เดือน: พฤษภาคม 2019

สรพคุณมะขามเปียก สูตรขัดผิวด้วยมะขามเปียก คุณเองก็ทำได้

No Comments
สรพคุณมะขามเปียก

สรพคุณมะขามเปียก สูตรขัดผิวด้วยมะขามเปียก

รพคุณมะขามเปียก สมุนไพรคู่ครัวไทยที่มีสรรพคุณเป็นกรด มี AHA ในปริมาณที่สามารถใช้ขัดผิวหน้า ผิวตัว หรือแม้กระทั่งจุดแห้งกร้าน ให้เนียนนุ่ม และดูขาวใสขึ้นได้ ถ้าใช้ให้ถูกวิธี โดยเรามาเริ่มจากตรงดิ่งไปตลาด หาซื้อ มะขามเปียก ติดบ้านไว้สัก 3-4 ก้อน จากนั้นจดสูตรต่อไปนี้แปะไว้หน้าตู้เย็น เตือนตัวเองทุกวันให้ทำตามสูตร ท่องให้ขึ้นใจว่า ฉันจะขาว ฉันจะใส แล้วลุยกันเลยค่ะ

สูตรขัดผิวด้วยมะขามเปียก

สูตรที่ 1

1. มะขามเปียก 1 ก้อน
2. นมสดรสจืด 3-4 ช้อนโต๊ะ
3. น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ
4. ผ้าขาวบาง หรือ กระชอน
5. ภาชนะสำหรับผสม

สูตรที่ 2

1. มะขามเปียก 1 ก้อน
2. โยเกิร์ตรสธรรมชาติ 1 ถ้วย
3. ผ้าขาวบาง หรือ กระชอน
4. ภาชนะสำหรับผสม

สูตรที่ 3

1. มะขามเปียก 1 ก้อน
2. ขมิ้นผง 2 ช้อนโต๊ะ
3. นมสดรสจืด 3-4 ช้อนโต๊ะ
4. ผ้าขาวบาง หรือ กระชอน
5. ภาชนะสำหรับผสม

สูตรที่ 4

1. มะขามเปียก 1 ก้อน
2. ดินสอพอง 2 ก้อน
3. นมสดรสจืด 4-5 ช้อนโต๊ะ
4. ผ้าขาวบาง หรือ กระชอน
5. ภาชนะสำหรับผสม

สูตรที่ 5

1. มะขามเปียก 1 ก้อน
2. น้ำผึ้ง 3 ช้อนโต๊ะ
3. เกลือละเอียด 2-3 ช้อนโต๊ะ
4. ผ้าขาวบาง หรือ กระชอน
5. ภาชนะสำหรับผสม

สูตรที่ 6

1. มะขามเปียก 1 ก้อน
2. นมสดรสจืด 4-5 ช้อนโต๊ะ
3. ขมิ้นผง 2 ช้อนโต๊ะ
4. ว่านหางจระเข้สด 1 ใบ
5. ผ้าขาวบาง หรือ กระชอน
6. ภาชนะสำหรับผสม

** ถ้าต้องการใช้มะขามเปียกขัดตัว ให้เพิ่มปริมาณมะขามเปียกและส่วนผสมอื่น ๆ ตามอัตราส่วน**

วิธีทำ

1. ล้างมะขามเปียกให้สะอาด
2. ผสมส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน อย่าให้เหลวจนเกินไป
3. เอาผ้าขาวบาง หรือ กระชอน กรองเศษมะขามชิ้นใหญ่ ๆ ออกไม่ให้บาดผิว เป็นอันเสร็จเรียบร้อย

วิธีใช้

1. มะขามเปียกพอกหน้า ให้ทิ้งไว้ประมาณ 5-10 นาที ห้ามเกินกว่านี้เพราะมะขามมีฤทธิ์เป็นกรดอาจทำให้ระคายเคืองได้ อาจจะรู้สึกคันยิบ ๆ เล็กน้อย เนื่องจากฤทธิ์ของกรด AHA ในมะขามค่ะ ถ้าแสบมากเกินไปให้รีบล้างออก

2. มะขามเปียกขัดหน้า ให้ใช้นิ้วมือค่อย ๆ นวดวนเบา ๆ เพื่อให้เซลล์ที่ตายแล้วหลุดออก และเกิดการผลัดเซลล์ผิวใหม่ขึ้นมาแทนที่ อย่าลืมว่าห้ามขัดเกิน 5 นาที นะคะ เดี๋ยวหน้าไหม้หมดสวยแย่เลย

3. มะขามเปียกขัดผิว อาบน้ำให้สะอาด ทามะขามเปียกให้ทั่วตัว แล้วลงมือขัดวนไปเรื่อย ๆ อย่างเบามือ เน้นจุดด่างดำ และรอยหยาบกร้าน เช่น ข้อศอก หัวเข่า รักแร้ และ ฝ่าเท้า เป็นต้น ขัดวนจนทั่วตัว อย่าให้เกิน 15 นาที ถ้ารู้สึกแสบมากให้รีบล้างออก

4. หากน้ำมะขามเปียกที่ทำไว้ยังใช้ไม่หมด ให้ใส่ภาชนะสะอาดแช่ตู้เย็น เก็บไว้ใช้อีกได้ แต่ไม่ควรเกิน 3 วัน เพราะจะเสื่อมประสิทธิภาพลง

คำเตือน

การใช้มะขามเปียกขัดผิว หรือพอกหน้านั้น ไม่ควรใช้เกินอาทิตย์ละ 2 ครั้ง เพื่อป้องกันผิวถูกรบกวนมากเกินไปจนอาจระคายเคืองได้

ที่สำคัญทุกครั้งที่ขัดผิวหรือพอกหน้าด้วยมะขามปียกแล้ว อย่าลืมบำรุงผิวให้ชุ่มชื้น ด้วยครีมบำรุงเข้มข้น และครีมกันแดด SPF สูง ๆ นะคะ ผิวจะได้ขาวสดใส ไม่กลับไปคล้ำเสียอีก

ประโยชน์ของมะขามเปียก

1. มีรสเปรี้ยว หากนำมารับประทานจะทำให้ช่วยเรื่องระบบขับถ่ายให้หมุนเวียนดีขึ้น

2. นอกจากนี้ยังช่วยแก้ไอ ขับเสมหะได้ ด้วยการนำเนื้อมะขามไปต้มให้สุก เติมเกลือเล็กน้อย แล้วค่อยๆ จิบ

3. หากนำเม็ดมะขามเปียกไปคั่วให้สุก กะเทาะเปลือกออก แล้วแช่น้ำจนเนื้อนิ่ม จะสามารถนำไปพอกแผลฝี หนอง และแผลเรื้อรังต่าง ๆ ให้บรรเทาลงได้

4. นำเม็ดมะขามไปผ่าตามแนวขวาง แล้วฝนกับน้ำมะนาว จะช่วยดูดพิษจากแมลงสัตว์กัดต่อยได้

5. มีกรดผลไม้ (AHA) หากนำมาขัดผิว จะช่วยผลัดเซลส์ผิวที่ตายแล้วให้หลุดออก ช่วยให้ผิวสะอาด กระจ่างใส ลดรอยด่างดำและความหมองคล้ำให้จางลง จุดแห้งกร้านเนียนนุ่มขึ้น

เห็นไหมล่ะคะ ว่าประโยช์ของมะขามเปียกมีอยู่มากมาย ทีนี้สาว ๆ คนไหน ที่อยากขาวใสแบบประหยัดและได้ผลจริงล่ะก็ อย่าลืมรู้จักใช้ของไทย ๆ ให้เป็นประโยชน์นะคะ ขอให้ขาวใสโลกตะลึงด้วยมะขามเปียกกันถ้วนหน้ากันทุกคนค่า

ขอบคุณแหล่งที่มา https://women.kapook.com

สรรพคุณลูกสำรอง (พุงทลาย) สรรพคุณยืนหนึ่งเรื่องลดน้ำหนัก

No Comments
สรรพคุณลูกสำรอง

สรรพคุณลูกสำรอง (พุงทลาย)

สรรพคุณลูกสำรอง ไม่เพียงแต่ช่วยลดน้ำหนัก ลดความอ้วน แต่ยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพอีกไม่น้อย

น้ำลูกสำรอง สมุนไพรลูกสำรอง เป็นชื่อที่ได้ยินกันมานาน และเชื่อว่าหลายคนคงได้ลิ้มรสน้ำสำรองกันบ้างแล้ว เพราะมีการอ้างถึงสรรพคุณของลูกสำรองมากมาย ทั้งลดน้ำหนัก ป้องกันเบาหวาน ลดไขมันในเลือด เอาเป็นว่ามารู้จักสรรพคุณลูกสำรองให้เคลียร์ไปเลยดีกว่า

ลูกสำรอง สมุนไพรสรรพคุณดี ประวัติน่าสนใจ

สำรอง เป็นสมุนไพรที่พบได้มากในภาคตะวันออก โดยเฉพาะในจังหวัดจันทบุรี และในอดีต สำรองก็เคยเป็นต้นไม้ประจำจังหวัดจันทบุรี จากการพระราชทานนำไปปลูกเป็นสิริมงคลตามโครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 เนื่องในวโรกาสที่ทรงครองราชย์ปีที่ 50 ก่อนที่จังหวัดจันทบุรีจะเปลี่ยนมาใช้ต้นไม้จันทร์เป็นต้นไม้ประจำจังหวัดในภายหลัง

สำรอง จัดเป็นสมุนไพรในวงศ์ Sterculiaceae จีนัส Scaphium ชื่อทางวิทยาศาสตร์ของสำรองคือ Scaphium scaphi-gerum (G.Don) Guib. & Planch. ส่วนชื่อภาษาอังกฤษของสำรองคือ Malva nut หรือ Jelly nut แต่ในบ้านเรา สำรองมีชื่อเรียกที่หลากหลาย เช่น พุงทลาย หมากจอง บักจอง ฮวงไต้ไฮ้ เป็นต้น

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของลูกสำรอง

สำรองเป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ เติบโตได้ดีในพื้นที่ชื้น อย่างตามป่าดงดิบที่มีความชื้นสูง ลำต้นตรง สูง ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับ ลักษณะใบสำรองเป็นรูปทรงไข่แกมขอบขนาน หรือรูปไข่แกมใบหอก ขนาดใบกว้าง 10-12 เซนติเมตร ยาว 15-25 เซนติเมตร ดอกช่อออกที่ปลายกิ่ง ดอกเป็นดอกแยกเพศ มีกลีบสีเขียวอ่อน ที่กลีบเลี้ยงจะมีขนสีแดงปกคลุม ดอกสำรองจะออกช่วงเดือนธันวาคม-มกราคม

ลูกสำรองมีลักษณะเป็นผลแห้ง ขนาด 25×15 เซนติเมตร ผิวเหี่ยวย่น สีน้ำตาล หัวเป็นทรงรี ท้ายเป็นทรงมน ลักษณะผิวของผลเป็นผิวขรุขระ ที่ขั้วผลมีแผ่นบาง ๆ สีน้ำตาลอ่อน ลักษณะเหมือนเรือติดมากับผล ส่วนนี้นิยมเรียกว่าสำเภาของผลสำรอง ซึ่งเมื่อนำผลแห้งไปแช่น้ำ เนื้อที่หุ้มเมล็ดจะพองออก มีลักษณะคล้ายวุ้นสีน้ำตาล ที่ร่อนออกมาจากเมล็ดแบบทะลักทลาย เป็นที่มาของชื่อเรียกว่าพุงทลายนั่นเอง

คุณค่าทางโภชนาการของลูกสำรอง

คณะเภสัชวิทยา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้ทำการวิเคราะห์ทางเคมีกับผลสำรองแห้งปริมาณ 100 กรัม พบว่าลูกสำรองแห้งให้คุณค่าโภชนาการ ดังนี้

– พลังงาน 394 กิโลแคลอรี
– น้ำ 12 กรัม
– โปรตีน 5.4 กรัม
– ไขมัน 2.4 กรัม
– คาร์โบไฮเดรต 75.3 กรัม
– ใยอาหาร 67.1 กรัม
– เถ้า 4.54 กรัม
– โซเดียม 10.7 มิลลิกรัม
– แคลเซียม 237 มิลลิกรัม
– เหล็ก 1.56 มิลลิกรัม
– ไอโอดีน 9.12 ไมโครกรัม
– วิตามินบี 1 0.02 มิลลิกรัม

– วิตามินบี 2 1.84 มิลลิกรัม

ลูกสำรอง สรรพคุณไม่เป็นสองรองใคร

สรรพคุณของลูกสำรองตามสูตรของแพทย์แผนไทย นิยมใช้ลูกสำรอง ดังนี้

1. แก้เจ็บคอ-แก้ไข้

ใช้ลูกสำรองราว 10-20 ลูก ต้มกับชะเอมจีนพอหวานจนได้น้ำยาเข้มข้น แล้วจิบน้ำสำรองบ่อย ๆ ช่วยแก้ไข้ แก้เจ็บคอได้ดี

2. แก้ไอ-ขับเสมหะ


ใช้ลูกสำรอง 3-5 ลูก แช่ลงในน้ำ 1 แก้ว ให้วุ้นลูกสำรองออกมา จากนั้นเติมน้ำตาลกรวดลงไปเพื่อแต่งรสให้หวาน ดื่มทั้งเนื้อวุ้นและน้ำครั้งละ 1 แก้ว วันละ 3 เวลาก่อนอาหาร ในกรณีเป็นไข้หวัด มีเสมหะด้วย ให้หาลูกสำรองมาทำน้ำสำรองอุ่น ๆ ดื่มแก้ไข้ แก้ไอ ขับเสมหะ และแก้เจ็บคอ

3. แก้ร้อนใน กระหายน้ำ

น้ำลูกสำรองมีสรรพคุณแก้ร้อนใน กระหายน้ำ ช่วยให้ชุ่มคอ สดชื่นขึ้นได้ง่าย ๆ ในวันที่อากาศร้อน รู้สึกร้อนไปถึงข้างในกาย ดื่มน้ำลูกสำรองก็ช่วยได้เยอะ

4. แก้ตาอักเสบ

วุ้นสำรองเป็นยาเย็นที่ไม่เป็นอันตรายต่อเยื่อบุอ่อน จึงสามารถใช้รักษาตาอักเสบได้ โดยนำผ้าก๊อซชุบน้ำพอชุ่ม แล้วนำไปประคบบนตาที่อักเสบ จากนั้นวางแผ่นเปลือกหุ้มเมล็ดลูกสำรองบนผ้าก๊อซ เปลือกหุ้มเมล็ดเมื่อโดนน้ำจะพองตัวและซึมเข้าสู่ผ้าก๊อซ ช่วยบรรเทาอาการเจ็บตา ตาอักเสบได้

5. ช่วยระบาย แก้ท้องผูก


เนื้อจากลูกสำรองเมื่อถูกน้ำแล้วจะกลายเป็นเจล และใยอาหารจากลูกสำรองยังเป็นใยอาหารชนิดที่ละลายน้ำได้ จึงช่วยให้ขับถ่ายได้ง่ายขึ้น

6. ลูกสำรองช่วยลดน้ำหนัก

ด้วยคุณสมบัติการพองตัวของวุ้นลูกสำรองที่ช่วยให้อิ่มท้อง อีกทั้งยังมีสรรพคุณช่วยระบาย ดังนั้นลูกสำรองจึงจัดเป็นสมุนไพรลดน้ำหนักชนิดหนึ่ง ที่หากต้องการลดน้ำหนักก็สามารถดื่มน้ำลูกสำรองเป็นประจำ

ที่สำคัญไฟเบอร์ในเนื้อลูกสำรองเป็นไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำได้ จึงมีผลช่วยลดการดูดซึมไขมันในอาหาร มีสรรพคุณลดระดับไขมันในเลือดได้อีกต่างหาก

7. ลดความเสี่ยงโรคเบาหวาน

สรรพคุณของไฟเบอร์ชนิดไม่ละลายน้ำมีส่วนช่วยให้ร่างกายควบคุมระดับน้ำตาลให้คงที่ได้ เนื่องจากเจลจากลูกสำรองจะช่วยให้อาหารเคลื่อนตัวในลำไส้อย่างช้า ๆ ทำให้รู้สึกอิ่มได้นานและส่งผลให้น้ำตาลในเลือดไม่สวิง จึงช่วยชะลอการเกิดโรคเบาหวานได้

8. ลดความเสี่ยงภาวะไขมันในเลือดสูง

ด้วยใยอาหารที่ไม่ละลายน้ำที่มีอยู่ในเนื้อลูกสำรอง ก็เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยดูดซับไขมันในอาหาร มีคุณสมบัติลดระดับไขมันในเลือด ดังนั้นการรับประทานลูกสำรองจึงช่วยลดความเสี่ยงภาวะไขมันในเลือดสูงไม่มากก็น้อย

ข้อควรระวังในการกินลูกสำรอง

ไม่ควรทานวุ้นของลูกสำรองติดต่อกันเป็นเวลานาน เพราะอาจจะมีผลทำให้ร่างกายขาดสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย เป็นเหตุให้เจ็บป่วยด้วยโรคอื่น ๆ ได้

ขอบคุณแหล่งที่มา https://health.kapook.com

มาร์กี้ป๊อก อบอุ่นพร้อมหน้าลูกแฝด มีก้า-มีญ่า แต่โฟกัสกลับอยู่ที่แม่

No Comments
มาร์กี้ป๊อก

มาร์กี้ป๊อก อบอุ่นพร้อมหน้าลูกแฝด มีก้า-มีญ่า แต่โฟกัสกลับอยู่ที่แม่

เรียนรู้การเป็นพ่อแม่มือใหม่ได้อย่างรวดเร็ว สำหรับคู่ของ มาร์กี้ ราศรี กับสามี ป๊อก ภัสสรกรณ์ ที่ได้ลูกแฝดมาเติมเต็มชีวิตคู่ น้องมีก้า หรือ เด็กชาย รากรณ์

และ น้องมีญ่า หรือ เด็กหญิง ภัสสรา น่ารักน่าเอ็นดูถอดแบบพ่อแม่มาเป๊ะ และยังกลายเป็นขวัญใจของชาวโซเชียลไปแล้ว

มาร์กี้ป๊อก อบอุ่นพร้อมหน้าลูกแฝด มีก้า-มีญ่า แต่โฟกัสกลับอยู่ที่แม่

เรียกว่าฮอตไม่แพ้พ่อแม่ ทุกครั้งที่ มาร์กี้-ป๊อก ลงรูปลูกก็จะกวาดยอดไลค์ไปเยอะมาก และยิ่งภาพที่มีกันพร้อมหน้าพ่อแม่ลูกครบสี่คน ก็ยิ่งดูอบอุ่นมากๆ

อย่างภาพล่าสุดที่ป๊อกโพสต์ในอินสตาแกรม พ่อแม่ช่วยกันเลี้ยงลูก

แต่ภาพนี้ส่วนใหญ่ชาวเน็ตที่เข้าไปคอมเมนต์จะบอกว่ามองข้ามพ่อป๊อกกับน้องแฝดไปเลย เพราะมัวแต่ไปโฟกัสที่มาร์กี้ คุณแม่แย่งซีนทุกคนไปเต็มๆ

มีลูกแล้วเปลี่ยนไป แซ่บขึ้นผิดหูผิดตาจริงๆ มาร์กี้ นี่แหละที่ทำให้ผู้หญิงหลายคนอยากมีลูกขึ้นมาบ้าง

ขอบคุณแหล่งที่มา www.sanook.com

สรรพคุณตำลึง สมุนไพร ผักริมรั่ว สรรพคุณและโทษ มีอะไรบ้าง

No Comments
สรรพคุณตำลึง

สรรพคุณตำลึง ( Lvy Gourd, Coccinia ) คือ สมุนไพร พืชล้มลุก นิยมปลูกริมรั้วบ้าน

สรรพคุณตำลึง ช่วยแก้ท้องอืด แก้ท้องเฟ้อ ช่วยขับลม บำรุงสายตา รักษาหลอดลมอักเสบ รักษาเบาหวาน แก้แมงสัตว์กัดต่อย ช่วยบำรุงกระดูก บำรุงฟัน ป้องกันมะเร็ง ลดน้ำตาลในเลือด บำรุงเลือด ใช้ลดไข้ รักษาแผล รักษาหิด

คุณค่าทางโภชนาการของตำลึง

การศึกษาคุณค่าทางโภชนาการของใบและยอดอ่อนตำลึงขนาด 100 กรัม พบว่าให้พลังงาน 35 กิโลแคลอรี มีสารอาหารสำคัญ ประกอบด้วย โปรตีน กากใยอาหาร 1 กรัม เบตาแคโรทีน วิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 3 วิตามินซี ธาตุแคลเซียม ธาตุฟอสฟอรัส และ ธาตุเหล็ก 4.6 มิลลิกรัม

นักโภชนาการได้ทำการศึกษาคุณค่าทางโภชนาการของตำลึง ขนาด 100 กรัม พบว่ามีสารอาหารสำคัญ ประกอบด้วย วิตามินบี1 0.17 มิลลิกรัม โปรตีน 3.3 กรัม แคลเซียม 126 มิลลิกรัม เบต้าแคโรทีน 699.88 ไมโครกรัม ไนอาซีน 1.2 มิลลิกรัม ธาตุเหล็ก 4.6 มิลลิกรัม วิตามินซี 13 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 30 มิลลิกรัม และใยอาหาร 2.2 กรัม

สรรพคุณของตำลึง

เราสามารถนำตำลึงมาใช้ได้ทุกส่วน ไม่ว่าจะเป็น ใบ ดอก เมล็ด ราก เถา รายละเอียดการใช้ประโยชน์ของตำลึงมีดังนี้

-ใบของตำลึง เป็นยาลดวามร้อนในร่างกาย นำมาบดเป็นยาพอกผิวหนัง แก้ผื่นคันจากหมามุ้ย ต้นตำแย แก้ปวดแสบปวดร้อน แก้แมลงสัตว์กัดต่อย รักษาผื่นคันที่เกิดจาก หมามุ่ย ตำแย นำมารับประทาน แก้ท้องอืด แก้ท้องเฟ้อ แก้จุกเฉียด
-ดอกของตำลึง นำมาใช้รักษาอาการคันผิวหนัง
-เมล็ดของตำลึง นำมาผสมกับน้ำมันมะพร้าว ใช้ทาแก้หิด
-รากของตำลึง นำมาใช้ ลดไข้ แก้อาเจียน ลดความอ้วน แก้ฝี แก้ปวดบวม แก้พิษร้อนใน แก้พิษแมลงป่องหรือตะขาบข่อย
-เถาของตำลึง นำมาชงกับน้ำดื่มแก้อาการวิงเวียนศรีษะ นำมาบดใช้พอกผิวหนังแก้โรคผิวหนัง เถาของตำลึงมีสรรพคุณ ลดระดับน้ำตาลในเลือด

นำตำลึงทั้งต้น มาใช้ทั้ง ราก ใบและเถา นิยมนำมาเป็นยารักษาแก้โรคผิวหนัง ลดระดับน้ำตาลในเลือด แก้หลอดลมอักเสบ กำจัดกลิ่นตัว

ขอบคุณแหล่งที่มา https://beezab.com

สรรพคุณบัวหิมะ สรรพคุณล้น ลดน้ำหนักก็ดี รักษาเบาหวานก็ยอดเยี่ยม

No Comments
สรรพคุณบัวหิมะ

สรรพคุณบัวหิมะ พืชกินหัวมากสรรพคุณ อีกหนึ่งอาหารที่คุ้มค่าต่อการลิ้มลองเพื่อสุขภาพที่ดี

สรรพคุณบัวหิมะ ถ้าพูดถึงคำว่า บัวหิมะ หลายคนก็คงจะนึกถึงครีมจากแดนมังกรที่มีสรรพคุณในการช่วยรักษาบาดแผลต่าง ๆ ซึ่งน้อยคนจะทราบว่าจริง ๆ แล้วชื่อนี้ยังเป็นชื่อของพืชกินหัวอีกชนิดเช่นกัน วันนี้กระปุกดอทคอมเลยจะหยิบเอาพืชที่มีชื่อเดียวกันนี้มาให้ทุกคนทำความรู้จักกันให้มากขึ้น ขอบอกเลยว่าพืชชนิดนี้กินได้ แถมยังดีต่อสุขภาพ ใครอยากมีสุขภาพดี พืชชนิดนี้ก็เป็นทางเลือกที่น่าลิ้มลอง

บัวหิมะ หรือ ผลบัวหิมะ มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Smallanthus sonchifolius ชื่อภาษาอังกฤษเรียกว่า Yacon หรือที่คนจีนรู้จักกันในชื่อ เสวี่ยเหลียนกว่อ เป็นพืชใต้ดิน มีต้นกำเนิดใน ประเทศแถบอเมริกาใต้ อยู่ในวงศ์เดียวกับดอกทานตะวัน มีลักษณะต้นคล้ายกับมันเทศ ความสูงของต้น 2-3 เมตร ลักษณะดอกคล้ายกับดอกเดซี่ มีกลีบดอกเล็ก ๆ สีเหลืองประมาณ 14-15 กลีบ ในแต่ละต้นเมื่อโตเต็มที่จะมีดอกประมาณ 4-5 ดอก

ผลบัวหิมะมักถูกนำมาใช้รับประทานเป็นอาหารและผลิตเป็นสารให้ความหวานจากธรรมชาติ เช่น น้ำเชื่อมบัวหิมะ เนื่องจากอุดมไปด้วยแร่ธาตุและวิตามิน ไม่ว่าจะเป็น แคลเซียม แมกนีเซียม เหล็ก สังกะสี เซเลเนียม นอกจากนี้ยังเป็นพืชที่มีแคลอรีไม่สูงมากนัก โดยผลบัวหิมะ 100 กรัม มีพลังงาน 54 กิโลแคลอรี ทำให้ผลบัวหิมะกลายเป็นอาหารในการลดน้ำหนักที่ได้รับความสนใจไม่น้อย

บัวหิมะ สรรพคุณทรงคุณค่า ที่ไม่ได้มีดีแค่รสชาติอร่อย

บัวหิมะเป็นพืชที่มีสรรพคุณเกี่ยวกับสุขภาพมากมาย เนื่องจากอุดมไปด้วยสารอาหาร โดยประโยชน์ของบัวหิมะมีดังนี้ค่ะ

1. ช่วยในการลดน้ำหนัก

น้ำตาลจากธรรมชาติของบัวหิมะมีส่วนช่วยลดน้ำหนักได้ โดยการศึกษาในปี 2009 ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารทางวิชาการ Clinical Nutrition เผยว่า ผู้หญิงที่รับประทานน้ำเชื่อมบัวหิมะในปริมาณ 0.14-0.29 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ติดต่อกันอย่างน้อย 120 วัน จะทำให้น้ำหนัก ดัชนีมวลกาย และรอบเอวลดลง ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าน้ำเชื่อมบัวหิมะจะเข้าไปสร้างความรู้สึกอิ่มให้กับร่างกาย ช่วยให้ความอยากอาหารลดลง

2. ลดระดับคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์

ในบัวหิมะมีน้ำตาลชนิดหนึ่งที่ชื่อว่าฟรุกโตโอลิโกแซคคาไรด์ (Fructooligosaccharide) มีคุณสมบัติในการลดระดับไตรกลีเซอไรด์ และคอเลสเตอรอลชนิดที่ไม่ดี โดยการศึกษาในปี 2011 ซึ่งตีพิมพ์ใน Chemico-Biological Interactions พบว่า หนูทดลองที่เป็นโรคเบาหวาน เมื่อได้อาหารเสริมที่มีส่วนผสมของบัวหิมะติดต่อกันทุกวัน ระดับไตรกลีเซอไรด์และคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี มีอัตราลดลงอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังมีการศึกษากับมนุษย์อันแสดงให้เห็นว่า การรับประทานบัวหิมะเป็นประจำจะช่วยลดไขมันทั้งสองชนิดได้เช่นกัน และเมื่อระดับไขมันทั้งสองชนิดนี้ลดลง ความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดก็จะลดลงตามไปด้วย

3. ลดระดับน้ำตาลในเลือด

แม้ว่าบัวหิมะจะมีรสชาติหวาน แต่รสชาติหวานนี้ก็มาจากอินูลิน (Inulin) ซึ่งเป็นน้ำตาลจากธรรมชาติ โดยมีการศึกษาพบว่า อินูลินเป็นสารที่ส่งผลดีต่อการทำงานของอินซูลินในร่างกาย โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 การรับประทานบัวหิมะเป็นประจำจะสามารถช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ อีกทั้งระดับความหวานของบัวหิมะยังน้อยกว่าระดับความหวานของน้ำตาลกว่าครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว ซึ่งถือว่าบัวหิมะเป็นอาหารที่ผู้ป่วยเบาหวานสามารถรับประทานได้โดยไม่ต้องกลัวเรื่องระดับน้ำตาลค่ะ

4. ลดความเสี่ยงโรคหัวใจและความดันโลหิต

บัวหิมะเป็นพืชที่ขึ้นชื่อว่าดีกับสุขภาพหัวใจ เพราะในบัวหิมะมีระดับโพแทสเซียมสูง โดยโพแทสเซียมมีฤทธิ์ช่วยขยายหลอดเลือด ช่วยผ่อนคลายระบบหลอดเลือดและหัวใจ ทำให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น ออกซิเจนในเลือดเพิ่มขึ้น ลดความดันโลหิต และทำให้ความเสี่ยงโรคหัวใจลดลงตามไปด้วย นอกจากนี้ยังช่วยบรรเทาอาการของโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดหัวใจของผู้ป่วยได้อีกต่างหาก อีกทั้งโพแทสเซียมในบัวหิมะยังช่วยควบคุมสมดุลของเหลวในเนื้อเยื่อและเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกายร่วมกับโซเดียม แต่ทั้งนี้ก็ควรบริโภคอาหารที่มีโซเดียมอย่างพอเหมาะด้วยค่ะ

5. ต้านมะเร็ง

การศึกษาในปี 2011 ในวารสารทางวิชาการ Fitoterapia พบว่า บัวหิมะมีสรรพคุณช่วยยับยั้งการเจริญเติบโต ยับยั้งการแพร่กระจาย และการกลายพันธุ์ของเซลล์มะเร็งได้ ทำให้ความเสี่ยงโรคมะเร็งผิวหนัง โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ และโรคมะเร็งของเลือดทั้ง 3 ชนิด ได้แก่ โรคมะเร็งไขกระดูก โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง และโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวลดลง อีกทั้งในบัวหิมะยังอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยปกป้องเซลล์ไม่ให้ถูกอนุมูลอิสระทำลายจนเกิดการอักเสบต่าง ๆ ซึ่งอาจเป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็งได้

6. ป้องกันภาวะไขมันพอกตับ

นอกจากจะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ในร่างกายแล้ว จากการศึกษาในปี 2008 ยังพบว่า การรับประทานบัวหิมะควบคู่กับสารไซลิมาริน (Silymarin) จะส่งผลดีต่อผู้ป่วยที่มีการเผาผลาญของร่างกายผิดปกติจนทำให้อ้วนลงพุงได้อีกด้วย โดยในการศึกษาแสดงให้เห็นว่า เมื่ออาสาสมัครรับประทานบัวหิมะวันละ 2.4 กรัม และสารไซลิมาริน (Silymarin) วันละ 0.8 กรัม ติดต่อกัน 90 วัน ระดับของคอเลสเตอรอลลดลง และปริมาณไขมันสะสมในตับก็ลดลงด้วย ทำให้ความเสี่ยงภาวะไขมันพอกตับลดลงค่ะ

7. สร้างเสริมระบบขับถ่าย ลดอาการท้องผูก

โพรไบโอติกส์ในบัวหิมะเป็นแบคทีเรียชนิดที่ดีต่อร่างกาย ช่วยให้ร่างกายสามารถดูดซึมสารอาหารต่าง ๆ ได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยในเรื่องระบบขับถ่าย ทำให้อาการท้องผูก ท้องอืด และปัญหาเกี่ยวกับระบบขับถ่ายต่าง ๆ ที่่อาจนำมาสู่การเกิดเนื้องอกในกระเพาะอาหารหรือโรคมะเร็งลำไส้ลดลงได้ ขณะที่ไฟเบอร์ในบัวหิมะก็ยังช่วยสร้างเสริมระบบขับถ่ายได้อีกทางหนึ่งด้วย ได้ประโยชน์หลายต่อแบบนี้ต้องหามาลองกันแล้วล่ะ

ขอบคุณแหล่งที่มา https://health.kapook.com

สรรพคุณว่านพญาลิ้นงู สรรพคุณแก้พิษสัตว์กัดต่อย มีไว้ป้องกันงูเข้าใกล้

No Comments
สรรพคุณว่านพญาลิ้นงู

สรรพคุณว่านพญาลิ้นงู สมุนไพรพื้นบ้านที่ได้ยินชื่อมาจากละคร นาคี

สรรพคุณว่านพญาลิ้นงู ว่ากันว่าช่วยถอนพิษสัตว์กัดต่อย ใครมีไว้ อสรพิษไม่กล้าเข้าใกล้

การนำสมุนไพรมาใช้บำบัดรักษาอาการเจ็บป่วยเป็นภูมิปัญญาพื้นบ้านที่สืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคน

โดยเฉพาะคนในชนบทที่รู้เรื่องสมุนไพรเป็นอย่างดี อย่างเช่นว่าถ้าเกิดถูกงูกัด ก็จะนำ “ว่านพญาลิ้นงู” มาช่วยถอนพิษ หรือหากใครเคยชมละครเรื่อง “นาคี” ก็จะเห็นชาวบ้านนำ “ว่านพญาลิ้นงู” มาใช้พิสูจน์ว่า “คำแก้ว” เป็นเจ้าแม่นาคีจริงหรือไม่ เพราะเชื่อกันว่า “ว่านพญาลิ้นงู” มีฤทธิ์ปราบงู สามารถใช้ป้องกันอสรพิษไม่ให้เข้ามาใกล้ตัวได้เช่นกัน วันนี้เลยอยากชวนทุกคนไปเรียนรู้สรรพคุณของว่านชนิดนี้กันค่ะ

รู้จักว่านพญาลิ้นงู

ว่านพญาลิ้นงู หรือว่านงู, ว่านเขี้ยวงู มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Allium sp. อยู่ในวงศ์ AMARYLLIDACEAE

ลักษณะว่านพญาลิ้นงู เป็นไม้ล้มลุกที่มีลำต้นอยู่ใต้ดิน หัวจะมีลักษณะกลมคล้ายหอมหัวใหญ่ แต่รูปร่างยาวรีกว่า มีสีเขียวอ่อนปนขาว หากผ่าครึ่งออกมาจะเป็นกลีบแข็งสีขาวซ้อนกันเป็นชั้น ๆ คล้ายเกล็ดงู เนื้อในหัวมีสีเขียวอ่อน ต้นสูงไม่เกิน 30 เซนติเมตร

ใบของว่านพญาลิ้นงูเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับ แตกใบขึ้นมาจากหัวใต้ดิน ใบมีลักษณะคล้ายต้นหอม ต้นกระเทียม

แต่ยาวกว่า ใบมีสีน้ำตาลแซมตอนปลายเล็กน้อย ปลายใบยาวคล้ายหางงู คือเรียวแหลมโค้งงอและตวัดขึ้น คนจึงมองว่าเหมือนปลายลิ้นงู ขอบใบเรียบ โคนใบตัดและสอบเรียว ไม่ปรากฏว่ามีดอก

ทั้งนี้ “ว่านพญาลิ้นงู” เป็นสมุนไพรคนละชนิดกับ “หญ้าลิ้นงู” ที่มีชื่อคล้ายกันนะคะ เพราะหากเป็นหญ้าลิ้นงูจะมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Hedyotis corymbosa Lamk อยู่ในวงศ์ RUBIACEAE ลักษณะทางพฤกษศาสตร์จะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ว่านพญาลิ้นงู กับสรรพคุณรักษาโรค

หมอพื้นบ้านทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มักนำ “ว่านพญาลิ้นงู” มาใช้ในการดูดพิษ ถอนพิษจากการถูกสัตว์มีพิษกัดต่อย เช่น งู ตะขาบ แมงป่อง ต่อ แตน โดยมีตำรับยาหลากหลาย เช่น ให้นำหัวว่านไปฝนกับน้ำมะนาว แล้วทาบริเวณที่ถูกกัดต่อย พิษจะหายทันที

หรือข้อมูลจากคุณจำรัส เซ็นนิล ที่เขียนไว้ในเว็บไซต์ jamrat.net ก็พบว่า มีผู้เคยนำว่านพญาลิ้นงู มาใช้รักษาพิษแมงป่องต่อย

โดยนำหัวว่าน 2-3 หัว มาตำให้แหลก ผสมเหล้าขาว จำนวน 2 ช้อนแกง แล้วนำมาพอกแผล เพียงไม่กี่นาทีก็หายปวดอย่างน่าอัศจรรย์

ว่านพญาลิ้นงู กับความเชื่อกันงูเข้าบ้าน

มีความเชื่อว่า หากปลูกว่านพญาลิ้นงูไว้ที่บ้าน งูจะไม่เข้ามารบกวนในบ้าน หรือหากผู้ใดนำหัวว่านพญาลิ้นงูพกติดตัวไว้ งู ตะขาบ หรือสัตว์เลื้อยคลานทั้งหลายก็จะไม่กล้าเข้าใกล้ผู้นั้นเลยแม้แต่น้อย


ว่านพญาลิ้นงู ปลูกอย่างไรตามความเชื่อ

ควรปลูกในดินร่วน หรือดินร่วนปนทราย ผสมเศษใบไม้ผุพัง เพราะระบายน้ำและถ่ายเทอากาศได้ดี ให้วางกระถางในที่ที่มีแสงแดดส่องถึงบ้าง เพราะเป็นพืชที่ชอบแสงแดดรำไร แต่ไม่ควรตั้งในที่ที่มีแสงแดดจัด เพราะจะทำให้ใบว่านเหี่ยว แต่หากปลูกในแปลง ควรทำที่บังแดดไว้ด้วย

วิธีปลูกว่านพญาลิ้นงู คือต้องปลูกให้หัวโผล่ คือนำหัวว่านใส่ลงไปในดินแล้วรดน้ำตามพอสมควร โดยมีความเชื่ออีกเช่นกันว่า ให้รดน้ำที่เสกด้วยคาถา “นะโมพุทธายะ” 3 จบ และควรปลูกในวันพฤหัสบดี ถึงจะดี

นอกจากนี้ ยังมีความเชื่อที่ว่า ห้ามผู้หญิงที่กำลังมีประจำเดือนปลูกว่านพญาลิ้นงู เพราะจะทำให้สรรพคุณทางยาเสื่อม แต่ทว่าเป็นเพียงคำบอกเล่าสืบทอดกันมา ซึ่งจริง-เท็จอย่างไรไม่ทราบได้ แต่ก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

ว่านพญาลิ้นงู หาซื้อได้ที่ไหน ราคาเท่าไร

หากสนใจนำว่านพญาลิ้นงูมาปลูก ลองสอบถามตามร้านที่เพาะพันธุ์พืชสมุนไพร หรือร้านขายต้นไม้ดูค่ะ สนนราคาขึ้นอยู่กับขนาดของหัวว่าน หากหัวเล็กก็มีราคาราว ๆ หลักสิบ เช่น 20-50 บาท แต่ถ้าหัวใหญ่อาจมีราคาตั้งแต่ 50 บาทขึ้นไปจนถึงเกือบ ๆ หลักร้อยได้เลย

ขอบคุณแหล่งที่มา https://health.kapook.com

สรรพคุณเถาวัลย์เปรียง…สรรพคุณเลอค่า สมุนไพรช่วยบอกลาอาการปวด

No Comments
สรรพคุณเถาวัลย์เปรียง

สรรพคุณเถาวัลย์เปรียง…สมุนไพรที่ชื่ออาจไม่ค่อยคุ้นหูสำหรับคนรุ่นใหม่

สรรพคุณเถาวัลย์เปรียง.แต่ความจริงคนโบราณรู้จักนำเอาเถาวัลย์เปรียงมาใช้ประโยชน์ในทางยามานานแล้ว

ถึงเถาวัลย์พันเกี่ยวที่เลี้ยวลด…ก็ไม่คดเหมือนหนึ่งในน้ำใจคน กลอนของท่านสุนทรภู่บทนี้สอนว่าจิตใจมนุษย์นั้นไซร้ยากแท้หยั่งถึง แต่สำหรับพืชไม้เลื้อยอย่างเถาวัลย์เปรียงนั้นกลับได้รับการเชื่อถือและยอมรับในวงการแพทย์พื้นบ้านและแผนปัจจุบันด้วยสรรพคุณชั้นยอดในการแก้อาการปวดเมื่อย และรักษาโรคอื่น ๆ ของมัน

วันนี้กระปุกดอทคอมจะพาทุกคนไปรู้จักสมุนไพรชนิดนี้ให้มากขึ้น แต่ก่อนที่เราจะไปรู้จักสรรพคุณต่าง ๆ ของเถาวัลย์เปรียง วิธีใช้ ข้อห้ามและข้อควรระวังในการใช้ เรามาทำความรู้จักข้อมูลเบื้องต้นของเถาวัลย์เปรียงกันก่อนดีกว่า

เถาวัลย์เปรียง…หลากชื่อเรียก

เถาวัลย์เปรียง หรือชื่อภาษาอังกฤษเพราะ ๆ ว่า Jewel Vine มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Derris scandens (Roxb.) Benth. อยู่ในวงศ์ถั่ว FABACEAE หรือ LEGUMINOSAE เป็นสมุนไพรที่พบได้ในทุกภาคของประเทศไทย จึงมีชื่อเรียกที่แตกต่างกันไปตามแต่ละท้องถิ่น ภาคกลางเรียกเถาวัลย์เปรียงแดง หรือ เถาวัลย์เปรียงขาว ตามสีของเนื้อไม้ ภาคเหนือเรียกเครือเขาหนัง หรือ เครือค้องแกบ ภาคอีสานเรียกเครือตับปลา หรือ เครือตาปลา ภาคใต้เรียกย่านเหมาะ หรือ ย่านเมราะ

เถาวัลย์เปรียง หน้าตาเป็นยังไงนะ ?

เถาวัลย์เปรียง เป็นพรรณไม้เถา ชอบเลื้อยพาดพันตามต้นไม้ใหญ่ ใบประกอบแบบขนนกเรียงสลับกัน ใบย่อยรูปไข่ เป็นมันสีเขียวเข้ม ดอกเป็นช่อสีขาว กลีบรองดอกเป็นสีม่วงดำ ตรงปลายกลีบดอกนั้นจะเป็นสีชมพูเรื่อ ๆ ผลเป็นฝักแบนเล็ก ๆ ภายในจะมีเมล็ดอยู่ประมาณ 2-4 เมล็ด

เถาวัลย์เปรียง สรรพคุณเด่นจนต้องรู้ !

1. แก้ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ

ในตำรับยาพื้นบ้าน มีการนำเถาของเถาวัลย์เปรียงมาคั่วชงน้ำ แล้วดื่มกินแก้ปวดเมื่อย ส่วนตำรับยาแผนปัจจุบัน กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และโรงพยาบาลวังน้ำเย็น จังหวัดสระแก้ว ร่วมกันวิจัยทางคลินิกเพื่อศึกษาประสิทธิผลและผลข้างเคียงของสารสกัดเถาวัลย์เปรียงในการรักษาผู้ป่วยที่มีอาการปวดหลังส่วนล่าง จำนวน 70 ราย แล้วพบว่า ผู้ป่วยกลุ่มที่ได้รับสารสกัดเถาวัลย์เปรียงชนิดแคปซูลขนาด 200 มิลลิกรัม วันละ 3 ครั้ง เป็นเวลา 7 วัน มีอาการปวดหลังลดลงไม่ต่างจากกลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับยาแก้ปวดไดโคลฟีแนค (Diclofenac) ขนาด 25 มิลลิกรัม วันละ 3 เวลาเท่ากัน

2. พิชิตโรคข้อเข่าเสื่อม

เถาวัลย์เปรียงนับเป็นสมุนไพรที่ช่วยแก้ปัญหาข้อเข่าเสื่อมได้ดีทีเดียว ดังที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เคยร่วมวิจัยกับคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล แล้วพบว่า ผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมที่ได้รับยานาโปรเซน ขนาด 250 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง นาน 4 สัปดาห์ มีประสิทธิผลในการรักษาและความปลอดภัยไม่แตกต่างจากผู้ที่รับยาสารสกัดเถาวัลย์เปรียง ขนาด 400 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง นาน 4 สัปดาห์

3. กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย

ตามตำรับยาแผนโบราณ เถาวัลย์เปรียงถูกนำมาใช้เป็นส่วนประกอบของยาอายุวัฒนะเพื่อช่วยให้ร่างกายแข็งแรง และมีงานวิจัยจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ช่วยสนับสนุนเรื่องนี้ด้วยเช่นกันค่ะ โดยให้อาสาสมัครสุขภาพดี 59 คน กินแคปซูลสารสกัดเถาวัลย์เปรียงวันละ 400 มิลลิกรัม เช้า-เย็น เป็นเวลา 2 เดือน ก็พบว่าสารสกัดเถาวัลย์เปรียงไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียงใด ๆ กับร่างกาย แถมยังมีส่วนช่วยควบคุมหรือเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายได้จริง ๆ

4. รักษาอาการตกขาว

สรรพคุณของเถาวัลย์เปรียงยังดีต่อสุขภาพผู้หญิงเช่นกัน เพราะช่วยรักษาอาการตกขาวชนิดที่ไม่มีอาการคัน ไม่มีกลิ่น และไม่เปลี่ยนเป็นสีเขียวได้ด้วยค่ะ ซึ่งเป็นภูมิปัญญาพื้นบ้านที่สืบทอดกันมาแต่โบราณแล้ว วิธีใช้ก็คือ นำเถาวัลย์เปรียงสับเป็นชิ้นเล็ก ๆ ต้มดื่มต่างน้ำ หรือดื่มวันละ 3 เวลา

5. ขับโลหิตเสีย-ช่วยให้มดลูกเข้าอู่

อีกหนึ่งสรรพคุณที่พืชชนิดนี้มีดีต่อผู้หญิงที่เพิ่งคลอดบุตรก็คือ มีฤทธิ์ช่วยขับโลหิตเสียของผู้หญิง โดยการนำเถาวัลย์เปรียงทั้งห้าแบบสด ๆ นำมาต้มกับน้ำแล้วนำน้ำที่ได้มาใช้ดื่มต่างน้ำ นอกจากนี้เถาวัลย์เปรียงยังช่วยทำให้มดลูกเข้าอู่เร็วขึ้น โดยการนำเถาสดมาทุบให้ยุ่ย แล้ววางทาบบนหน้าท้องคุณแม่หลังคลอด จากนั้นนำหม้อเกลือที่ร้อนมานาบลงบนเถาวัลย์เปรียง

นอกจากสรรพคุณอย่างที่บอกไปข้างต้นแล้ว เถาวัลย์เปรียงยังมีประโยชน์อีกมากมายตามตำรายาพื้นบ้าน เช่น

– เถา มีรสเฝื่อนเล็กน้อย คนโบราณนิยมใช้เป็นยาถ่ายเสมหะ ลงสู่ทวารหนัก ถ่ายเส้นทำให้เส้นอ่อนและหย่อนดี รักษาเส้นเอ็นขอด แก้เมื่อย แก้เหน็บชา รักษาปัสสาวะพิการ ขับปัสสาวะ รักษาโรคบิด ไอ และหวัด บางตำราว่าส่วนเถามีสรรพคุณช่วยบำรุงกำลังได้ด้วย วิธีใช้คือนำเถามาหั่นตาก แล้วคั่วไฟให้หอม ชงน้ำกินแทนน้ำชา

– ราก มีรสเฝื่อนเมา ตามตำรับยาไทยใช้เป็นยารักษาอาการไข้ และขับปัสสาวะ แก้ปัสสาวะกะปริบกะปรอย มีสารพวก Flavonol ที่มีชื่อว่า สคาเดอนิน และนันลานิน ใช้เป็นยาเบื่อปลาได้ แต่ไม่มีคุณสมบัติฆ่าแมลง

– ยอดอ่อน ใบอ่อน ช่อดอก และผลอ่อนของเถาวัลย์เปรียง มีรสมัน ๆ นำมารับประทานเป็นผักสดจิ้มน้ำพริกได้

แคปซูลเถาวัลย์เปรียง….การต่อยอดจากภูมิปัญญาไทย

การนำเถาวัลย์เปรียงแบบสด ๆ มาใช้เป็นยารักษาโรคต่าง ๆ อาจยุ่งยากไปสักหน่อย ปัจจุบันกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์จึงพัฒนาเถาวัลย์เปรียงให้อยู่ในรูปแบบแคปซูลเพื่อใช้ในโรงพยาบาล และได้รับการบรรจุอยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติ มี 2 ตัวคือ

1. ยาเถาวัลย์เปรียง สกัดมาจากส่วนเถา ใช้บรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อ ลดการอักเสบของกล้ามเนื้อ โดยกินครั้งละ 500 มิลลิกรัม-1 กรัม วันละ 3 ครั้งหลังอาหารทันที

2. ยาสารสกัดจากเถาวัลย์เปรียง ที่สกัดมาจากส่วนเถา 50 เปอร์เซ็นต์ของเอทิลแอลกอฮอล์ ใช้บรรเทาอาการปวดหลังส่วนล่าง (low back pain) และอาการปวดจากข้อเข่าเสื่อม (Knee Osteoarthritis) โดยกินครั้งละ 400 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้งหลังอาหารทันที

เถาวัลย์เปรียง ใช้แล้วมีผลข้างเคียงหรือไม่ ?

เช่นเดียวกับสมุนไพรชนิดอื่นที่อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงในการใช้ เถาวัลย์เปรียงก็ทำให้เกิดผลข้างเคียงได้เช่นเดียวกัน

1. ผลข้างเคียงของการใช้ยาเถาวัลย์เปรียง คือ ทำให้ผู้ใช้มีอาการปวดท้อง ท้องผูก ปัสสาวะบ่อย คอแห้ง ใจสั่น อาจมีอาการผิวหนังอักเสบ หรือเป็นผื่นจากการแพ้

2. ผลข้างเคียงของการใช้ยาสารสกัดจากเถาวัลย์เปรียง คือ ทำให้ผู้ใช้มีอาการเวียนศีรษะ ปวดศีรษะ และอุจจาระเหลว

โทษของเถาวัลย์เปรียงมีไหม มีข้อควรระวังอะไรบ้าง ?

แม้ว่าเถาวัลย์เปรียงจะมีสรรพคุณโดดเด่นในการรักษาอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ แต่ก็มีข้อห้ามและข้อควรระวังในการใช้กับบุคคลบางกลุ่มดังนี้

1. ห้ามใช้ในหญิงตั้งครรภ์

2. ควรระวังในการใช้ในผู้ป่วยโรคแผลเปื่อยเพปติก สำหรับยาเถาวัลย์เปรียง ที่ใช้บรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อ ลดการอักเสบของกล้ามเนื้อ และยาสารสกัดจากเถาวัลย์เปรียงที่ใช้บรรเทาอาการปวดหลังส่วนล่าง และอาการปวดจากข้อเข่าเสื่อม เนื่องจากเถาวัลย์เปรียงออกฤทธิ์คล้ายยาแก้ปวด กลุ่มยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (Nonsteroidal Anti-Inflammatory Drugs: NSAIDs) อาจทำให้เกิดการระคายเคืองระบบทางเดินอาหารได้

3. เถาวัลย์เปรียงมีสารที่มีฤทธิ์เช่นเดียวกับฮอร์โมนเพศหญิง ดังนั้นจึงควรระมัดระวังหากใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน

4. ผู้ที่เป็นโรคหัวใจ หรือโรคความดันโลหิต ไม่ควรรับประทาน เพราะยังไม่มีผลการศึกษาแน่ชัดว่า เถาวัลย์เปรียงอาจมีผลไปยับยั้งหรือเสริมฤทธิ์ของยาได้

เถาวัลย์เปรียงในผลิตภัณฑ์สุขภาพ
ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์สมุนไพรเถาวัลย์เปรียงออกมาให้เราได้เลือกซื้อกันอย่างหลากหลาย เช่น เถาวัลย์เปรียงชิ้นตากแห้ง แคปซูล เถาวัลย์เปรียงผสมโสม ฯลฯ นับเป็นโชคดีของเราที่มีทางเลือกในการรักษาอาการปวดเมื่อยและบำรุงสุขภาพเพิ่มขึ้นโดยไม่ต้องพึ่งพายาที่เป็นสารเคมีล้วน ๆ แต่เพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ตาม หากใครมีโรคประจำตัว หรือต้องทานยาแผนปัจจุบันอะไรอยู่ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทานยาสมุนไพรเพื่อความปลอดภัยด้วยนะคะ

ขอบคุณแหล่งที่มา https://health.kapook.com

สรรพคุณเมล็ดแฟลกซ์ ลดคอเลสเตอรอลก็ดี ต้านมะเร็งก็เริด

No Comments
สรรพคุณเมล็ดแฟลกซ์

สรรพคุณเมล็ดแฟลกซ์ ธัญพืชตัวนิด ผลผลิตจากต้นลินิน

สรรพคุณเมล็ดแฟลกซ์ ของดีสรรพคุณล้ำค่า ทั้งป้องกันโรคหัวใจ ช่วยลดคอเลสเตอรอลตัวร้าย และควบคุมน้ำหนักได้ดีเยี่ยม

ในขณะที่กระแสการรักสุขภาพยังคงแรงอย่างต่อเนื่อง เราก็อาจจะได้ยินชื่อของธัญพืชที่เราไม่ค่อยจะคุ้นเคยเสียเท่าไรหนาหูขึ้นเนื่องด้วยสรรพคุณและคุณค่าทางโภชนาการที่สูงลิบทำให้ธัญพืชเหล่านั้นกลายเป็นที่นิยมกันมากขึ้น อย่างที่เห็นได้ชัดก็น่าจะเป็นเมล็ดเจียนี่ล่ะค่ะ แต่ยังมีธัญพืชอีกชนิดที่สรรพคุณโดดเด่นไม่แพ้กับธัญพืชชนิดอื่น ๆ นั่นก็คือ เมล็ดแฟลกซ์ อีกหนึ่งเมล็ดพืชที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ซึ่งคนรักสุขภาพไม่ควรมองข้ามเป็นอย่างยิ่งเลยล่ะ แต่ว่าเจ้าเมล็ดแฟลกซ์ สรรพคุณจะเป็นอย่างไร ดีกับร่างกายของเรามากขนาดไหน ใครบ้างที่รับประทานได้ และมีผลข้างเคียงหรือไม่ เราไปหาคำตอบพร้อม ๆ กันเลยค่ะ

เมล็ดแฟลกซ์ คืออะไร ?

เมล็ดแฟลกซ์ (Flaxseed) หรือเมล็ดจากต้นลินิน (Linseed) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Linum usitatissimum L. เป็นเมล็ดพืชที่ถูกนำมาใช้ตั้งแต่สมัยโบราณ โดยมีการค้นพบว่าเจ้าเมล็ดพืชชนิดนี้ มีมาตั้งแต่สมัยกรุงบาบิโลนเมื่อ 3,000 ปีก่อนคริสตกาล และในศตวรรษที่ 8 ก็มีความเชื่อว่าเมล็ดแฟลกซ์นั้นมีประโยชน์ต่อสุขภาพ จึงเป็นที่นิยมปลูกเพื่อนำมาบริโภคอย่างแพร่หลายนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

เมล็ดแฟลกซ์มีลักษณะคล้ายเมล็ดงาแต่มีขนาดใหญ่กว่า ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วคนมักจะนิยมนำเมล็ดแฟลกซ์มาบดก่อนจะนำมารับประทาน เพราะจะช่วยให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารที่อยู่ในเมล็ดได้ดีกว่าการรับประทานเป็นแบบเมล็ด หรือจะรับประทานเป็นแบบน้ำมันสกัด แต่ในน้ำมันสกัดอาจมีคุณค่าทางสารอาหารไม่เท่าแบบบด อย่างสารลิกแนนที่พบในเมล็ดแฟลกซ์แบบบด พอมาอยู่ในรูปน้ำมันสกัดจากเมล็ดแฟลกซ์ กลับพบว่าไม่มีสารลิกแนนอยู่ในน้ำมันสกัดนะคะ

เมล็ดแฟลกซ์ สรรพคุณทรงคุณค่า ประโยชน์ดีที่คู่ควร

จากการศึกษาพบว่าเมล็ดแฟลกซ์นั้นมีคุณค่าทางโภชนาการสูง ไม่ว่าจะเป็นกรดไขมันโอเมก้า 3 สารลิกแนน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แถมยังมีไฟเบอร์สูง จึงทำให้เจ้าเมล็ดแฟลกซ์นี้มีสรรพคุณที่น่าสนใจไม่น้อย โดยเมล็ดแฟลกซ์ 100 กรัม มีคุณค่าทางโภชนาการดังนี้

– พลังงาน 534 กิโลแคลอรี
– โปรตีน 18.26 กรัม
– ไขมัน 42.16 กรัม
– คาร์โบไฮเดรต 28.88 กรัม
– ไฟเบอร์ 27.3 กรัม
– แคลเซียม 255 มิลลิกรัม
– ธาตุเหล็ก 5.73 มิลลิกรัม
– แมกนีเซียม 392 มิลลิกรัม
– ฟอสฟอรัส 642 มิลลิกรัม
– โพแทสเซียม 813 มิลลิกรัม
– โฟเลต 87 ไมโครกรัม
– วิตามินเค 4.3 มิลลิกรัม
– ไขมันไม่อิ่มตัวพันธะคู่ (โอเมก้า 3, 6) 28.73 กรัม

นอกจากนี้สรรพคุณของเมล็ดแฟลกซ์ก็ยังโดดเด่นอีกหลายด้าน ทั้งช่วยบำรุงหัวใจ ลดน้ำหนัก หรือแม้แต่ป้องกันการเกิดโรคมะเร็งอีกหลายชนิด อีกทั้งยังสามารถช่วยควบคุมน้ำหนัก และควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้อีกด้วย ทั้งนี้เมล็ดแฟลกซ์ยังมีสรรพคุณอีกมากมายดังต่อไปนี้ค่ะ

1. ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล

มีการศึกษาพบว่าเมล็ดแฟลกซ์สามารถช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลที่ไม่ดีได้ โดยการศึกษาแสดงให้เห็นว่า การเติมเมล็ดแฟลกซ์ลงในอาหารนั้น สามารถช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลและระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือดลงได้ เนื่องจากในเมล็ดแฟลกซ์มีไฟเบอร์ชนิดที่ละลายน้ำได้ ซึ่งเจ้าไฟเบอร์ชนิดนี้จะไปช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือดนั่นเอง

2. ป้องกันการเกิดโรคหัวใจ

อาหารที่มีส่วนประกอบของผลไม้ ผัก ธัญพืช ถั่วเปลือกแข็ง และพืชตระกูลถั่ว รวมทั้งอาหารที่มีกรดอัลฟาไลโปอิก (Alpha Lipoic Acid) สามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดในผู้ที่ไม่เคยมีปัญหาเกี่ยวกับโรคหัวใจ หรือผู้ที่มีโรคหัวใจอยู่แล้วก็สามารถช่วยบรรเทาให้อาการอยู่ในระดับที่ดีได้ ซึ่งในเมล็ดแฟลกซ์นั้นต่างก็มีทั้งไฟเบอร์ที่ดีต่อหัวใจและกรดอัลฟาไลโปอิก รวมทั้งไขมันโอเมก้า 3 ซึ่งมีการวิจัยพบอีกด้วยว่าการรับประทานอาหารที่มีไขมันโอเมก้า 3 จะช่วยให้ความดันโลหิตในร่างกายของผู้ที่มีโรคความดันโลหิตลดลงได้อีกด้วย

3. ป้องกันโรคมะเร็ง

สารต้านอนุมูลอิสระในเมล็ดแฟลกซ์ ถือเป็นอาวุธที่ล้ำค่าในการป้องกันโรคมะเร็งเลยเชียวล่ะ เนื่องจากสารนี้จะเข้าไปป้องกันการถูกทำลายของเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกาย ไม่ให้เซลล์เหล่านั้นมีความเสี่ยงเป็นเซลล์มะเร็ง โดยมีการค้นพบว่าเจ้าสารต้านอนุมูลอิสระในเมล็ดแฟลกซ์สามารถลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งเต้านม โรคมะเร็งต่อมลูกหมาก และโรคมะเร็งลำไส้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แต่ทั้งนี้ก็ควรระมัดระวังในการใช้ เพราะหากผู้หญิงรับประทานมากเกินไปก็อาจจะทำให้เกิดความเสี่ยงโรคมะเร็งเต้านมได้เช่นกัน เนื่องจากการได้รับสารไฟโตเอสโตรเจนที่มีคุณสมบัติเช่นเดียวกับฮอร์โมนเอสโตรเจนในปริมาณที่มากเกินไป อาจจะทำให้เกิดการทำงานที่ผิดปกติของระบบฮอร์โมนและกลายเป็นโรคมะเร็งเต้านมในที่สุดค่ะ

4. ป้องกันโรควัยทอง

ข่าวดีสำหรับหญิงในวัยหมดประจำเดือนเลยล่ะค่ะ เพราะเจ้าเมล็ดแฟลกซ์นี้มีการศึกษาเล็ก ๆ ชิ้นหนึ่งพบว่า การรับประทานเมล็ดแฟลกซ์ สามารถทดแทนการรับประทานฮอร์โมนทดแทนในสตรีวัยหมดประจำเดือนได้ โดยการศึกษาแสดงให้เห็นว่าเมล็ดแฟลกซ์เพียง 40 กรัม มีคุณสมบัติเทียบเท่ากับยาฮอร์โมนที่ใช้ในการบรรเทาอาการร้อนวูบวาบ อารมณ์แปรปรวน และช่องคลอดแห้งในสตรีวัยทองได้ แต่ถึงอย่างนั้นเองก็ยังมีการศึกษาอื่นออกมาแย้งว่า เมล็ดแฟลกซ์ไม่สามารถรักษาอาการโรควัยทองได้ และไม่สามารถป้องกันการสูญเสียมวลกระดูกได้

5. อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ

การรับประทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระไม่เพียงพอก็อาจจะทำให้ร่างกายเกิดภาวะความผิดปกติได้ โดยอาจจะทำให้เกิดการอักเสบในร่างกายได้ง่ายขึ้น รวมทั้งยังอาจจะทำให้เกิดภาวะดื้ออินซูลิน รวมทั้งเกิดความเสี่ยงโรคเบาหวานชนิดที่ 2 โรคหอบหืด โรคอ้วน และปัญหาเรื่องการเผาผลาญได้มากขึ้น ซึ่งมีการศึกษาพบว่า การรับประทานเมล็ดแฟลกซ์จะช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาเหล่านี้ได้ และช่วยให้สารต้านอนุมูลอิสระในร่างกายเพิ่มขึ้นอีกด้วย

6. ช่วยระบบขับถ่าย

เมล็ดแฟลกซ์นั้นมีไฟเบอร์ทั้งสองชนิดคือ ชนิดที่ละลายน้ำได้และละลายน้ำไม่ได้ ซึ่งชนิดที่ละลายน้ำไม่ได้นี่ล่ะที่ช่วยสร้างเสริมให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดีขึ้น โดยเฉพาะคนที่มีปัญหาเรื่องท้องผูกบ่อย ๆ และเพราะเหตุนี้นั่นเองจึงทำให้เมล็ดแฟลกซ์ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ได้ เพราะเมื่อระบบขับถ่ายทำงานได้อย่างเป็นปกติ ความเสี่ยงจากมะเร็งลำไส้ก็จะลดลงค่ะ

7. บำรุงเล็บและเส้นผม

กรดไขมันโอเมก้า 3 ในเมล็ดแฟลกซ์ไม่ได้มีดีแค่ช่วยบำรุงหัวใจเท่านั้น แต่ยังช่วยบำรุงเล็บและเส้นผม ช่วยป้องกันการแห้งเสียของผม รวมทั้งช่วยบำรุงสุขภาพเล็บไม่ให้เปราะบางและหักง่าย อีกทั้งยังทำให้ทั้งเส้นผมและเล็บดูสุขภาพดีอีกด้วย

8. ป้องกันภาวะมีบุตรยาก และมะเร็งต่อมลูกหมาก

ใช่ว่าเมล็ดแฟลกซ์จะดีกับผู้หญิงเพียงอย่างเดียว ไขมันในเมล็ดแฟลกซ์ก็ดีกับคุณผู้ชายเช่นกันค่ะ เพราะสามารถช่วยลดการบวมและการอักเสบของต่อมลูกหมากได้ อีกทั้งยังช่วยสร้างเสริมให้สเปิร์มแข็งแรงและมีสุขภาพดี เพิ่มโอกาสในการมีบุตรได้ นอกจากนี้สารอาหารในเมล็ดแฟลกซ์ก็ยังช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดในอวัยวะเพศชายให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วยค่ะ

9. รักษาภาวะซึมเศร้า

โรคซึมเศร้านั้นก็มีสาเหตุมาจากภาวะร่างกายที่ไม่สมดุลได้เช่นกัน โดยมีการศึกษาในประเทศญี่ปุ่นพบว่า การรับประทานเมล็ดแฟลกซ์สามารถช่วยลดภาวะซึมเศร้าได้ เนื่องจากในเมล็ดแฟลกซ์นั้นมีทั้ง DHA และ EPA ซึ่งเป็นสารที่มีความสำคัญต่อร่างกาย โดยสารชนิดนี้ก็มีอยู่มากในเนื้อปลาและวอลนัท หากรับประทานเข้าไปแล้วก็จะช่วยให้ร่างกายสามารถปรับสมดุลในร่างกายได้ และให้ผลดีเช่นเดียวกับการรับประทานยารักษาโรคซึมเศร้าเลยล่ะค่ะ

10. บำรุงตับ

การศึกษาในประเทศญี่ปุ่นซึ่งถูกเผยเแพร่ในเว็บไซต์ Nutrition Research ได้เปิดเผยว่าการรับประทานเมล็ดแฟลกซ์ซึ่งมีสารลิกแนนนั้น สามารถลดปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคตับได้ โดยปริมาณที่ได้ผลดีที่สุดก็คือการรับประทานสารสกัดลิกแนนจากเมล็ดแฟลกซ์ในปริมาณ 100 มิลลิกรัมทุกวัน แต่ทั้งนี้ก็ต้องลดปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ด้วยตนเองด้วย เช่น การลดปริมาณการดื่มแอลกอฮอล์ หรือเลิกดื่มไปเลย เพราะถึงแม้จะรับประทานเมล็ดแฟลกซ์ แต่หากยังดื่มหนักก็ไม่ช่วยลดความเสี่ยงได้หรอกค่ะ

ข้อควรระวังในการใช้เมล็ดแฟลกซ์

แม้ว่าเมล็ดแฟลกซ์จะเป็นธัญพืชที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ว่าการนำมาใช้ก็ยังอาจจะมีผลข้างเคียงกับคนบางกลุ่ม ซึ่งอาจเป็นผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ได้ จึงจำเป็นต้องใช้อย่างถูกวิธีและใช้ภายใต้การควบคุมของผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด โดยข้อควรระวังมีดังนี้ค่ะ

1. หญิงตั้งครรภ์หรืออยู่ในช่วงให้นมบุตร ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานเมล็ดแฟลกซ์โดยเด็ดขาด เนื่องจากในเมล็ดแฟลกซ์ มีสารลิกแนน (Lignans) ซึ่งเป็นสารไฟโตเอสโตรเจน (Phytoestrogen) ที่ออกฤทธิ์เช่นเดียวกับฮอร์โมนเอสโตรเจน ถึงแม้ว่าจะไม่มีหลักฐานยืนยันว่าอาจจะเป็นอันตราย แต่หากในร่างกายมีฮอร์โมนกลุ่มเอสโตรเจนมากเกินไปก็อาจจะทำให้เกิดผลข้างเคียงอันไม่พึงประสงค์บางอย่างได้ ดังนั้นควรปรึกษาแพทย์เพื่อความมั่นใจก่อนที่รับประทานเมล็ดแฟลกซ์จะดีกว่าค่ะ

2. ผู้ป่วยที่มีภาวะเลือดออกมาผิดปกติ การรับประทานเมล็ดแฟลกซ์จะเข้าไปทำให้เลือดแข็งตัวช้าลง ดังนั้นหากมีปัญหาสุขภาพดังกล่าว ห้ามใช้เด็ดขาดค่ะ

3. แม้ว่าจะมีบางการศึกษาพบว่าการรับประทานเมล็ดแฟลกซ์ช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลงได้ แต่ถ้าหากใช้ควบคู่กับการรับประทานยารักษาโรคเบาหวานก็อาจจะทำให้น้ำตาลในเลือดลดลงมากเกินไปจนอยู่ในระดับที่อันตราย ดังนั้นหากจะใช้ควรสังเกตระดับน้ำตาลในเลือดอย่างใกล้ชิดค่ะ หรือทางที่ดีปรึกษาแพทย์ก่อนดีกว่า

4. ในกลุ่มผู้ป่วยที่มีภาวะลำไส้อุดตันหรือมีหลอดอาหารแคบ และมีภาวะการอักเสบในลำไส้ใหญ่ ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานเมล็ดแฟลกซ์ เพราะปริมาณไฟเบอร์ที่สูงมากเกินไปอาจจะทำให้อาการยิ่งเลวร้ายลงได้ค่ะ

5. ผู้ป่วยที่มีระดับไขมันไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง ควรหลีกเลี่ยงการใช้เมล็ดแฟลกซ์ เพราะแม้ว่าจะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือดได้ แต่สารบางชนิดในเมล็ดแฟลกซ์อาจส่งผลให้ระดับไตรกลีเซอไรด์เพิ่มขึ้นได้ ดังนั้นผู้ที่มีปัญหาระดับไตรกลีเซอไรด์สูงมากเกินไปจนต้องรับประทานยาควรจะเลี่ยงดีกว่าค่ะ

6. เมล็ดแฟลกซ์สามารถช่วยลดระดับความดันโลหิตที่สูงได้ แต่สำหรับผู้ที่มีความดันโลหิตต่ำ การรับประทานเมล็ดแฟลกซ์จะยิ่งทำให้ความดันโลหิตต่ำยิ่งกว่าเดิม และอาจทำให้เป็นอันตรายได้ ฉะนั้นควรหลีกเลี่ยงค่ะ

เมล็ดแฟลกซ์ ลดน้ำหนักได้จริงหรือ ?

เมล็ดแฟลกซ์เป็นอีกหนึ่งธัญพืชที่มีไฟเบอร์สูง ซึ่งไฟเบอร์นี่ล่ะที่จะช่วยลดความอยากอาหารและช่วยให้อิ่มท้องนานขึ้น ช่วยป้องกันการรับประทานจุบจิบหรือการรับประทานมากเกินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ เหมาะสำหรับคนที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก หรือต้องการลดความอ้วน แต่ทั้งนี้ก็ควรจะรับประทานควบคู่กับอาหารเพื่อสุขภาพจะดีที่สุด เพราะรับประทานเมล็ดแฟลกซ์มากไปอาจจะทำให้เกิดผลข้างเคียงได้

เมล็ดแฟลกซ์ กินอย่างไร ?

แม้ว่าเมล็ดแฟลกซ์จะมีขนาดไม่ใหญ่มากนักและสามารถนำไปผสมกับอาหารหรือขนมได้ แต่การรับประทานเมล็ดแฟลกซ์ที่ถูกต้องคือ ควรนำเมล็ดไปบดก่อน เนื่องจากเมล็ดแฟลกซ์ที่ยังเป็นเมล็ดอยู่นั้น ร่างกายไม่สามารถย่อยสลายเพื่อดูดซึมสารอาหารไปใช้ได้เต็มที่ค่ะ ฉะนั้นเลือกซื้อแบบที่บดสำเร็จแล้วมาใช้จะสะดวกกว่า หรือถ้าหากอยากนำมาบดเองก็สามารถทำได้ โดยวิธีการรับประทานก็ไม่ยาก หากเป็นเมล็ดแฟลกซ์ที่บดแล้วก็สามารถนำมาโรยลงบนอาหารหรือเครื่องดื่มได้ทันที

นอกจากนี้เมล็ดแฟลกซ์ยังมีการสกัดเป็นน้ำมัน หรือสกัดเป็นอาหารเสริมเพื่อไว้รับประทานได้อีกด้วย จะเลือกแบบไหนก็แล้วแต่จะสะดวกเลยล่ะค่ะ

ขอบคุณแหล่งที่มา https://health.kapook.com

สรรพคุณเก๊กฮวย ไม่ธรรมดา จัดเป็นยากลิ่นหอม สมุนไพรดับร้อนให้ร่างกาย

No Comments
สรรพคุณเก๊กฮวย

สรรพคุณเก๊กฮวย สรรพคุณสมุนไพร

สรรพคุณเก๊กฮวย ชนิดนี้ไม่ได้มีไว้ทำเครื่องดื่มแก้กระหายอย่างเดียว แต่ดอกเก๊กฮวยที่นำมาต้มเป็นชาเก๊กฮวยก็ดี หรือน้ำสมุนไพรเพื่อสุขภาพก็ดี ล้วนแล้วแต่แฝงสรรพคุณเป็นยามาด้วย และหากอยากรู้จักสรรพคุณของเก๊กฮวยให้ถ่องแท้ ลองอ่านบทความด้านล่าง แล้วไปหาน้ำเก๊กฮวยดื่มกันเลย !

เก๊กฮวย มีดีที่ดอก

เก๊กฮวยเป็นดอกไม้ตระกูลเดียวกับดอกทานตะวันและดอกดาวเรือง เก๊กฮวยในภาษาจีนเรียกว่า จวี๋ฮัว ถ้าแปลเป็นไทยก็จะเรียกกันว่า ดอกเบญจมาศสวน หรือดอกเบญจมาศหนู ส่วนเก๊กฮวยในภาษาอังกฤษ มีชื่อว่า Chrysanthemum

ชื่อวิทยาศาสตร์ของเก๊กฮวยนั้นเรียกต่างออกไปในแต่ละสายพันธุ์ โดยเก๊กฮวยดอกขาว มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Dendranthema morifolium (Ramat.) Tzvel. หรือ Chrysanthemum morifolium Ramat. จัดเป็นพืชในตระกูล Asteraceae ส่วนสายพันธุ์เก๊กฮวยดอกสีเหลือง ชื่อวิทยาศาสตร์คือ Dendranthema indicum L. หรือ Chrysanthemum indicum L. ซึ่งไม่ว่าจะเป็นเก๊กฮวยสายพันธุ์สีขาวหรือสีเหลือง สรรพคุณทางยาของเก๊กฮวยก็อยู่ที่ดอกเก๊กฮวยด้วยกันทั้งคู่ค่ะ

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของต้นเก๊กฮวย

ต้นเก๊กฮวยเป็นไม้ล้มลุก ขนาดต้นสูงประมาณ​ 60-150 เซนติเมตร เจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่อากาศหนาว ในไทยจึงนิยมปลูกเก๊กฮวยบนที่ราบสูงเป็นส่วนใหญ่ ส่วนดอกเก๊กฮวยเป็นดอกขนาดเล็ก มีทั้งดอกเก๊กฮวยสีเหลืองและดอกเก๊กฮวยสีขาว ต้นเก๊กฮวยจะออกดอกได้ดีในช่วงฤดูหนาว โดยส่วนใหญ่จะนิยมเก็บดอกมาตากแห้ง นึ่ง หรืออบแห้ง แล้วนำมาทำเป็นเครื่องดื่มสมุนไพร

เก๊กฮวย สรรพคุณไม่ธรรมดา

สรรพคุณทางยาของดอกเก๊กฮวยมีดีอยู่หลายด้าน โดยสามารถจำแนกประโยชน์ของดอกเก๊กฮวยที่เกี่ยวกับสุขภาพได้ ดังนี้

1. ช่วยดับร้อน ดอกเก๊กฮวยมีฤทธิ์เย็น ช่วยดับพิษร้อนในร่างกาย แก้อาการร้อนใน แก้กระหาย แก้ไข้ โดยใช้ดอกเก๊กฮวยแห้งประมาณ 5-9 กรัม ต้มกิน หรือทำเป็นชา แล้วดื่มในปริมาณที่เหมาะสม

2. ช่วยกระตุ้นระบบย่อยอาหาร โดยเฉพาะดื่มชาเก๊กฮวยร้อน ๆ จะช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดียิ่งขึ้น ช่วยบรรเทาอาการปวดท้องจากอาหารไม่ย่อยได้ ทั้งนี้ให้ใช้ดอกเก๊กฮวยแห้งประมาณ 5-9 กรัม ต้มกิน หรือทำเป็นชา แล้วดื่มในปริมาณที่เหมาะสม

3. ดีต่อหัวใจ เก๊กฮวยเป็นพืชสมุนไพรที่ดีต่อสุขภาพหัวใจ เพราะมีฤทธิ์ลดระดับความดันโลหิต นอกจากนี้ทางมูลนิธิโรคหัวใจแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ยังระบุว่า เก๊กฮวยช่วยป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือดได้อีกด้วย

4. แก้ตาบวมแดง ในตำรับยาสมุนไพรจีนมักใช้ดอกเก๊กฮวยผสมกับใบหม่อน เก๋ากี้ หรือชุมเห็ดไทย รักษาอาการตาบวมแดงจากการตากลม หรือตาบวมแดงจากภาวะตับพร่อง ไฟในตับมาก โดยใช้ดอกสดล้างสะอาด ตำให้แหลก แล้วนำมาประคบที่ดวงตา

5. แก้วิงเวียน หากมีอาการปวดศีรษะ วิงเวียน เนื่องจากการกำเริบของหยางในตับ สามารถใช้เก๊กฮวยร่วมกับโกฐสอและสมุนไพรฤทธิ์เย็นชนิดอื่นเพื่อบรรเทาอาการได้

6. รักษาแผลฝีหนอง และแผลบวม โดยใช้ดอกเก๊กฮวยสด 1 กำมือ ล้างให้สะอาด บดผสมน้ำแล้วดื่ม จากนั้นนำกากดอกเก๊กฮวยมาพอกตามแผล

7. รักษาผมร่วง ตำรับยาจากประเทศเวียดนามใช้ดอกเก๊กฮวยสดตำละเอียดแล้วกลั่นเอาแต่น้ำมาหมักผม โดยเชื่อว่าดอกเก๊กฮวยสามารถรักษาอาการผมร่วง ช่วยให้สีผมดำ เงางาม ไม่เปลี่ยนเป็นสีเทาก่อนวัยอันควร

การใช้ดอกเก๊กฮวยให้เป็นประโยชน์เพื่อสุขภาพ ในปัจจุบันจะนิยมนำดอกเก๊กฮวยแห้งมาต้มเป็นน้ำสมุนไพร หรือจิบเป็นชาสมุนไพรกันเสียมากกว่าจะนำดอกเก๊กฮวยมาใช้ภายนอก ดังนั้นเรามาดูวิธีทำน้ำเก๊กฮวยกันค่ะ

วิธีทำน้ำเก๊กฮวย

1. ใช้ดอกเก๊กฮวยแห้งประมาณ 1 กำมือ นำมาต้มกับน้ำเดือดประมาณ 2 ลิตร

2. ต้มดอกเก๊กฮวยสัก 2-3 นาที แล้วใส่น้ำตาลทรายลงไป (ความหวานตามชอบ)

3. คนสักพักพอให้น้ำตาลทรายละลายจนหมด ปิดไฟ พักไว้จนเย็น

4. เมื่อน้ำเก๊กฮวยพออุ่น ๆ สามารถเทใส่แก้วแล้วดื่มได้เลย หรือจะพักน้ำเก๊กฮวยให้เย็นจากนั้นเติมน้ำแข็งดื่มแบบเย็น ๆ ให้ชื่นใจก็ได้

ทั้งนี้ในการต้มน้ำเก๊กฮวย บางคนอาจใส่ใบเตยลงไปด้วยเพื่อเพิ่มกลิ่นหอม หรืออาจใส่ลูกพุดจีนเพิ่มสีเหลืองให้น้ำเก๊กฮวยมีสีสันมากกว่าเดิมก็ได้เช่นกันค่ะ ว่าแล้วก็ไปหาน้ำเก๊กฮวยมาดื่มเพื่อสุขภาพกันบ้างดีกว่าเนอะ 😉

ขอบคุณแหล่งที่มา https://health.kapook.com

สรรพคุณมะหาด สรรพคุณสมุนไพรช่วยให้ผิวขาว ประโยชน์ยาวไปยันสุขภาพ

No Comments
สรรพคุณมะหาด

สรรพคุณมะหาด มะหาดขึ้นชื่อว่าเป็นสมุนไพร

สรรพคุณมะหาด ช่วยให้ผิวขาวอย่างเห็นผล แต่ใครเลยจะรู้ว่าสรรพคุณของมะหาดยังมีดีต่อสุขภาพในด้านอื่น ๆ ด้วย

ถ้าพูดถึงสมุนไพรช่วยให้ผิวขาว มะหาด คงเป็นสมุนไพรที่หลายคนนึกถึงเป็นอันดับต้น ๆ แต่นอกจากสรรพคุณมะหาดจะช่วยให้ผิวขาวแล้ว มะหาดยังมีสรรพคุณดี ๆ ต่อสุขภาพเราด้วยนะคะ และวันนี้เราก็มีเรื่องราวของมะหาด พร้อมสรรพคุณของมะหาดมาบอกต่อ

มะหาด สมุนไพรเลื่องชื่อด้านความสวยความงาม

มะหาดมีถิ่นกำเนิดจากทวีปเอเชียใต้ ชื่อทางวิทยาศาสตร์ของมะหาดคือ Artocarpus lakoocha Roxb. มะหาดเป็นไม้ยืนต้นในวงศ์ Moraceae ส่วนในไทยส่วนใหญ่จะรู้จักสมุนไพรชนิดนี้ในชื่อมะหาด แต่มะหาดก็ยังมีชื่อตามท้องถิ่นอื่น ๆ อีกคือ กาแย ตาแป ตาแปง (มลายู นราธิวาส) มะหาดใบใหญ่ (ตรัง) หรือบ้างก็เรียกสั้น ๆ ว่า หาด

มะหาด ลักษณะทางพฤกษศาสตร์เป็นอย่างไร

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของมะหาดเป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ สูงประมาณ 15-25 เมตร ลำต้นตั้งตรง ผิวเปลือกมะหาดมีลักษณะแข็ง ขรุขระ และมีสีน้ำตาลดำ หรือสีเทาแกมน้ำตาล

มะหาดเป็นพืชใบเดี่ยว รูปทรงไข่ โคนเว้ามน ปลายแหลม กว้าง 5-12 เซนติเมตร ยาว 8-15 เซนติเมตร ขอบใบหยักเป็นฟันเลื่อยเล็ก ๆ ใบมะหาดจะเรียงสลับกัน ใบอ่อนจะมีขน ส่วนใบแก่ขอบจะเรียบ

ดอกมะหาดมีสีเหลืองออกเขียวนิด ๆ ขนาดเล็ก ดอกมะหาดจะออกเป็นช่อกลม ๆ ตามง่ามใบ ฤดูออกดอกมะหาดจะอยู่ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ไปจนถึงเมษายน ส่วนผลของมะหาดจะเป็นลูกกลม แป้น มีขนาดใหญ่ เส้นผ่าศูนย์กลาง 6-8 เซนติเมตร ผลมะหาดจะมีเปลือกขรุขระ เนื้อผลค่อนข้างนุ่ม ผลมะหาดจะออกสีเขียว ๆ เมื่อยังไม่แก่ แต่ถ้าแก่แล้วผลมะหาดจะออกสีน้ำตาลอมเหลือง ในผลมะหาดจะมีเมล็ด 1 เมล็ด ผลมะหาดจะออกช่วงเดือนมีนาคมไปจนถึงเดือนพฤษภาคม

มะหาด สรรพคุณมากกว่าช่วยเรื่องผิว

แม้ว่าคนจะรู้จักมะหาดกันเพราะมะหาดเป็นส่วนผสมของโลชั่นหรือเครื่องสำอางอย่างสบู่มะหาด แต่จริง ๆ แล้วสมุนไพรชนิดนี้มีดีต่อสุขภาพมากกว่าที่คิด เอาเป็นว่าเรามาดูกันเลยค่ะ มะหาด สรรพคุณดียังไงบ้าง

ขับพยาธิ

ผงปวกหาดมีฤทธิ์ร้อนเมา สรรพคุณช่วยขับพยาธิตัวตืดและพยาธิไส้เดือนได้ โดยใช้แก่นมะหาดที่มีอายุ 5 ปีขึ้นไป นำมาต้มกับน้ำ เคี่ยวจนเกิดฟองขึ้น จากนั้นให้ช้อนฟองขึ้นมาตากแห้ง แล้วจะได้ผงสีเหลืองที่เรียกว่า ผงปวกหาด นำมาบดเป็นผงละเอียด ขนาดรับประทานครั้งละ 1-2 ช้อนชา (ประมาณ 3-5 กรัม) ผสมกับน้ำสุกเย็น ดื่มก่อนอาหารเช้า จากนั้นประมาณ​ 2 ชั่วโมงให้รับประทานดีเกลือหรือยาถ่ายตามเพื่อระบายท้อง ผงปวกหาดจะช่วยขับพยาธิไส้เดือนได้

ส่วนตำรับผงปวกหาดขับพยาธิตัวตืด ให้ใช้ผงมะหาด 1 ช้อนโต๊ะ ละลายในน้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ จากนั้นอีก 2 ชั่วโมงต่อมาให้รับประทานยาถ่ายตาม แต่สำหรับเด็กให้ใช้ผงมะหาดครึ่งช้อนโต๊ะ ละลายในน้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ อีก 2 ชั่วโมงต่อมาค่อยรับประทานยาถ่ายตาม

ขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ

แก่นเนื้อไม้มะหาดมีรสร้อน ช่วยขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ จัดเป็นยากระษัยเส้นสูตรโบราณ ช่วยให้เจริญอาหาร แก้เส้นเอ็นพิการ แก้ท้องผูก โดยวิธีใช้ให้ต้มเอาผงปวกหาดดังวิธีข้างต้น จากนั้นเก็บเอาผงมะหาดมาผสมกับน้ำสุกเย็นครั้งละ 1-2 ช้อนชา จิบเมื่อมีอาการ

ขับโลหิต แก้น้ำเหลืองเสีย

แก่นเนื้อมะหาดมีฤทธิ์ร้อนจึงช่วยขับโลหิตและน้ำเหลืองเสียได้ รวมไปถึงช่วยแก้หอบหืด ขับเสมหะ ขับปัสสาวะได้อีกด้วย วิธีใช้ก็ผสมผงมะหาดกับน้ำต้มสุกเช่นเคย

แก้ไข้

รากมะหาดมีสรรพคุณช่วยแก้ไข้ ขับพิษร้อนใน แก้กระษัยเส้นเอ็น แก้ไข้ฝีภายใน เปลือกมะหาดก็มีฤทธิ์แก้ไข้ได้เช่นกัน โดยใช้เปลือกต้นเอาน้ำมาดื่มแก้ไข้

แก้ผื่นคัน

ผงปวกหาดที่ได้มาจากต้นมะหาดสามารถนำมาทาแก้ผื่นคันได้ โดยละลายผงมะหาดกับน้ำต้มสุก จากนั้นมาทาที่ผิวบริเวณที่มีผื่นคัน ทั้งนี้มีการบันทึกไว้ว่า ประเทศอินเดียและเนปาลใช้เปลือกต้นต้มนำแล้วสกัดเอาน้ำเปลือกมะหาดมาทารักษาสิว

อย่างไรก็ตาม การใช้สมุนไพรมะหาดอาจมีผลข้างเคียง เช่น อาการแพ้ มีผื่นคันขึ้น หน้าแดง ผิวแดง คัน ตาแดง มีไข้ ได้ในบางราย แต่อาการแพ้จะหายได้เองภายใน 1-2 วัน

มะหาดก็มีข้อควรระวัง

นอกจากอาการแพ้มะหาดแล้ว ยังมีข้อควรระวังในการใช้สมุนไพรมะหาดโดยห้ามรับประทานผงปวกหาดกับน้ำร้อน เพราะอาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียนได้

มะหาด สมุนไพรช่วยให้ผิวขาวจริงไหม

สรรพคุณมะหาดอันเลื่องลือว่าเป็นสมุนไพรช่วยทำให้ผิวขาวได้ ประเด็นนี้มะหาดจะบำรุงผิวให้ขาวใสอย่างเห็นผลจริงไหม ลองมาหาคำตอบกันเลย

ขอบคุณแหล่งที่มา https://health.kapook.com