่งไฟเบอร์ที่อยู่ในกระเทียมมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ แต่ทั้งนี้ควรกินกระเทียมสดที่ยังไม่ถูกการปรุงสุก เพราะความร้อนจะลดคุณค่าทางสารอาหารในกระเทียม ส่งผลให้สรรพคุณของกระเทียมลดน้อยลง

4. ลดอาการแน่นท้อง จุกเสียด
มีการวิจัยพบว่ากระเทียมมีสาร Gastroenteric allechalcone ซึ่งมีฤทธิ์เพิ่มการบีบตัวของลำไส้จึงช่วยลำเลียงอาหารในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็ก ทำให้เกิดการขับลม ลดอาการแน่นท้อง จุกเสียดท้องเนื่องจากอาหารไม่ย่อยได้ อีกทั้งเมื่อรับประทานกระเทียมสดเข้าไปจะช่วยเพิ่มน้ำย่อยและน้ำดีได้อีกด้วย โดยขนาดรับประทานกระเทียมเพื่อขับลมให้ใช้กระเทียมสด 5-10 กลีบ รับประทานหลังอาหารหรือพร้อมอาหาร

5. รักษากลากเกลื้อนที่เกิดจากเชื้อรา
เนื่องจากน้ำมันสกัดจากกระเทียมมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อราและแบคทีเรีย ดังนั้นโรคผิวหนังอย่างกลาก เกลื้อน กระเทียมก็สามารถบรรเทาอาการให้ได้ โดยให้ใช้กระเทียมสด ฝานเป็นแผ่นบาง ๆ ถูบริเวณผิวหนังที่เป็นกลาด เกลื้อน วันละ 2 ครั้ง หลังจากนั้นให้ขูดผิวด้วยไม้บาง ๆ ที่ทำการฆ่าเชื้อแล้ว (แช่แอลกอฮอล์ 70% หรือต้มในน้ำเดือด 10-15 นาที) พอให้ผิวเป็นสีแดงอมชมพูแล้วจึงทายารักษากลาก เกลื้อนทับอีกครั้ง วิธีนี้จะช่วยให้ยาซึมลงบนผิวหนังได้ดีขึ้น

ทั้งนี้กระเทียมยังมีฤทธิ์ช่วยลดอาการอักเสบ กระเทียมจึงเป็นสมุนไพรอีกตัวที่ช่วยบรรเทาอาการไอแบบมีเสมหะได้ โดยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการแก้ไอมากขึ้น แนะนำให้ใช้กระเทียมและขิงสดอย่างละเท่ากัน ตำละเอียดแล้วละลายกับน้ำอ้อยสด เสร็จแล้วคั้นจนได้น้ำสมุนไพรทั้ง 3 ชนิดมาจิบแก้ไอ ขับเสมหะ และทำให้เสมหะแห้ง หรือจะคั้นกระเทียมกับน้ำมะนาว แล้วเติมเกลือใช้จิบหรือกวาดคอก็ได้

6. ลดอาการคัน ลดพิษแมลงสัตว์กัดต่อย
น้ำมันในกระเทียมสามารถนำมาทาลดพิษคันจากแมลงสัตว์กัดต่อยได้ โดยใช้กระเทียมสดทุบพอมีน้ำออก แล้วนำกลีบกระเทียมมาทาถูจุดที่โดนแมลงสัตว์กัดต่อย

นอกจากนี้กระเทียมยังเป็นสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติซึ่งระบุการใช้กระเทียมในตำรับยาแก้ลมอัมพฤกษ์ ซึ่งมีส่วนประกอบของหัวกระเทียมร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่น ๆ มีสรรพคุณบรรเทาอาการปวดตามเส้นเอ็น กล้ามเนื้อ มือ เท้า บรรเทาอาการเหน็บชา เป็นต้น

อีกทั้งในตำรับยาประสะไพลซึ่งมีส่วนประกอบของกระเทียมและสมุนไพรชนิดอื่น ๆ ก็มีสรรพคุณรักษาอาการประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ หรือประจำเดือนมาน้อยและยังช่วยลดอาการปวดประจำเดือนและขับน้ำคาวปลาในหญิงหลังคลอดบุตรอีกด้วยนะคะ เห็นไหมล่ะว่าสรรพคุณของกระเทียมช่างเด็ดดวงจริง ๆ

ขอบคุณแหล่งที่มา https://health.kapook.com

พริก สรรพคุณและประโยชน์ของพริก 36 ข้อ

No Comments
พริก

พริก สรรพคุณและประโยชน์ของพริก 36 ข้อ

ความเผ็ดของพริกมาจากสารชื่อ แคปไซซิน (Capsaicin) ซึ่งจะมีอยู่มากใยบริเวณเยื่อแกนกลางสีขาว (คือส่วนเผ็ดมากที่สุด) ส่วนเปลือกและเมล็ดนั้นจะมีสารนี้น้อย ซึ่งคนทั่วไปมักเข้าใจผิดว่าส่วนเมล็ดและเปลือกคือส่วนที่เผ็ดที่สุด และสารชนิดนี้จะทนทานต่อความร้อนและความเย็นอย่างมาก แม้จะนำมาต้มให้สุดหรือแช่แข็งก็ไม่ได้ทำให้สูญเสียความเผ็ดไปแต่อย่างใด โดยเราสามารถเรียงลำดับความเผ็ดของพริกจากมากไปหาน้อยได้ คือ พริกขี้หนู > พริกเหลือง > พริกชี้ฟ้า > พริกหยวก > พริกหวาน เป็นต้น

หน่วยวัดความเผ็ดเดิมคือ สโควิลล์ (Scoville) (เป็นคำที่ตั้งขึ้นตามชื่อผู้คิดค้นวิธีการวัดระดับ ซึ่งก็คือ วิลเบอร์ สโควิลล์ นักเคมีชาวอเมริกัน) โดยพริกขี้หนูสวนบ้านเราจะมีค่าอยู่ที่ 50,000-100,000 สโควิลล์ ส่วนพริกที่ได้รับการบันทึกลงในกินเนสส์บุ๊กว่าเผ็ดที่สุดในโลกก็คือ พริกฮาบาเนโร วัดค่าได้ถึง 350,000 สโควิลล์หรือมากกว่า

พริกอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุต่าง ๆ อย่าง วิตามินเอ วิตามินบี 6 วิตามินซี ธาตุแมกนีเซียม ธาตุโพแทสเซียม ธาตุเหล็ก ใยอาหาร เป็นต้น โดยในพริก 100 กรัม จะมีวิตามินซีสูงถึง 144 มิลลิกรัมเลยทีเดียว

พริก สรรพคุณและประโยชน์ของพริก 36 ข้อ

ประโยชน์ของพริก
1.พริกมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอวัย
2.ช่วยให้อารมณ์ดี ทำให้ร่างกายสร้างสาร Endorphin (สารแห่งความสุข)
3.ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานให้แข็งแรงมากยิ่งขึ้น
4.วิตามินซีที่ช่วยเสริมสร้างคอลลาเจนในร่างกาย
5.ช่วยในการบำรุงและรักษาสายตา
6.ช่วยกระตุ้นให้เจริญอาหารยิ่งขึ้น
7.สารแคปไซซินช่วยให้เกิดอาการตื่นตัวของร่างกาย
8.ช่วยในการดีท็อกซ์ของร่างกาย
9.พริกช่วยบรรเทาอาการไข้หวัด ลดน้ำมูก และลดเสมหะ
10.ช่วยบรรเทาอาการไอ
11.ช่วยลดสารที่มากีดขวางระบบทางเดินหายใจอันเนื่องมาจากการเป็นไข้หวัด ไซนัส หรือโรคภูมิแพ้ต่าง ๆ
12.ช่วยรักษาโรคลักปิดลักเปิด หรือโรคเลือดออกตามไรฟัน
13.ช่วยให้หายใจได้สะดวกยิ่งขึ้น
14.ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็ง และความเผ็ดของพริกมีส่วนช่วยฆ่าเซลล์มะเร็งได้
15.ช่วยลดปริมาณสารคอเลสเตอรอลในร่างกาย ทำให้ปริมาณของไตรกลีเซอไรด์ในกระแสเลือดลดลง
16.ช่วยลดการอุดตันของเส้นเลือด เส้นเลือดสมองอุดตัน
17.ช่วยในการสลายลิ่มเลือด
18.ช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจล้มเหลว
19.ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของหลอดเลือดให้ดียิ่งขึ้น
20.ช่วยลดความดันโลหิต
21.ช่วยเสริมสร้างผนังหลอดเลือดให้แข็งแรง ช่วยเพิ่มการยึดตัวของผนังหลอดเลือด
22.ช่วยขยายเส้นโลหิตในลำไส้และกระเพาะอาหารเพื่อการดูดซึมอาหารที่ดีขึ้น
23.สาร Capsaicin ช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียในกระเพาะอาหาร
24.ช่วยให้ร่างกายขับถ่ายของเสียและนำธาตุอาหารไปยังเนื้อเยื่อในร่างกาย
25.ช่วยบรรเทาอาการอาหารไม่ย่อย ขับแก๊สในกระเพาะ
26.มีส่วนช่วยในการขับปัสสาวะ
27.ช่วยป้องกันการติดเชื้อต่าง ๆ ในบริเวณจมูก ลำคอ ปอด เยื่อบุผนังช่องปาก
28.ช่วยไม่ให้เมือกเสีย ๆ มาจับตัวกันภายในส่วนต่าง ๆ ของร่างกายด้วย
29.ช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดต่าง ๆ เช่น อาการปวดฟัน เจ็บคอ การอักเสบของผิวหนัง อาการปวดศีรษะ ปวดเส้นเอ็น โรคเกาต์ 30.ข้อต่ออักเสบ เป็นต้น
31.พริกช่วยกระตุ้นให้อยากอาหารมากขึ้น
ใช้ในการประกอบอาหาร ปรุงแต่งอาหาร
นำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ชนิดต่าง ๆ เช่น พริกแห้ง พริกป่น พริกดอง ซอสพริก เครื่องแกง น้ำพริกต่าง ๆ และผลิตภัณฑ์ยารักษาโรค
33.รวมไปถึงอาวุธป้องกันตัวอย่างสเปรย์พริกไทย (ไม่ถือว่าเป็นอาวุธร้ายแรง)
34.ในด้านการแพทย์แผนจีนนำสารนี้มาใช้ประโยชน์เพื่อบำรุงพลังหยาง
35.ในด้านการแพทย์ได้มีการสกัดเอาสารแคปไซซินในพริกออกมาในรูปแบบครีมหรือเจล ใช้ทาเพื่อบรรเทาอาการเจ็บปวดที่ผิวหนัง เช่น ไฟไหม้ น้ำร้อนลวก งูสวัด เป็นต้น
36.ในด้านความงามจะใช้สารสกัดจากแคปไซซินมาสกัดเป็นเจลเพื่อใช้ในการนวดลดเซลลูไลต์ สลายไขมัน

ขอบคุณแหล่งที่มา medthai.com

สรพคุณชงโค ประโยชน์ดีต่อสุขภาพ เป็นไม้ประดับก็สวย

No Comments

สรพคุณชงโค ไม้ดอกอย่างชงโคไม่ได้มีดีแค่หน้าตา

สรพคุณชงโค แต่สรรพคุณทางยาและประโยชน์ต่อสุขภาพก็ไม่น้อย มาดูสรรพคุณของชงโคกันเลย
ของบางอย่างสวยแต่รูป จูบไม่หอม แต่ไม่ใช่กับชงโคแน่ ๆ ค่ะ เพราะนอกจากชงโคจะเป็นไม้ประดับหน้าตาดีแล้ว ประโยชน์ทางสุขภาพของชงโคก็มีไม่น้อย โดยเฉพาะสรรพคุณทางยาของชงโค เอาเป็นว่าเรามาทำความรู้จักชงโคกันดีกว่า

ชงโค ไม้ประดับเสริมสิริมงคล

ชงโคมีถิ่นกำเนิดในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น อินเดีย พม่า ไทย กัมพูชา มาเลเซีย และสิงคโปร์ โดยชงโคยังเป็นต้นไม้มงคลตามความเชื่อของชาวฮินดู โดยเชื่อว่าชงโคเป็นต้นไม้ของสวรรค์ขึ้นอยู่ในเทวโลก อีกทั้งชงโคยังเป็นต้นไม้ของพระลักษมี พระชายาของพระนารายณ์ จึงจัดว่าชงโคเป็นไม้มงคลที่ควรปลูกเอาไว้เพื่อความเป็นสิริมงคล

มีการสันนิษฐานว่า ชงโคเข้ามาในไทยตั้งแต่สมัยอยุธยาเป็นต้นมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ เพราะชงโคมีชื่อปรากฏอยู่ในวรรณคดีไทย ในหนังสืออักขราภิธานศรับท์ พ.ศ. 2416 ซึ่งอธิบายเกี่ยวกับชงโคไว้ว่า “ชงโคเป็นชื่อต้นไม้อย่างหนึ่งเหมือนอย่างต้นกาหลง แต่สีมันแดง”

ชงโค ชื่อวิทยาศาสตร์และลักษณะทางพันธุศาสตร์

ชงโคมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Bauhinia Purpurea Linn. อยู่ในวงศ์ Leguminosae เช่นเดียวกับกาหลง ทำให้มีลักษณะทางพฤกษศาสตร์ที่คล้ายกัน และนอกจากชื่อชงโคแล้ว ยังมีชื่อเรียกอื่น ๆ อีก เช่น เสี้ยวหวาน เสี้ยวดอกแดง หรือชงโคในภาษาอังกฤษว่า Orchid Tree

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของชงโคเป็นไม้ยืนต้นขนาดย่อม ความสูงของต้นประมาณ 5-10 เมตร กิ่งอ่อนมีขนปกคลุม ผลัดใบช่วงสั้น ๆ ใบเป็นใบเดี่ยวออกสลับ รูปร่างใบมนเกือบกลม ปลายของใบเว้าลึกมาก คล้ายรูปหัวใจ ใบกว้าง 8-16 เซนติเมตร ยาว 10-14 เซนติเมตร ขอบใบเรียบ

ดอกชงโคมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ โดยดอกจะออกช่อตามปลายกิ่ง แต่ละช่อมีดอกประมาณ 6-10 ดอก แต่ละดอกมีกลีบ 5 กลีบ ดอกมีสีชมพูถึงม่วงอมแดง ลักษณะดอกคล้ายดอกกล้วยไม้ ตรงกลางของดอกจะมีเกสรตัวผู้เป็นเส้นยาว 5 เส้น และมีเกสรตัวเมียอยู่ตรงกลาง 1 เส้น ยาวเด่นกว่าเกสรตัวผู้

ชงโค สรรพคุณโอ้โห…ดีงาม

ตามตำราแพทย์แผนไทย ชงโคมีสรรพคุณด้านสมุนไพร ดังนี้

1. แก้ไอ
ใบชงโคสามารถนำไปต้มแล้วจิบเป็นชาแก้อาการไอได้

2. ยาระบาย
ตำรับยาแผนไทยใช้รากชงโคล้างสะอาด ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาระบาย แก้อาการท้องผูก ถ่ายยาก และยังมีฤทธิ์ช่วยขับลมในร่างกายอีกด้วย

3. รักษาแผล ฝี
ใบชงโคล้างสะอาดตำให้แหลกแล้วนำมาพอกฝี รักษาแผลได้ แต่ทั้งนี้เพื่อหลีกเลี่ยงโอกาสติดเชื้อที่แผล แนะนำว่าอย่าโปะใบชงโคลงไปบนแผลโดยตรงจะดีกว่า

4. แก้ท้องเสีย แก้บิด
ปลือกต้นชงโคมีสรรพคุณช่วยแก้ท้องเสีย แก้ปวดบิด

5. แก้พิษร้อน แก้ไข้
ดอกชงโคไม่ได้งามตาเท่านั้น แต่ยังมีสรรพคุณแก้พิษร้อนจากเลือดและน้ำดี แก้ไข้

นอกจากนี้ชงโคยังมีสรรพคุณช่วยขับปัสสาวะ ช่วยขับลมในกระเพาะอาหาร ได้ด้วยนะคะ บอกแล้วว่าชงโคเป็นต้นไม้ที่มีสรรพคุณทางยาไม่น้อยหน้าดอกไหน ๆ เลยล่ะ

ขอบคุณแหล่งที่มา https://health.kapook.com

ประโยชน์การบูร กลิ่นหอมชื่นใจ บำรุงร่างกายก็ดี

No Comments
ประโยชน์การบูร

ประโยชน์การบูร สมุนไพรอย่างการบูรนอกจาก กลิ่นจะหอมสดชื่นแล้ว

ประโยชน์การบูร การบูรยังมีสรรพคุณทางยาและประโยชน์อีกหลายอย่างเลยล่ะ

เชื่อว่าหลายคนติดใจกลิ่นของการบูรเข้าอย่างจัง และมักจะสูดดมการบูรบ่อย ๆ เพื่อเพิ่มความสดชื่น แต่รู้ไหมคะว่าการบูรมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากกว่านั้น

และยังมีสรรพคุณทางยาที่น่าสนใจอีกพอตัว เอาเป็นว่ามาทำความรู้จักการบูรให้มากขึ้นกันเถอะ

การบูร นี่ชื่อไทย แล้วภาษาอังกฤษชื่ออะไรล่ะ

การบูรมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Cinnamomum camphora (L.) J. Presl. เป็นพืชในวงศ์ Lauraceae ส่วนชื่อภาษาอังกฤษของการบูรสามารถเรียกว่า Camphor หรือ Menthol ก็ได้ ส่วนในไทยนอกจากจะเรียกว่าการบูรแล้ว ยังมีชื่อเรียกอื่น ๆ เช่น อบเชยญวน พรมเส็ง หรือเจียโล่ (คนไทยเชื้อสายจีน)

การบูร ลักษณะทางพฤกษศาสตร์เป็นอย่างไร

การบูรเป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ ความสูงตั้งแต่ 9-30 เมตร ลำต้นและกิ่งเรียบ ทุกส่วนของต้นการบูรมีกลิ่นหอม โดยเฉพาะที่รากและโคนต้นจะมีกลิ่นหอมมากกว่าส่วนอื่น ๆ ใบการบูรเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับเป็นรูปไข่หรือรูปรี กว้าง 2-7 เซนติเมตร ยาว 5-11 เซนติเมตร โดยประมาณ ปลายใบเรียวแหลม อยู่เรียงตรงข้ามกัน ใบมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ และยอดอ่อนจะมีใบสีเหลืองแกมน้ำตาลหุ้มอยู่

ดอกออกเป็นช่อแบบแยกแขนง ดอกจะออกเป็นกระจุกตามง่ามใบ ดอกเล็กสีขาวเหลืองหรืออมเขียว ออกดอกในช่วงมิถุนายนถึงกรกฎาคม ผลการบูรเป็นรูปทรงไข่ค่อนข้างกลม ในผลมีเนื้ออยู่เล็กน้อย มีเมล็ดอยู่ 1 เมล็ด ขนาดของผลยาว 6-10 มิลลิเมตร สีเขียวเข้ม เมื่อสุกจะเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีดำ

ทั้งนี้เกล็ดสีขาวของการบูรที่เราเคยเห็นและรู้จัก จะเป็นผลึกที่แทรกอยู่ในเนื้อไม้ของต้นการบูร ซึ่งจะมีอยู่ทั่วทั้งต้น อยู่ตามรอยแตกของเนื้อไม้ แต่จะมีมากที่สุดในส่วนแก่นของรากและแก่นของต้น โดยส่วนที่อยู่ใกล้โคนต้นจะมีการบูรมากกว่าส่วนที่อยู่สูงขึ้นมา ผงการบูรจะเป็นเกล็ดกลมเล็ก ๆ สีขาว แห้ง อาจจับกันเป็นก้อนร่วน ๆ แตกง่าย และหากทิ้งไว้ในอากาศจะระเหิดไปหมด ส่วนเปลือกรากและกิ่งสามารถนำไปสกัดเป็นน้ำมันหอมระเหยได้

ประโยชน์ของการบูร ช่วยบำรุงสุขภาพได้

1. แก้เคล็ดขัดยอก

การบูรมีรสร้อนปร่าเมา ช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อย เคล็ดขัดยอก แก้เท้าแพลง แก้ปวดข้อ โดยใช้ขัดถูตามตัว ทว่าส่วนใหญ่จะนำการบูรไปผสมเป็นตำรับยาทาแก้เคล็ดขัดยอกแถมด้วยสรรพคุณต่าง ๆ เช่น ตำรับ “ยาแก้ลมอัมพฤกษ์” ที่มีการบูรผสมสมุนไพรอื่น ๆ ช่วยบรรเทาอาการปวดตามเส้นเอ็น กล้ามเนื้อ มือ เท้า ตึงหรือชา

2. แก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อย

ในยาหม่องหรือน้ำมันแก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อยส่วนใหญ่จะมีการบูรเป็นส่วนผสมอยู่ด้วย เนื่องจากการบูรมีฤทธิ์ถอนพิษแมลงสัตว์กัดต่อย

3. ขับลม ขับเสมหะ

ตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ พ.ศ. 2558 (ฉบับที่ 1) ระบุว่า หากเป็นส่วนประกอบของยาใช้ภายใน การบูรมีสรรพคุณบำรุงธาตุ ขับลม ขับเสมหะ แก้ธาตุพิการ บรรเทาอาการจุกเสียด ปวดท้อง และช่วยกระจายลม

4. แก้อาการหน้ามืด วิงเวียน

ตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ พ.ศ. 2558 (ฉบับที่ 1) ระบุด้วยว่า การบูรมีสรรพคุณแก้อาการหน้ามืด ปวดศีรษะ แก้วิงเวียน ช่วยกระตุ้นหัวใจ และแก้คันได้ โดยใช้การบูรเป็นส่วนประกอบในยาใช้ภายนอก

5. บำรุงหัวใจ

การบูรมักจะถูกนำไปปรุงเป็นยาหอมต่าง ๆ เช่น ยาหอมเทพจิตร มีสรรพคุณบำรุงหัวใจ บำรุงธาตุ ขับลม ขับเหงื่อ ขับปัสสาวะ และแก้ไข้หวัดคัดจมูก

6. แก้ปวดท้อง

ในบัญชียาหลักแห่งชาติ พบว่ามีการใช้การบูรร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่น ๆ โดยปรุงเป็นยาธาตุบรรจบ มีสรรพคุณแก้ปวดท้อง แก้ท้องเสียชนิดไม่ติดเชื้อ บรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ เป็นต้น

7. บรรเทาอาการปวดประจำเดือน

ตำรับยาเลือดงาม และยาประสะไพล ซึ่งมีส่วนประกอบของการบูรร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่น ๆ มีสรรพคุณบรรเทาอาการปวดประจำเดือน ช่วยให้ประจำเดือนมาปกติ ขับน้ำคาวปลาในหญิงหลังคลอดบุตร และรักษาอาการประจำเดือนมาไม่ปกติ หรือประจำเดือนมาน้อย

8. แก้ปวดฟัน

คนในสมัยก่อนนำการบูรมาใช้อุดฟันที่ปวด เพื่อบรรเทาอาการปวดฟัน และปัจจุบันยังนำการบูรมาใช้เป็นส่วนผสมของยาสีฟันสมุนไพรและน้ำยาบ้วนปาก เพื่อช่วยให้ปากหอมสดชื่น

9. ต้านเชื้อแบคทีเรีย

คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ได้เผยผลการทดลองฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียของการบูรโดยพบว่า สาร pinoresinol ในการบูรออกฤทธิ์ยับยั้งและฆ่าเชื้อ B. subtilis ได้ดีที่สุด รองลงมาคือเชื้อ P. aeruginosa ซึ่งเป็นเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้อาหารบูดเสีย โดยเฉพาะเนื้อสัตว์ ซึ่งสาร pinoresinol ในการบูรมีศักยภาพในการนำไปพัฒนาเป็นสารกันเสียที่ได้จากธรรมชาติต่อไป

10. ต้านการอักเสบ

มีงานวิจัยสรรพคุณของการบูรในด้านต้านอาการอักเสบ ซึ่งผลวิจัยพบว่า การบูรมีฤทธิ์ต้านการอักเสบโดยยับยั้งเซลล์ที่เหนี่ยวนำให้เกิดการอักเสบ ยับยั้งไม่ให้เกิดการรวมกลุ่มของโมเลกุล และเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันที่จะมารวมตัวกันในบริเวณที่เกิดการอักเสบ แต่ทั้งนี้การทดลองดังกล่าวเป็นการศึกษาในสัตว์ทดลอง ดังนั้นจึงจำเป็นต้องศึกษาฤทธิ์ต้านการอักเสบของการบูรในคนต่อไป

การบูร มีโทษเหมือนกันนะ

ส่วนใหญ่เราจะเห็นการบูรในลักษณะยาใช้ภายนอก ซึ่งแสดงว่าการบูรเป็นสมุนไพรที่ไม่ควรรับประทานเข้าไป โดยมีรายงานว่า การรับประทานการบูร ขนาด 3.5 กรัม อาจทำให้เสียชีวิตได้ และหากรับประทานการบูรเกินครั้งละ 2 กรัม ก็จะทำให้หมดสติ และเป็นพิษต่อระบบทางเดินอาหาร ไต และสมอง อาจทำให้คลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ วิงเวียนศีรษะ กล้ามเนื้อสั่น เกิดการชัก กระตุก สมองทำงานบกพร่อง สับสน

อย่างไรก็ตาม โดยปกติแล้วร่างกายมีกลไกขับสารจากการบูรออกทางปัสสาวะ คล้ายกับการกำจัดแอลกอฮอล์ออกจากร่างกาย ดังนั้นหากไม่ได้รับการบูรเกินขนาด ก็จะไม่ตกค้างจนเกิดอันตรายต่อตับและไต

ติดยาดม ดมการบูรบ่อย ๆ อันตรายไหม

การสูดดมการบูรที่ทำเป็นยาดมอาจไม่เป็นอันตราย เพราะผ่านการเจือจางสารการบูรให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสม ไม่เป็นพิษต่อร่างกาย ทว่าในกรณีสูดดมการบูรที่มีความเข้มข้นในอากาศมากกว่า 2 ppm (2 ส่วนในล้านส่วน หรือ 2 mg/m3) อาจทำให้เกิดอาการระคายเคืองจมูก ตา และลำคอ

ขอบคุณแหล่งที่มา https://health.kapook.com