เดือน: กุมภาพันธ์ 2019

สมุนไพรกระเบากลัก

No Comments
สมุนไพรกระเบากลัก

สมุนไพรกระเบากลัก

สมุนไพรกระเบากลัก

สมุนไพรกระเบากลัก
กระเบากลัก ชื่อวิทยาศาสตร์ Hydnocarpus ilicifolius Kingปัจจุบันถูกจัดอยู่ในวงศ์ ACHARIACEAE มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า จ๊าเมี่ยง (แพร่, สระบุรี), กระเบาหิน (อุดรธานี), กระเบียน ขี้มอด (จันทบุรี), กระเบาซาวา (เขมร-จันทบุรี), กระเบาพนม (เขมร-สุรินทร์), กระเรียน (ชลบุรี), คมขวาน หัวค่าง (ประจวบคีรีขันธ์), หัวค่าง (สุราษฎร์ธานี), ดูกช้าง (กระบี่), บักกรวย พะโลลูตุ้ม (มลายู-ปัตตานี), กระเบาลิง (ทั่วไป) เป็นต้น

ลักษณะของกระเบากลัก
ต้นกระเบากลัก จัดเป็นพรรณไม้ยืนต้นขนาดกลาง ลำต้นค่อนข้างเปลาตรง มีความสูงได้ประมาณ 5-10 เมตร เปลือกลำต้นเป็นสีน้ำตาลอมแดง ผิวเรียบ ตามกิ่งอ่อนมีขนสีน้ำตาลแดงขึ้นปกคลุม ส่วนกิ่งแก่เกลี้ยง ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะกล้าจากเมล็ด ชอบน้ำปานกลางและแสงแดดแบบครึ่งวัน มีเขตการกระจายพันธุ์ในภูมิภาคอินโดจีน และแหลมมลายู ส่วนในประเทศไทยพบได้ทั่วทุกภาค โดยมักขึ้นในป่าเบญจพรรณ ป่าดิบแล้ง ตามเขาหินปูน และใกล้ชายทะเล บนพื้นที่ตั้งแต่ระดับน้ำทะเลจนถึงความสูงประมาณ 800 เมตร

ใบกระเบากลัก ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปรียาวขอบขนานหรือรูปใบหอก ปลายใบเรียวหรือค่อนข้างเรียวแหลม โคนใบมน หรือสอบ ส่วนขอบใบหยักเป็นฟันเลื่อยห่าง ๆ ช่วงปลายใบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 3-7.5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 7.5-16 เซนติเมตร หลังใบเรียบเป็นมันสีเขียวเข้ม ส่วนท้องใบเรียบ เส้นแขนงใบเยื้องกันข้างละ 7-10 เส้น ส่วนเส้นใบย่อยเป็นร่างแห ทั้งเส้นแขนงใบและเส้นใบย่อยสามารถเห็นได้ชัดเจนทั้งสองด้าน ก้านใบยาวประมาณ 0.6-1.5 เซนติเมตร

ดอกกระเบากลัก ดอกแยกเพศอยู่คนละต้น ออกดอกเป็นช่อกระจุกตามซอกใบ ช่อละประมาณ 2-10 ดอก ก้านช่อดอกยาวประมาณ 1.5 เซนติเมตร มีขนสีน้ำตาลแดง ดอกย่อยเป็นสีขาวหรือสีเหลืองอมเขียว กลีบดอกมี 4 กลีบ สีขาวหรือสีเหลืองอมเขียว ลักษณะเป็นรูปขอบขนาน ปลายตัด ความยาวไล่เลี่ยกับกลีบเลี้ยง มีขนที่ปลายกลีบ ด้านนอกเกลี้ยง ที่โคนก้านในมีเกล็ดรูปเกือบสี่เหลี่ยม ส่วนกลีบเลี้ยงมี 4 กลีบ ลักษณะค่อนข้างกลม มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 4 มิลลิเมตร ดอกเพศผู้มีเกสรประมาณ 14-20 อัน ก้านชูอับเรณูสั้น มีขน ส่วนดอกเพศเมีย จะมีเกสรเพศผู้ที่ไม่สมบูรณ์จำนวน 15 อัน รังไข่เป็นรูปไข่ มีขนสีน้ำตาลแดง ยอดเกสรเพศเมียแยกเป็นแฉก 4 แฉก

ผลกระเบากลัก ผลมีลักษณะเป็นรูปทรงกลม มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 4-8 เซนติเมตร เปลือกผลแข็ง ผิวผลเรียบและมีขนนุ่มสีดำ สีน้ำตาลดำ หรือสีน้ำตาลแดง ลักษณะคล้ายกำมะหยี่ ภายในผลมีเมล็ดสีขาว มีเนื้อหุ้มเมล็ดอัดกันแน่นรวมกันประมาณ 10-15 เมล็ด ลักษณะของเมล็ดเป็นรูปไข่ มีขนาดกว้างประมาณ 1-1.5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 1.3-2.2 เซนติเมตร

สรรพคุณของกระเบากลัก
รากและเนื้อไม้ใช้เป็นยาดับพิษทั้งปวง แก้เสมหะเป็นพิษ (รากและเนื้อไม้) i99bet
เมล็ดใช้เป็นยาถ่ายพยาธิ (เมล็ด)
ผลใช้เป็นยาแก้โรคผิวหนัง โรคเรื้อน มะเร็ง คุดทะราด (ผล, เมล็ด)
ใบใช้เป็นยาแก้พิษบาดแผล ฆ่าพยาธิบาดแผล และแก้กลากเกลื้อน (ใบ)
บางข้อมูลระบุว่า เมล็ดนอกจากจะใช้ทำยาถ่ายพยาธิ ยังใช้เป็นยารักษาโรคผมร่วงได้ด้วย (ไม่มีอ้างอิง)
ประโยชน์ของกระเบากลัก
ต้นกระเบากลักจัดเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กที่มีรูปทรงสง่างาม เรือนยอดกลม แผ่นใบหนา มีผลสีดำกำมะหยี่ดูสวยงาม สามารถนำมาปลูกเพื่อเป็นไม้ให้ร่มเงาได้เป็นอย่างดี จะปลูกตกแต่งบริเวณบ้าน สวนหย่อม หรือที่ทำการก็ได้ สามารถปลูกได้ตั้งแต่ที่ราบไปจนถึงภูเขาที่ไม่สูงมากนัก
เนื้อผลรับประทานได้ ลิงชอบกินเป็นพิเศษ
เนื้อไม้ใช้ประโยชน์ในงานก่อสร้าง ทำกระดาน เครื่องจักสาน เครื่องแกะสลัก ด้ามเครื่องมือทางการเกษตร เครื่องมือใช้สอยต่าง ๆ และใช้ทำฟืนและถ่าน
เมล็ดนำไปบดเพื่อใช้สกัดเอาน้ำมัน เพื่อนำไปใช้อุตสาหกรรมการผลิตสบู่ เทียนไข น้ำมันใส่ผม น้ำมันหล่อลื่น ฯลฯ

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com…

สมุนไพรกระทุ่มนา พรรณไม้ต้นผลัดใบขนาดกลาง เป็นทรงพุ่มกลม

No Comments
สมุนไพรกระทุ่มน

สมุนไพรกระทุ่มนา

สมุนไพรกระทุ่มนา กระทุ่มนา ชื่อสามัญ Mitrayna Korth

กระทุ่มนา ชื่อวิทยาศาสตร์ Mitragyna diversifolia (Wall ex G.Don) Havil (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Mitragyna javanica Koord. & Valeton) จัดอยู่ในวงศ์เข็ม (RUBIACEAE) เช่นเดียวกับกระทุ่มบก

มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ถ่มพาย (เลย), โทมน้อย (เพชรบูรณ์), กระทุ่มดง (กาญจนบุรี), กาตูม (เขมร-จันทบุรี), ตำ (ส่วย-สุรินทร์), ท่อมนา (สุราษฎร์ธานี), ท่อมขี้หมู (สงขลา), กระท่อมขี้หมู ตุ้มแซะ ตุ้มน้อย ตุ้มน้ำ (ภาคเหนือ), กระทุ่มน้ำ (ภาคกลาง), กระทุ่มหมู, กว้าวตุ้ม, ตู้ม, แซะ เป็นต้น

 

ลักษณะของกระทุ่มนา
ต้นกระทุ่มนา จัดเป็นพรรณไม้ต้นผลัดใบขนาดกลาง เป็นทรงพุ่มกลม มีความสูงได้ประมาณ 8-15 เมตร แตกกิ่งแขนงต่ำ ลำต้นคดหรือเปลาตรง เปลือกลำต้นด้านนอกเป็นสีเทา หลุดออกเป็นแผ่นเล็ก ๆ มีรูระบายอากาศขนาดใหญ่ทั่วไป ทำให้ดูเปลือกขรุขระ ส่วนเปลือกด้านในเป็นสีเหลืองอ่อน เมื่อลำต้นแก่โคนต้นมักจะเป็นพูพอน นิยมขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด ชอบดินเหนียว ต้องการน้ำค่อนข้างมาก ควรปลูกในที่มีแสงทั้งวัน มีเขตการกระจายพันธุ์จากตอนใต้ของจีนจนถึงมาเลเซีย ในประเทศไทยพบขึ้นในป่าเบญจพรรณชื้นที่ค่อนข้างโปร่งใกล้น้ำและตามทุ่งนาทั่วไป

ใบกระทุ่มนา ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงตรงข้ามเวียนสลับตั้งฉากกัน ลักษณะของใบเป็นรูปไข่ รูปขอบขนาน รูปรี หรือรูปรีค่อนข้างกลม ปลายใบมน โคนใบมนหรือเว้าเล็กน้อย ส่วนขอบใบเรียบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 3-7 เซนติเมตร และยาวประมาณ 5-12 เซนติเมตร หลังใบเกลี้ยง ส่วนด้านล่างมีขนขึ้นประปรายหรือเกลี้ยง เนื้อใบค่อนข้างเหนียว เส้นใบมี 8-12 คู่ แยกเยื้องกันชัดเจน ปลายเส้นใบจรดเส้นใบถัดไป เส้นใบขนานกันเป็นระเบียบสวยงาม เห็นได้ชัดเจน ก้านใบยาวประมาณ 1-1.5 เซนติเมตร มีหูใบอยู่ระหว่างก้านใบคู่ละ 1 คู่ ลักษณะเป็นรูปรีหรือรูปไข่กลับ ยาวประมาณ 0.5-1.3 เซนติเมตร ปรากฏชัดเจนตามปลายกิ่ง

ดอกกระทุ่มนา ออกดอกเป็นช่อกระจุกซ้อน 3 ชั้น ระนาบเดียวกัน สลับกับตรงข้าม โดยจะออกตามซอกใบ มีใบประดับขนาดใหญ่ทุกชั้น ลักษณะคล้ายใบแซมห่าง ๆ มีเส้นใบเช่นเดียวกับใบปกติ ก้านใบเป็นสีแดง บริเวณส่วนล่างของช่อ ก้านช่อแยกออกเป็นมุม 45 องศาฯ ที่โคนก้านดอกแต่ละชั้น ก้านช่อดอกแต่ละชั้นจะยาวประมาณ 3-6 เซนติเมตร ก้านช่อกลม ดอกเป็นสีเหลืองแบบกระจุกแน่น ดูรวมกันแล้วเหมือนดอกกลม มีขนาดประมาณ 1-2 เซนติเมตร แต่ละช่อจะมีดอกเล็ก ไม่มีก้านดอก กลิ่นหอมแรง กลีบรองกลีบดอกเล็กมาก ติดกันคล้ายรูปถ้วย ขอบตัด กลีบดอกเป็นสีเหลือง โคนกลีบเชื่อมติดกันเป็นหลอดยาว ส่วนปลายแยกเป็นแฉก 5 แฉก ดอกมีเกสรเพศผู้ 5 อัน รังไข่อยู่ใต้วงกลีบ มีก้านเกสรเพศเมียยื่นพ้นปากหลอดกลีบดอก ดอกมีกลิ่นหอม ออกดอกในช่วงประมาณเดือนสิงหาคมถึงเดือนกันยายน
ผลกระทุ่มนา ผลมีลักษณะรูปทรงกลมหรือรูปไข่ขนาดเล็ก ผิวผลขรุขระ แข็ง อัดรวมกันเป็นก้อนกลม ผลเมื่อแห้งจะแตกออก ภายในมีเมล็ดมีปีก เป็นผลในช่วงระหว่างเดือนกันยายนถึงเดือนตุลาคม

สมุนไพรกระทุ่มนา

สรรพคุณของกระทุ่มนา
ใบมีรสขมเฝื่อนเมา มีสรรพคุณช่วยลดความดันโลหิตและออกฤทธิ์กดต่อประสาทและกล้ามเนื้อ (ใบ)
ยาแผนโบราณของไทยจะใช้ใบกระทุ่มนา (แทนใบกระท่อม) เป็นยาแก้ท้องร่วง ปวดมวนท้อง ซึ่งมีฤทธิ์เหมือนใบกระท่อม แต่อ่อนกว่า สามารถนำมาใช้แทนกันได้ (ใบ)
เปลือกต้นและใบใช้เป็นยาแก้บิดมูกเลือด (เปลือกต้น, ใบ)
เปลือกต้นมีรสฝาดร้อน ใช้เป็นยารักษาโรคผิวหนังทุกชนิด แก้มะเร็งคุดทะราด (เปลือกต้น)

ข้อมูลทางเภสัชวิทยาของกระทุ่มนา
ในใบกระทุ่มนามีอัลคาลอยด์ประเภท hteroyohimbine และ oxidole หลายชนิดด้วยกัน
ได้มีการนำ mitraphyline ซึ่งเป็นอัลคาลอยด์ประเภท oxindole ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา พบว่าอัลคาลอยด์ชนิดนี้มีสรรพคุณช่วยลดความดันโลหิตและออกฤทธิ์กดต่อกล้ามเนื้อเรียบในสัตว์ทดลอง
ประโยชน์ของกระทุ่มนา
เนื้อไม้ใช้ประโยชน์ในด้านการนำไปแปรรูปกระทุ่มนา
ใช้ประโยชน์ในด้านการปลูกเป็นไม้ประดับ ความน่าสนใจของต้นไม้ชนิดนี้คือจะมีลำต้นเปลาตรง เรือนยอดกลมมีดอกสีเหลืองพราวไปทั้งต้น ดอกมีกลิ่นหอมแรง ใบเขียวเกือบตลอดทั้งปี ผลัดใบไวและผลิใบไว ชอบขึ้นในที่ริมน้ำ ลำคลอง หรือตามป่าเบญจพรรณชื้น จึงสามารถนำมาปลูกประดับในที่ลุ่มน้ำท่วมขังได้ดี หรือจะปลูกเป็นไม้ประธานในการจัดสวนก็ไม่เลว โดยเฉพาะกับพื้นที่ที่น้ำมักมีการท่วมขังอยู่เสมอ i99bet

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com…

สมุนไพรกระถินเทศ

No Comments
สมุนไพรกระถินเทศ

สมุนไพรกระถินเทศ

สมุนไพรกระถินเทศ

สมุนไพรกระถินเทศ กระถินเทศ ชื่อสามัญ Cassie, Cassie Flower, Huisache, Needle Bush, Sponge Tree, Sweet Acacia, Thorny Acacia

มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า เกากรึนอง (กาญจนบุรี), บุหงาอินโดนีเซีย (กรุงเทพฯ), บุหงาละสะมะนา บุหงาละสมนา (ปัตตานี), กระถินเทศ กระถินหอม คำใต้ ดอกคำใต้ (ภาคเหนือ), กระถิน (ภาคกลาง), ถิน (ภาคใต้), กะถิ่นเทศ กะถิ่นหอม (ไทย), มอนคำ (เงี้ยว-แม่ฮ่องสอน), บุหงาเซียม (มลายู-ภาคใต้), อะเจ๋าฉิ่ว (จีน-แต้จิ๋ว), ยาจ้าวซู่ จินเหอฮวน (จีนกลาง) เป็นต้น

กระถินเทศ ชื่อวิทยาศาสตร์ Acacia farnesiana (L.) Willd. จัดอยู่ในวงศ์ถั่ว (FABACEAE หรือ LEGUMINOSAE) และอยู่ในวงศ์ย่อยสีเสียด (MIMOSOIDEAE หรือ MIMOSACEAE)

หมายเหตุ : พรรณไม้ชนิดนี้เคยใช้ชื่อ Acacia farnesia (L.) Willd. มาจนถึงปี ค.ศ.2005 แต่ในปัจจุบันได้เปลี่ยนมาอยู่ในสกุล Vachellia แล้วพร้อมกับชนิดอื่น ๆ แต่อย่างไรก็ตามอาจมีการเปลี่ยนกลับไปอยู่ในสกุลเดิมก็เป็นได้

ลักษณะของกระถินเทศ
ต้นกระถินเทศ จัดเป็นพรรณไม้พุ่มผลัดใบขนาดย่อม กิ่งมักคดไปมาแต่จะยืดจนเกือบตรงเมื่อต้นเจริญเติบโตขึ้น ลำต้นมีลักษณะตั้งตรง มีความสูงได้ประมาณ 2-4 เมตร ตามลำต้นและกิ่งก้านมีหนามแหลม กิ่งออกในลักษณะซิกแซ็ก เปลือกต้นเป็นสีคล้ำน้ำตาล ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด ปักชำกิ่ง ตอนกิ่ง เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนซุยและดินเหนียวที่อุ้มน้ำได้ดี ต้องการน้ำปานกลาง ควรปลูกในที่มีแสงแดดทั้งวัน มีถิ่นกำเนิดในอเมริกากลางและอเมริกาใต้ พบขึ้นเป็นวัชพืชทั่วไปในเขตร้อน

ใบกระถินเทศ ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกสองชั้น เรียงสลับ แกนกลางใบประกอบยาวประมาณ 4-6 เซนติเมตร ก้านใบประกอบยาวประมาณ 1-1.3 เซนติเมตร มีต่อมบนก้านใบ เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 0.2-0.4 มิลลิเมตร ไม่มีต่อมบนแกนกลางใบ ช่อใบย่อยมี 4-7 คู่ ยาวประมาณ 1.5-3 เซนติเมตร ก้านใบประกอบย่อยยาวประมาณ 2 มิลลิเมตร ส่วนใบย่อยออกเรียงตรงข้ามกัน มีประมาณ 10-20 คู่ ลักษณะของใบย่อยเป็นรูปดาบ หรือรูปขอบขนาน ปลายใบแหลม เบี้ยว ปลายเป็นติ่ง โคนใบตัด ไร้ก้าน ใบย่อยเป็นสีเขียวแก่มีขนาดยาวประมาณ 2-7 มิลลิเมตร โคนก้านใบมีหูใบแปลงรูปเป็นหนามแหลมตรงและแข็ง 1 คู่ ยาวประมาณ 3-5 เซนติเมตร
ใบกระถินเทศ

ดอกกระถินเทศ ออกดอกเป็นช่อกระจุกแน่น มีลักษณะเป็นพุ่มกลม มีหลายช่อออกเป็นกระจุก ก้านช่อยาวประมาณ 1.5-4.5 เซนติเมตร ช่อดอกทรงกลมมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 0.6-1 เซนติเมตร ที่โคนช่อมีวงใบประดับขนาดเล็ก 4-5 ใบ ดอกย่อยไร้ก้าน ใบประดับ 1 ใบ ยาวประมาณ 1 มิลลิเมตร มีขน กลีบเลี้ยงติดกันเป็นหลอด ยาวประมาณ 1.3-1.5 มิลลิเมตร ปลายแยกออกเป็น 5 กลีบ ลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยมขนาดเล็ก ยาวประมาณ 0.2 มิลลิเมตร เกลี้ยง ส่วนกลีบดอกติดกันเป็นหลอด ยาวประมาณ 2.5 มิลลิเมตร ปลายแยกออกเป็น 5 กลีบ ลักษณะของกลีบดอกเป็นรูปขอบขนานขนาดเล็ก ยาวประมาณ 0.5 มิลลิเมตร กลีบดอกเป็นสีเหลืองสด และมีกลิ่นหอมมาก ดอกมีเกสรเพศผู้จำนวนมาก แยกจรดโคน ก้านชูอับเรณูยาวประมาณ 3.5-5.5 มิลลิเมตร ส่วนรังไข่ยาวได้ประมาณ 1.5 มิลลิเมตร เกือบไร้ก้าน เกลี้ยง และมีขนละเอียด ก้านเกสรเพศเมียมีลักษณะเรียวยาว ขนาดยาวเท่า ๆ เกสรเพศผู้ ยอดเกสรมีขนาดเล็ก จะให้ดอกเมื่อต้นมีอายุประมาณ 3 ปี โดนจะออกดอกในช่วงระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนมีนาคม

ผลกระถินเทศ ออกผลเป็นฝัก ฝักมีลักษณะกลมเป็นรูปทรงกระบอก ยาวได้ประมาณ 2-9 เซนติเมตร มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1-1.5 เซนติเมตร ฝักจะตรงหรือโค้งงอเล็กน้อย ผิวฝักหนาเกลี้ยง เมื่อฝักแก่จะไม่แตก ภายในฝักมีเมล็ดประมาณ 15 เมล็ด เรียงเป็น 2 แถว เมล็ดมีลักษณะเป็นรูปรี แบนเล็กน้อย ยาวประมาณ 7-8 มิลลิเมตร มีรอย (pleurogram) รูปรี ยาว 6-7 มิลลิเมตร

สรรพคุณของกระถินเทศ

ตำรายาไทยจะใช้รากกระถินเทศกินเป็นยาอายุวัฒนะ (ราก)
หากเป็นวัณโรคมีร่างกายอ่อนแอ ให้ใช้รากแห้งประมาณ 15-30 กรัม ต้มเอาน้ำตุ๋นกับเป็ด หรือไก่ หรือเต้าหู้ (อย่างใดอย่างหนึ่ง) ใช้กินวันละครั้ง (รากแห้ง)
เมล็ดนำมาบดให้เป็นผง หรือคั่วกินเป็นอาหารปกติ จะช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ (เมล็ด)
ยาขี้ผึ้งจากดอกใช้เป็นยาแก้ปวดศีรษะ (ดอก)
เปลือกใช้เป็นยาแก้ไอ (เปลือก)
ยางจากรากใช้อม กิน เคี้ยวเป็นยาแก้ไอ แก้เจ็บคอ ช่วยทำให้คอชุ่ม (ยางจากราก) หรือใช้ยางเข้ายาแก้ไอ บรรเทาอาการระคายคอ (ยาง)

ใช้เป็นยารักษาแผลในคอ (ราก)
รากมีสรรพคุณทำให้อาเจียน (ราก) บ้างใช้เปลือกนำมาต้มกับหอมหัวใหญ่กินเป็นยาทำให้อาเจียน (เปลือกต้น)
เมื่อเป็นโรคเลือดออกตามไรฟัน ให้ใช้เปลือกต้นประมาณ 1 ส่วน น้ำ 20 ส่วน แล้วผสมกับขิงสดอีก 1 แง่ง ต้มให้เดือด แล้วกรองเอาแต่น้ำใช้บ้วนปากทุกเช้าเย็นเป็นประจำ (เปลือกต้น)ส่วนอีกข้อมูลระบุว่า ให้นำรากมาต้มรวมกับขิงใช้อมบ้วนปากแก้เหงือกอักเสบและมีเลือดออก (ราก)
ยาพื้นบ้านล้านนาจะใช้รากนำมาต้มกับน้ำอมเป็นยาแก้ปวดฟัน (ราก)
ใช้เป็นยาแก้โรคปอด (ยาง, รากและเมล็ด)
ยาชงจากดอกใช้กินแก้อาการอาหารไม่ย่อย (ดอก)
ฝักดิบจะมีรสฝาดมาก เมื่อนำมาต้มกับน้ำกินจะมีสรรพคุณเป็นยาแก้โรคบิดได้ (ฝักดิบสีเขียว)
เปลือกต้นมีรสฝาด ใช้ภายในเป็นยาแก้ท้องเสียได้ โดยนำมาต้มเอาน้ำกินแทนน้ำชา (เปลือกต้น)
ดอกใช้แช่กับเหล้ากินเป็นยาแก้ปวดท้อง และเป็นยากระตุ้น (ดอก)
ใช้เป็นยาแก้ริดสีดวงทวาร (เปลือกต้น)
เปลือกใช้ต้มแล้วกรองเอาแต่น้ำใช้ล้างแผล แก้ดากออก แก้ระดูขาว (เปลือกต้น)
เปลือกต้นมีสรรพคุณเป็นยาฝาดสมาน ใช้สมานแผลห้ามเลือด โดยนำมาบดเป็นผงโรยหรือพอกบริเวณบาดแผล หรือบดให้ละเอียดต้มแล้วกรองเอาน้ำใช้ล้างแผลหรือใช้ทาแผล โดยส่วนที่ใช้ต้องทำให้แห้งและใช้ประมาณ 1.5-3 กรัม (เปลือกต้น)
ใบอ่อนใช้ตำแล้วเอากากมาพอกแก้แผลเรื้อรังและแก้บาดแผล เมื่อนำมาต้มกรองเอาแต่น้ำจะใช้ล้างแผลได้ (ใบอ่อน)
รากใช้ภายนอกนำมาต้มแล้วกรองเอาน้ำใช้ล้างแผล หรือนำมาตำให้ละเอียดแล้วเอามาพอกแผล แก้ฝีมีหนอง โดยส่วนที่ใช้ต้องทำให้แห้ง และใช้ประมาณ 15-24 กรัม (ราก) ส่วนตำรับยาแก้ฝีมีหนองหลายตัวนั้น ระบุให้ใช้รากสดประมาณ 60 กรัม ถ้ามีหนองน้อยให้นำมาตุ๋นกับเป็ดหรือไก่กิน แต่ถ้ามีหนองมากให้นำมาตุ๋นกับเต้าหู้กิน (รากสด)
เนื้อหุ้มเมล็ดใช้ตำแล้วนำมาพอกแก้ฝีหลายหัวและใช้แก้เนื้องอก (เนื้อหุ้มเมล็ด)
ใช้รักษาฝีหนองในร่างกาย (รากและเมล็ด)
ฝักดิบใช้ต้มเอาน้ำล้างแผลแก้ผิวหนังที่มีอาการเยื่อเมือกอักเสบ เช่น ที่คอและตา (ฝักดิบสีเขียว) ส่วนราก เปลือก และใบ ก็มีรสฝาดเช่นกัน สามารถนำมาต้มแล้วกรองเอาน้ำใช้ล้างผิวหนังที่มีอาการเยื่อเมือกอักเสบ เช่น ที่คอและตาได้ (ราก, เปลือกต้น, ใบ)
รากใช้เป็นยาทาแก้พิษจากแมลงสัตว์กัดต่อย (ราก)
รากใช้เป็นยาพอกแก้บวม (ราก) บ้างใช้รากผสมกับเหล้าตำพอกแก้แขนขาบวมและอักเสบ (ราก)
รากใช้ต้มกับน้ำกินเป็นยาแก้อักเสบ ปวดข้อ แก้โรคไขข้ออักเสบ (ราก)
ตำรับยาแก้อาการปวดตามข้อ แก้ฝีหนองในปอด จะใช้รากสดประมาณ 60 กรัม นำมาตุ๋นกับเป็ด หรือไก่ หรือเต้าหู้ อย่างใดอย่างหนึ่งกิน (รากสด)
ใบแก่ใช้ตำแล้วคั้นเอาน้ำจากใบมาทาบริเวณเอวและหลัง จะช่วยบรรเทาอาการปวดได้ (ใบแก่)
ดอกใช้เป็นยาแก้เกร็ง (ดอก)
ยางใช้ผสมกับยาผงปั้นเป็นเม็ดผสมกับยาอื่น แก้เยื่ออ่อนของอวัยวะภายในอักเสบ เพิ่มความชุ่มชื้น (ยาง)
ตำรับยาบำรุงหัวใจพื้นบ้านของอำเภอทับคล้อ จังหวัดพิจิตร จะใช้ลำต้นกระถินเทศ 2-3 กิ่ง นำมาตำหรือทุบ แล้วนำไปต้มกับน้ำครึ่งลิตรพอเดือด ทิ้งให้อุ่น ให้หญิงคลอดลูกที่อ่อนเพลียเนื่องจากการตกเลือด ดื่มเป็นยาบำรุงหัวใจจะสดชื่นขึ้นทันที แต่จะให้ดื่มหลังจากที่ดื่มน้ำใบเสนียด ซึ่งเตรียมได้จากการนำใบเสนียดสด ๆ 5 ใบ มาโขลกกับเกลือเล็กน้อยดื่มเพื่อเป็นยาห้ามเลือด ถ้ายังไม่หายอ่อนเพลียก็จะให้รับประทานน้ำต้มจากกิ่งกระถินเทศ (ข้อมูลจากการสัมภาษณ์บุคคล ยังไม่ได้รับการพิสูจน์)

หมายเหตุ : กรณีใช้ภายในให้ใช้ต้นสดครั้งละ 30-60 กรัม ถ้าเป็นต้นแห้งให้ใช้ครั้งละ 15-30 กรัม นำมาต้มกับน้ำรับประทาน ส่วนการใช้ภายนอกให้ใช้ได้ตามความต้องการส่วนของยางที่นำมาใช้ ให้ใช้ยางสด ส่วนของใบให้ใช้ใบสด ส่วนเปลือกต้นและรากจะใช้แบบตากแห้งหรือแบบสดก็ได้ (สามารถเก็บไว้ได้ตลอดปี)

ข้อควรระวัง : เกสรจากดอกเมื่อเข้าตาอาจทำให้เคืองตาได้ i99bet

ข้อมูลทางเภสัชวิทยาของกระถินเทศ
สารสำคัญที่พบ ได้แก่ anisaldehyde, benzoic aldehyde, chotesterol, cresol, djenkolic acid, eugenol, hydrocyanic acid, kaempferol, kaempferol-7-galloyl0glycoside, N-acetyl, sulfoxide, linamarin, palmitic acid, pentadecanoic acid, sitostrol, stigmasterol, tannin, triacontan-l-o, tyramine
ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่พบ ได้แก่ ฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือด ลดความดันโลหิต ขยายหลอดลม เพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจ ทำให้กล้ามเนื้อมดลูกคลายตัว ลดการอักเสบ ต้านเชื้อแบคทีเรีย เสริมฤทธิ์ยานอนหลับ
ในการสกัดสารด้วยแอลกอฮอล์จากกระถินเทศ เมื่อนำมาละลายในน้ำขนาด 20-80 มิลลิกรัมต่อกรัม พบว่ามีฤทธิ์ทำให้หัวใจของกบที่แยกออกจากตัวนั้นบีบตัวลดลงเป็นจังหวะ ความแรงจากการบีบตัวลดลงชั่วคราวในช่วงแรก ต่อมาจะเพิ่มการบีบตัวขึ้นเป็นจังหวะ ส่วนความแรงของการบีบตัวของกระต่ายเมื่อใช้สารสกัดชนิดเดียวกัน พบว่าจะทำให้การบีบตัวในระยะแรกเพิ่มขึ้น ต่อมาก็จะลดลงเป็นจังหวะ ความแรงในการบีบตัวในขนาด 40-80 มิลลิกรัมต่อกรัม ก็จะทำให้หัวใจของสุนัขทั้งห้องบนและห้องล่างบีบตัวเพิ่มขึ้นในช่วงแรก ๆ ทำให้ความดันเลือดของสุนัขที่ทำให้สลบตกลงในช่วงระยะสั้น แล้วความดันเลือดก็จะสูงขึ้นเล็กน้อย นอกจากนี้สารที่สกัดได้จากกระถินเทศยังมีฤทธิ์ทำให้ปริมาตรและจังหวะในการหายใจของสุนัขเพิ่มขึ้นอีกด้วย
สารละลายที่ได้จากสมุนไพรชนิดนี้มีความเข้มข้น 1 ต่อ 1,000 ส่วน ทำให้สามารถแก้ฤทธิ์ของ acetylcholine และแบลเรียมคลอไรด์ที่มากระตุ้นกล้ามเนื้อมดลูกของหนูใหญ่ และยังมีฤทธิ์ยับยั้งจังหวะการบีบตัวตามปกติของกล้ามเนื้อมดลูกของหนูใหญ่ที่แยกจากตัว
จากการทดสอบฤทธิ์ของสารสกัดจากใบและเปลือกต้นกระถินเทศด้วยเอทานอลร้อยละ 70 ต่อการต้านมาลาเรียจากเชื้อ Plasmodium falciparum ที่ดื้อต่อยาคลอโรควิน พบว่าสารสกัดจากเปลือกต้นกระถินเทศมีฤทธิ์ต้านมาลาเรียจากเชื้อดังกล่าว โดยความเข้มข้นที่มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อได้ครึ่งหนึ่ง มีค่าเท่ากับ 1.3±0.2 มคก./มล. ส่วนสารสกัดจากใบกระถินเทศไม่สามารถต้านมาลาเรียได้ นอกจากนี้สารสกัดเปลือกต้นกระถินเทศ ยังสามารถต้านมาลาเรียจากเชื้อ Plasmodium berghei ได้ 32±5% …

สมุนไพรกระต่ายจันทร์เป็นพรรณไม้ล้มลุก

No Comments
สมุนไพรกระต่ายจันทร์เป็นพรรณไม้ล้มลุก

สมุนไพรกระต่ายจันทร์เป็นพรรณไม้ล้มลุก

 

สมุนไพรกระต่ายจันทร์เป็นพรรณไม้ล้มลุก

สมุนไพรกระต่ายจันทร์เป็นพรรณไม้ล้มลุกฤดูเดียว ที่มีลำต้นทอดนอนเลื้อยแผ่ไปตามพื้นดินที่ชื้นเย็น

ชื่อสามัญ Spreading-sneezeweed  มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า หญ้าจาม (เชียงใหม่), หญ้าขี้ตู้ด (น่าน), เหมือนโลด (นครราชสีมา), กระต่ายจันทร์ (กรุงเทพฯ), หญ้าจาม (ชุมพร), หญ้ากระจาม (สุราษฎร์ธานี), กระต่าย กระต่ายจาม กระตายจันทร์ หญ้ากระต่ายจาม หญ้าต่ายจาม หญ้าต่ายจันทร์ หญ้าผมยุ่ง สาบแร้ง (ภาคกลาง), โฮ่วเกี๋ยอึ้มเจี๋ยะเช้า (จีน), เอ๋อปุ๊สือเฉ่า (จีนกลาง) เป็นต้น

กระต่ายจันทร์ ชื่อวิทยาศาสตร์ Centipeda minima (L.) A.Braun & Asch. จัดอยู่ในวงศ์ทานตะวัน (ASTERACEAE หรือ COMPOSITAE)

ลักษณะของกระต่ายจันทร์   i99bet

ต้นกระต่ายจันทร์ จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุกฤดูเดียว ที่มีลำต้นทอดนอนเลื้อยแผ่ไปตามพื้นดินที่ชื้นเย็น ลำต้นมีขนาดเล็กและแตกกิ่งก้านมาก ส่วนปลายจะแตกกิ่งก้านชูตั้งขึ้นเล็กน้อย หรืออาจชูได้สูงถึง 15-30 เซนติเมตร ลำต้นที่ยังอ่อนอยู่จะมีขนยุ่งขึ้นปกคลุมคล้ายใยแมงมุม หรือบางต้นก็ค่อนข้างเรียบ ลำต้นเป็นสีเขียวอ่อน มีกลิ่นเหม็นเล็กน้อย ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด มีเขตการกระจายพันธุ์ในเขตร้อนของทวีปเอเชีย แอฟริกา และออสเตรเลีย ในประเทศไทยพบกระจายพันธุ์อยู่ทั่วทุกภาค โดยมักพบขึ้นตามบริเวณที่โล่ง ริมแหล่งน้ำ ริมชายฝั่งแม่น้ำ ตามนาข้าว หรือตามที่ชื้นแฉะ บนพื้นที่ตั้งแต่ระดับน้ำทะเลจนถึงที่ความสูงประมาณ 1,800 เมตร

ใบกระต่ายจันทร์ ใบเป็นใบเดี่ยวขนาดเล็ก ออกเรียงสลับ ใบจะเกิดจากต้นโดยตรงโดยที่ไม่มีก้าน ลักษณะของใบเป็นรูปช้อนแกมขอบขนาน ปลายใบแหลมหรือมน โคนใบสอบ ส่วนขอบใบหยักเป็นฟันเลื่อยห่าง ๆ หรือหยักเว้าเป็นง่ามข้างละ 2-3 หยัก ใบมีขนาดกว้างประมาณ 2-7 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 4-20 มิลลิเมตร ใบอ่อนใต้ท้องใบจะมีขน ส่วนใบแก่ขนนั้นจะหลุดออกไปจนเกลี้ยง เส้นใบเห็นได้ไม่ชัดเจน

ดอกกระต่ายจันทร์ ออกดอกเป็นช่อกระจุกแน่นตามซอกใบ ดอกย่อยเรียงตัวอัดกันแน่นเป็นรูปเกือบกลม หรือมีลักษณะกลมแบน ปลายกลมจักเป็นซี่ ๆ มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2-4 มิลลิเมตร ก้านช่อดอกสั้นมากหรือไม่มีก้านดอก โคนช่อมีใบประดับรองรับเป็นรูปช้อนขนาดเล็กจำนวนมากเรียงซ้อนประมาณ 2 ชั้น อยู่โดยรอบฐานรองดอกที่เป็นแผ่นกลมขนาดเล็กและนูนเล็กน้อย ดอกเพศเมียจะมีขนาดเล็กมากและมีจำนวนมาก เรียงเป็นวงบนฐานดอกล้อมรอบดอกสมบูรณ์เพศซึ่งมีขนาดเล็กกว่าและมีจำนวนน้อยกว่า ดอกเพศเมียจะมีกลีบดอกเป็นสีขาว โคนเชื่อมติดกันเป็นหลอดเรียว สั้นมาก ปลายแยกออกเป็นแฉก 2-3 แฉก รังไข่เล็ก ก้านเกสรเพศเมียสั้น ยอดเกสรเพศเมียแยกออกเป็นแฉก 2 แฉก ส่วนดอกสมบูรณ์เพศจะมีกลีบดอกเป็นสีเหลืองหรือสีเหลืองอมเขียวมีแถบสีม่วงแต้มอยู่ ซึ่งจะอยู่วงใน โคนกลีบติดกันเป็นหลอดสั้น ปลายแยกออกเป็นแฉก 4 แฉก รังไข่มีขนาดเล็ก มีเกสรเพศผู้ 4 อัน

ผลกระต่ายจันทร์ ผลเป็นผลแห้งไม่แตก ลักษณะของผลมักเป็นสี่เหลี่ยมรูปรีหรือเป็นรูปเกือบขอบขนาน มีขนาดเล็กมาก ยาวได้ประมาณ 1 มิลลิเมตร ด้านปลายหนา เปลือกด้านนอกมีขนสีขาวขึ้นปกคลุมเล็กน้อย

สรรพคุณของกระต่ายจันทร์
ทั้งต้นมีรสเผ็ด เป็นยาอุ่น ออกฤทธิ์ต่อตับและไต มีสรรพคุณช่วยทำให้โลหิตที่คั่งค้างตกทวารหนัก (ต้น)
ตำรายาไทยจะใช้ต้นสดและใบสดของต้นกระต่ายจันทร์ นำไปตำผสมกับเหล้า คั้นเอาแต่น้ำมาดื่มเป็นยาแก้ช้ำใน ช่วยให้เลือดกระจาย แก้ไอเป็นเลือด และแก้อาเจียน (ต้น, ใบ)
ใช้เป็นยาแก้เด็กเป็นตานขโมย ด้วยการใช้กระต่ายจันทร์ 3 เฉียน ยัดใส่ในไข่ ใช้ต้มรับประทาน (ต้น)
ยาพื้นบ้านล้านนาจะใช้ต้นกระต่ายจันทร์ นำไปผสมกับใบข่อยและเทียนดำ ใช้ตำสุมหัวเป็นยาแก้อาการปวดศีรษะ (ทั้งต้น)
ลำต้นใช้เป็นยาแก้โรคเยื่อบุตาอักเสบ ตาเป็นฝ้า เป็นยาบำรุงสายตา (ต้น)
ใช้เป็นยาแก้โรคฟันผุ หรืออาจใช้ลำต้นสด นำมาตำให้ละเอียดแล้วทำเป็นยาพอกที่แก้มแก้โรคปวดฟัน (ลำต้น)    ช่วยรักษาโรคมาลาเรีย (ลำต้น)
ตำรับยาแก้หวัดคัดจมูก จะใช้ต้นกระต่ายจันทร์ 20 กรัม นำมาต้มกับหัวหอม 5 หัว ใช้รับประทานเป็นยา (ต้น)ส่วนชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยงใช้ดอกสูดดมแก้หวัด (ดอก)
ใบและเมล็ดนำมาบดให้เป็นผง ใช้เป็นยาทำให้จาม (ใบและเมล็ด)
ตำรับยาแก้ไซนัส ริดสีดวงจมูก แก้จมูกอักเสบ จะใช้ต้นกระต่ายจันทร์สด ๆ นำมาตำให้แหลก แล้วนำไปใส่ในรูจมูก ถ้าเป็นต้นแห้งให้นำมาบดเป็นผงทำเป็นยานัตถุ์ จะช่วยให้จามและแก้หวัดได้ดี (ต้น)
ตำรับยาแก้ไอกรนหรือไอหอบชนิดเย็น จะใช้กระต่ายจันทร์ 20 กรัม นำมาต้มรับประทานโดยใส่น้ำตาลกรวด ถ้าใช้น้ำตาลทราย ต้องนับอายุ 3 ปี ต่อ 7.5 กรัม ต้มกับน้ำรับประทาน (ต้น)
ใช้เป็นยาแก้คอตีบอักเสบ (ต้น)
เมล็ดใช้เป็นยาขับพยาธิ (เมล็ด)
ช่วยรักษาโรคเกี่ยวกับทางเดินอาหาร ช่วยแก้เชื้อบิดอะมีบา (ต้น)
ใช้รักษาโรคริดสีดวงทวาร (ต้น)
ลำต้นใช้เป็นยาแก้ระงับพิษ แก้งูพิษกัด ช่วยดับพิษสุรา (ต้น)
ใช้เป็นยาใส่แผล (ต้น)
จีนจะใช้สมุนไพรชนิดนี้เป็นยาลดอาการบวม (ต้น)
ตำรับยาแก้ช้ำใน ฟกช้ำปวดบวม จะใช้ต้นกระต่ายจันทร์ 20 กรัม นำมาตำให้ละเอียดแล้วนำไปตุ๋นกับเหล้ารับประทาน ส่วนกากให้นำไปพอกบริเวณที่เจ็บ (ต้น)
ใช้เป็นยาขับลมชื้น แก้ไขข้ออักเสบเนื่องจากลมชื้นกระทบ (ต้น)
หมายเหตุ : วิธีใช้ตาม  ถ้าเป็นต้นสดให้ใช้ครั้งละ 6-20 กรัม นำมาต้มกับน้ำรับประทาน แต่ถ้าเป็นยาแห้งให้ใช้เพียง 5-10 กรัม ส่วนกรณีใช้ภายนอกให้ใช้ต้นสดได้ตามความเหมาะสม โดยทำเป็นยาพอก

ข้อควรระวัง : สตรีมีครรภ์ห้ามรับประทานสมุนไพรชนิดในรัฐควีนส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลีย มีผู้กล่าวถึงว่ามีพิษด้วย และในบางข้อมูลยังระบุด้วยว่า สมุนไพรชนิดนี้เป็นพิษต่อปศุสัตว์

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com…

สมุนไพรกระเจียวแดง

No Comments
สมุนไพรกระเจียวแดง

สมุนไพรกระเจียวแดง จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุกมีเหง้าอยู่ใต้ดิน

สมุนไพรกระเจียวแดง

สมุนไพรกระเจียวแดง
กระเจียวแดง ชื่อวิทยาศาสตร์ Curcuma sessilis Gage. จัดอยู่ในวงศ์ขิง (ZINGIBERACEAE) เช่นเดียวกับกระเจียวขาว

มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ว่านมหาเมฆ (สกลนคร), อาวแดง (ภาคเหนือ), กาเตียว (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, เลย), กระเจียว กระเจียวแดง (ภาคกลาง), จวด (ภาคใต้, ชุมพร, สงขลา), กระเจียวสี, กระเจียวป่า เป็นต้น

ลักษณะของกระเจียวแดง
ต้นกระเจียวแดง จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุกมีเหง้าอยู่ใต้ดิน อยู่ได้นานหลายปี มีความสูงได้ประมาณ 40-60 เซนติเมตร อาจขึ้นเป็นต้นเดียวหรือหลายต้นรวมกันเป็นกอ มีความสูงได้ประมาณ 20-60 เซนติเมตร มีเหง้าใหญ่รูปรี อยู่ในแนวดิ่ง ผิวเป็นสีน้ำตาล ภายในเป็นสีขาว ขยายพันธุ์ด้วยเหง้า มีเขตการกระจายพันธุ์ในพม่าตอนเหนือ ในประเทศไทยพบได้ทุกภาค โดยมักขึ้นตามป่าดิบทั่วไป ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง และที่โล่งทั่วไป

ใบกระเจียวแดง ใบมีลักษะเป็นกาบห่อรวมตัวกันแน่นเป็นลำต้นเทียม โดยจะเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปขอบขนานหรือรูปใบหอกแคบ ปลายใบแหลม โคนใบแหลม ส่วนขอบใบเรียบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 15-20 เซนติเมตร และยาวประมาณ 30-40 เซนติเมตร ผิวใบเกลี้ยงหรือมีขนสั้นนุ่ม เส้นใบขนาน

ดอกกระเจียวแดง ออกดอกเป็นช่อแน่นแบบช่อเชิงลด รูปทรงกระบอก ยาวได้ประมาณ 10-20 เซนติเมตร ก้านช่อดอกชูออกจากปลายลำต้นเทียม ช่อดอกย่อยแต่ละช่อจะมีดอกประมาณ 2-7 ดอก ใบประดับที่โคนช่อดอกรองรับดอกสีเขียว ดอกเป็นสีเหลือง หลอดกลีบเลี้ยงยาวประมาณ 1 เซนติเมตร หลอดกลีบดอกยาวประมาณ 1-2 เซนติเมตร มีขน แฉกบนเป็นรูปรี ส่วนแฉกด้านข้างแคบกว่าเล็กน้อย กลีบปากเป็นรูปไข่กลับ สีเหลือง ปลายแยกออกเป็นพู 2 พู เกสรเพศผู้ที่เป็นหมันเป็นรูปไข่กลับหรือรูปรี สีเหลือง มีขนสั้น ดอกมีเกสรเพศผู้ที่สมบูรณ์ มีจุดสีแดงจำนวนมาก โคนอับเรณูเรียวแหลมเป็นเดือย 2 อัน โค้งเข้าหากัน เกสรเพศเมีย มีรังไข่อยู่ใต้วงกลีบ มีขนสั้นขึ้นหนาแน่น ออกดอกในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนกรกฎาคม

ผลกระเจียวแดง ลักษณะของผลเป็นรูปไข่ ผิวมีขนหนาแน่น ส่วนเมล็ดมีรูปร่างคล้ายหยดน้ำ มีความยาวประมาณ 0.5 เซนติเมตร
สรรพคุณของกระเจียวแดง
กระเจียวมีเส้นใยอาหาร (Fiber) ที่เป็นตัวช่วยกระตุ้นให้ลำไส้บีบตัวขับถ่ายของเสียออกมา จึงช่วยป้องกันอาการท้องผูกได้ดี อีกทั้งเส้นใยอาหารยังสามารถจับคอเลสเตอรอลไว้เมื่อขับถ่ายออกมาถึงทำให้ลดระดับคอเลสเตอรอลในเส้นเลือดได้ และเมื่อเส้นใยสัมผัสสารพิษและสารที่ก่อให้เกิดมะเร็งที่มีอยู่ในอาหาร ร่างกายจึงได้รับสารพิษและสารก่อมะเร็งน้อยลงไปด้วย
ดอกอ่อนมีรสเผ็ดร้อน กลิ่นหอม ใช้เป็นยาขับลมในกระเพาะอาหาร ช่วยบรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ และลดกรดในกระเพาะอาหาร จึงช่วยทำให้รู้สึกสบายท้องและช่วยให้สุขภาพดี (ดอกอ่อน)
ดอกมีสรรพคุณช่วยแก้มดลูกอักเสบสำหรับสตรีหลังคลอด (ดอก)
หน่ออ่อนใช้เป็นยาสมานแผล (หน่ออ่อน)
เหง้าใช้เป็นยาแก้ปวดเมื่อย (เหง้า)
ประโยชน์ของกระเจียวแดง
หน่ออ่อนใช้รับประทานร่วมกับน้ำพริก ลาบ ก้อย ส้มตำ ส่วนช่อดอกอ่อนนำมาลวกให้สุก ใช้รับประทานกับน้ำพริกหรือปรุงเป็นแกง โดยหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ แกงรวมกับผักหวานปลาย่างและเครื่องแกง หรือจะกินดอกสดก็ได้ บางบ้านนิยมนำมาทำแกงส้มหรือไม่ก็นำมาแกล้มกับขนมจีน ลาบ ก้อย i99bet

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com…

สมุนไพรกรดน้ำ จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุกอายุ 2 ปี ลำต้นตั้งตรง มีความสูงได้ประมาณ 30-80 เซนติเมตร

No Comments
สมุนไพรกรดน้ำ

สมุนไพรกรดน้ำ กรดน้ำ ชื่อสามัญ Macao Tea, Sweet Broomweed

 

สมุนไพรกรดน้ำ

สมุนไพรกรดน้ำ  กรดน้ำ ชื่อวิทยาศาสตร์ Scoparia dulcis Linn ปัจจุบันจัดอยู่ในวงศ์เทียนเกล็ดหอย (PLANTAGINACEAE) มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ต้อไม้ลัด (สิงห์บุรี), เทียนนา (จันทบุรี), ปีกแมงวัน ผักปีกแมลงวัน (กาญจนบุรี), หูปลาช่อนตัวผู้ (ตราด), กรดน้ำ กระต่ายจามใหญ่ กัญชาป่า มะไฟเดือนห้า (กรุงเทพฯ), ตานซาน (ปัตตานี), ขัดมอนเทศ (ตรัง), หญ้าขัดหิน หญ้าจ้าดตู้ด หญ้าหัวแมงฮุน ยูกวาดแม่หม้าย (ภาคเหนือ), ขัดมอนเล็ก ขัดมอญเล็ก หนวดแมว หญ้าขัด หญ้าหนวดแมว (ภาคกลาง), ข้างไลดุ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน), หญ้าพ่ำสามวัน (เงี้ยว-แม่ฮ่องสอน), ปิงถางเฉ่า เหย่กานฉ่าน แหย่กานฉ่าน (จีนกลาง), เอี่ยกำเช่า (จีนแต้จิ๋ว) เป็นต้น

ลักษณะของกรดน้ำ
ต้นกรดน้ำ จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุกอายุ 2 ปี ลำต้นตั้งตรง มีความสูงได้ประมาณ 30-80 เซนติเมตร เป็นพุ่ม แตกกิ่งแผ่สาขามาก ลำต้นมีลักษณะเป็นเหลี่ยม ไม่มีขน กิ่งเล็กเรียว ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วน ระบายน้ำดี ชอบความชื้นค่อนข้างมาก และแสงแดดแบบเต็มวัน เป็นพรรณไม้พื้นเมืองของทวีปอเมริกาเขตร้อน ปัจจุบันพบขึ้นทั่วไปในเขตร้อนชื้น ส่วนในประเทศไทยพบขึ้นทั่วทุกภาค โดยมักขึ้นเป็นวัชพืชในที่รกร้าง ป่าผลัดใบ และพื้นทรายริมฝั่งแม่น้ำi99bet

ใบกรดน้ำ ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงตรงข้ามหรือเป็นวงรอบข้อ ข้อละ 3-4 ใบ แผ่นใบมีขนาดเล็กเป็นสีเขียว ลักษณะของใบเป็นรูปรีเรียว รูปใบหอกแกมรูปไข่ หรือรูปไข่แกมรูปสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด ปลายใบแหลม โคนใบเรียวสอบ ส่วนขอบใบจักเป็นฟันเลื่อยตรงส่วนใกล้โคนใบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 2-15 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 5-35 มิลลิเมตร ท้องใบมีต่อม ก้านใบสั้นมากหรือแทบไม่มี
ใบกรดน้ำ  ดอกกรดน้ำ ดอกมีขนาดเล็กสีขาว ออกดอกเดี่ยว ๆ ที่ง่ามใบ กลีบเลี้ยงและกลีบดอกมีวงละ 4 กลีบ โคนกลีบดอกเชื่อมติดกัน ปลายแยกออกเป็น 2 ปาก กลีบดอกเป็นสีขาว ส่วนกลีบเลี้ยงดอกเป็นสีเขียว ดอกมีเกสรเพศผู้ 4 อัน และมีเกสรเพศเมีย 1 อัน ดอกมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 4-5 มิลลิเมตร ยาวประมาณ 2 มิลลิเมตร ในต้นหนึ่งจะมีดอกมาก
ดอกกรดน้ำ ผลแห้ง พอแก่จะแตกออก ผลมีลักษณะค่อนข้างกลมหรือเป็นรูปไข่ มีขนาดประมาณ 2-3 มิลลิเมตร ภายในผลมีเมล็ดขนาดเล็กจำนวนมาก

สรรพคุณของกรดน้ำ
ใบมีรสฝาด ใช้เป็นยาบำรุงธาตุ (ใบ) ต้นมีสรรพคุณเป็นยาบำรุงธาตุ ช่วยเจริญอาหาร (ต้น) ส่วนดอกมีสรรพคุณช่วยเจริญไฟธาตุ (ดอก)
ชาวปะหล่องจะใช้ทั้งต้นนำมาต้มกับน้ำรวมกับต้นสาบแร้งสาบกาให้เด็กอาบแก้อาการเบื่ออาหาร (ทั้งต้น)
ต้นและใบใช้เป็นยาแก้โรคเบาหวาน โดยใช้ลำต้นและใบสด 1 กำมือ นำมาต้มกับน้ำ 3 แก้ว เคี่ยวนาน 30 นาที ใช้แบ่งนำมาดื่มก่อนอาหารเช้าและเย็น (ต้นและใบ) ส่วนบางตำราก็ระบุด้วยว่า ส่วนของรากก็มีสรรพคุณเป็นยา

แก้โรคเบาหวานได้เช่นกัน (ราก)
ทั้งต้นมีรสชุ่มหวาน ขมเล็กน้อย ไม่มีพิษ เป็นยาเย็น ออกฤทธิ์ต่อตับ กระเพาะ และลำไส้ใหญ่ มีสรรพคุณเป็นยาขับพิษร้อนถอนพิษไข้ แก้ไอร้อน ไอหวัด ลดไข้ แก้เด็กเป็นไข้อีสุกอีใส และช่วยขับเสมหะ (ทั้งต้น)
ยาพื้นบ้านจะใช้ทั้งต้นนำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้ไข้ ลดไข้ (ต้น, ราก, ใบ, ทั้งต้น) หากเด็กเป็นไข้ให้ใช้ลำต้นสดประมาณ 15 กรัม นำมาต้มใส่น้ำและน้ำตาลพอให้มีรสชาติ แล้วกรองเอาแต่น้ำกิน (ต้น) นอกจากนี้ยังมีข้อมูลที่ระบุด้วยว่าต้นมีสรรพคุณแก้พิษไข้ ส่วนรากมีสรรพคุณแก้ไข้ตัวเย็น เลือดเป็นพิษ

รากใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้ไข้มาลาเรีย (ราก)
ใช้เป็นยาแก้ไอ (ต้น, ใบ)ด้วยการใช้ลำต้นกรดน้ำสด ๆ ประมาณ 30-60 กรัม นำมาต้มให้เดือดแล้วเอาน้ำมารับประทานเป็นยาแก้ไอ รักษาอาการไอเนื่องจากปอดร้อน (ต้น) หรือถ้าเป็นหวัดและไอ ให้ใช้ต้นกรดน้ำสด 30 กรัม, สะระแหน่ 10 กรัม และพลูคาวอีก 15 กรัม นำมาต้มกับน้ำรับประทาน (ต้น)
ต้นใช้เป็นยาแก้อาเจียน (ต้น)
รากมีรสฝาด ใช้เป็นยาแก้ปวดศีรษะ (ราก)
ต้นมีรสฝาด ใช้เป็นยาแก้เหงือกบวม แก้ปากเปื่อย (ต้น) ส่วนอีกตำราว่าใช้ผลเป็นยาแก้เหงือกบวม (ผล)
ใช้เป็นยาแก้ปวดฟัน (ใบ)
รากใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้เจ็บคอ เสียงแหบ (ราก)หรือจะใช้ต้นสดประมาณ 120 กรัม นำมาตำให้ละเอียดแล้วคั้นเอาแต่น้ำมาผสมกับน้ำผึ้ง ใช้รับประทานเป็นยาแก้เจ็บคอก็ได้ (ต้น)
ใบใช้เป็นยาแก้หลอดลมอักเสบ (ใบ)
รากใช้เป็นยาแก้โรคหัวใจอ่อน (ราก)
ต้นใช้เป็นยาแก้ท้องเสีย ท้องเดิน ปวดท้อง แก้ลำไส้อักเสบ (ต้น) หากลำไส้อักเสบ ปวดท้อง ให้ใช้ลำต้นขนาดประมาณ 15-30 กรัม นำมาต้มให้เดือดแล้วกรองเอาแต่น้ำกิน (ต้น)
รากใช้เป็นยาแก้บิด แก้ท้องร่วง ช่วยสมานลำไส้ (ราก)ชาวเขาเผ่าแม้ว กะเหรี่ยง จะใช้ราก ทั้งต้น นำมาต้มกับน้ำดื่มหรือเคี้ยวกินเป็นยาแก้ปวดท้อง อาหารเป็นพิษ อาหารไม่ย่อย โรคกระเพาะอาหาร (ราก, ทั้งต้น)
ยาชงจากใบใช้ดื่มเป็นยาแก้อาการผิดปกติของระบบลำไส้ (ใบ)
ตำรายารักษาบิดติดเชื้อ จะใช้ต้นกรดน้ำสด 30 กรัม, หยางถีเฉ่า 30 กรัม และข้าวเก่าประมาณ 10-15 กรัม นำมาต้มกับน้ำ รับประทานวันละ 1 เทียบ (ต้น)
ใช้เป็นยาขับลม แก้จุกเสียด (ต้น, ใบ, ราก)
ใช้เป็นยาขับพยาธิ (ราก)
ผลมีรสฝาดเมา ใช้เป็นยาขับพยาธิไส้เดือน (ผล)
ใบใช้เป็นยาขับประจำเดือน ขับระดูขาวของสตรี (ใบ)
รากใช้เป็นยาขับปัสสาวะ (ราก) ต้นและใบใช้เป็นยาแก้ขัดเบา (ต้น ใบ ในฟิลิปปินส์จะดื่มน้ำต้มจากรากเป็นยาแก้ขัดเบา (ราก)[6] หรือหากมีอาการปัสสาวะขัดให้ใช้ลำต้นประมาณ 15-30 กรัม นำมาต้มให้เดือด แล้วกรองเอาแต่น้ำกินก็ได้ (ต้น)

ต้นมีสรรพคุณช่วยลดอาการบวมน้ำที่ขาจากการปัสสาวะ (ต้น)

ใช้เป็นยาแก้โรคไทฟอยด์ (ทั้งต้น)
ใบสดนำมาตำคั้นเอาน้ำทาหรือใช้พอกเป็นยารักษาแผลสด แผลถลอก แผลเรื้อรัง และช่วยห้ามเลือด (ใบ)ชาวกะเหรี่ยงเชียงใหม่จะใช้ทั้งต้นนำมาต้มแล้วเอาน้ำมาใส่แผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก ส่วนคนเมืองจะใช้ทั้งต้นนำไปต้มแล้วใช้ไอน้ำมารมแผลสดเพื่อช่วยให้แผลแห้งเร็วยิ่งขึ้น (ทั้งต้น)
ใช้เป็นยาแก้ผื่นคันตามผิวหนัง ด้วยการใช้ลำต้นที่สด ๆ นำมาตำให้ละเอียด คั้นเอาน้ำมาทาบริเวณที่เป็นผื่นคัน (ต้น, ราก)ส่วนชาวม้งจะใช้ทั้งต้นนำมาต้มกับน้ำอาบรักษาผื่นคัน ซึ่งใช้ได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ (ทั้งต้น)
ช่วยแก้ไฟลามทุ่งหรือเชื้อไวรัสตามผิวหนัง (ทั้งต้น)
ใช้เป็นยาแก้พิษฝี (ใบ, ดอก, ผล)
ช่วยลดอาการเป็นหัด เมื่อเป็นหัดให้ใช้ลำต้นสดนำมาต้มแล้วกรองเอาแต่น้ำกินติดต่อกัน 3 วัน (ต้น)
รากใช้ต้มกับน้ำอาบ ช่วยฆ่าเชื้อโรค แก้พิษ (ราก)
ผลใช้เป็นยาแก้ปวด (ผล)
ช่วยแก้อาการฟกช้ำ (ราก, ต้น, ใบ)
ใช้เป็นยารักษาอาการเท้าบวม ขาบวมจากการเป็นเหน็บชา ด้วยการใช้ลำต้นสดประมาณ 30 กรัม และน้ำตาลทรายแดง 30 กรัม นำมาต้มกับน้ำรับประทานก่อนอาหาร ใช้กินทุกเช้าและเย็นหลังอาหารส่วนอีกตำราว่าให้กินก่อนอาหารวันละ 2 ครั้ง(ต้น)
รากใช้ต้มกับน้ำดื่มร่วมกับลูกใต้ใบและหญ้าปันยอด เป็นยาแก้อาการปวดข้อ (ราก)
ใช้ต้นสด 1 กำมือ นำมาต้มกินหลังคลอด จะช่วยให้มารดาแข็งแรงและมีน้ำนมดี (ต้น)
ขนาดและวิธีใช้ : ต้นสดให้ใช้ครั้งละ 60-90 กรัม ส่วนยาแห้งให้ใช้ครั้งละ 20-30 กรัม นำมาต้มกับน้ำรับประทาน

ประโยชน์ของกรดน้ำ
ชาวปะหล่องและชาวลั้วะจะใช้ยอดอ่อนนำมารับประทานร่วมกับลาบ ชาวเมี่ยนจะใช้ใบนำมาเคี้ยวกินเล่น มีรสหวานหรือใช้รับประทานกับหรือใช้ใส่ในแกงเพื่อเพิ่มรสชาติให้กลมกล่อม ส่วนชาวกะเหรี่ยงแม่ฮ่องสอนและคนเมืองจะใช้ทั้งต้นลวกหรือต้มกินกับน้ำพริก มีรสหวานเล็กน้อย

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com…

สมุนไพรเถาคัน

No Comments
สมุนไพรเถาคัน

สมุนไพรเถาคัน

สมุนไพรเถาคัน

สมุนไพรเถาคัน มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า หุนแปแดง หุนแปขาว (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ), เครือหุนแป เถาคันแดง เถาคันขาว (ภาคกลาง) เป็นต้น
เถาคัน ชื่อสามัญ Virginia creeper, True Virginia creeper, Victoria creeper, Five-leaved ivy, Five-finger

เถาคัน ชื่อวิทยาศาสตร์ Parthenocissus quinquefolia (L.) Planch. (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Ampelopsis hederacea DC.) จัดอยู่ในวงศ์องุ่น (VITACEAE)

ลักษณะของเถาคันแดง
ต้นเถาคัน จัดเป็นพรรณไม้เลื้อย ชอบพาดพันตามต้นไม้ใหญ่ ผิวขรุขระ มีมือแตกออกจากข้อ ไม่มีขน ใช้สำหรับเกาะต้นไม้อื่น ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ดหรือแยกเอาต้นอ่อนจากกอเดิมไปปลูก ชอบแสงแดดจัด ขึ้นในดินไม่อุ้มน้ำ มักขึ้นตามที่รกร้าง ตามป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ป่าคืนสภาพ และตามป่าราบทั่วไป เถาคันที่เกิดขึ้นตามป่านั้นมักจะอยู่ได้จนเถามีขนาดใหญ่เท่าข้อมือของคน และถ้าตัดออกจะเห็นเนื้อภายในเป็นวง ๆ มีสีแดงสลับกัน ลักษณะคล้ายกับเถาวัลย์เปรียง พรรณไม้ชนิดนี้จะมีอยู่ด้วยกัน 2 ชนิด ชนิดต้นเขียวเราจะเรียกว่า “เถาคันขาว” ส่วนชนิดต้นที่เป็นสีแดงนั้นเราจะเรียกว่า “เถาคันแดง” ซึ่งชนิดสีแดงนี้จะนิยมนำมาใช้ปรุงเป็นยามากกว่า

ใบเถาคัน ใบเป็นใบประกอบ มีใบย่อย 3 หรือ 5 ใบ แตกจากก้านใบจุดเดียวกัน ลักษณะของใบย่อยเป็นรูปไข่ ปลายใบค่อนข้างแหลม โคนใบป้าน ส่วนขอบใบหยักเป็นฟันเลื่อยหรือเป็นคลื่น ใบมีขนาดกว้างประมาณ 2-3 เซนติเมตร และยาวประมาณ 5-10 เซนติเมตร แผ่นใบเรียบ เส้นกลางใบนูนเห็นได้เด่นชัด แผ่นใบเป็นสรเขียวเข้มเป็นมันเรียบ

ดอกเถาคัน ออกดอกเป็นช่อแบบซี่ร่ม แตกออกจากก้านช่อดอกหลักจุดเดียวกัน ออกเป็นช่อใหญ่สีแดง และดอกนั้นจะออกเป็นช่อใหญ่แบนและแน่น ดอกย่อยมีขนาดเล็กและมีจำนวนมาก ตั้งอยู่บนก้านดอกย่อย แต่ละช่อจะมีประมาณ 10-40 ดอก[4] ลักษณะของดอกคล้ายดอกกะตังบาย หรือดอกเถาวัลย์ปูน หรือฝิ่นต้น จะออกดอกในช่วงประมาณเดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายน

ผลเถาคัน ผลมีลักษณะกลม ผิวเรียบเป็นมัน ผลมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1.5-2 เซนติเมตร หรือมีขนาดเท่าผลมะแว้งหรือขนาดเท่าปลายนิ้วก้อย ผลดิบนั้นเป็นสีเขียว เมื่อสุกจะเปลี่ยนเป็นสีดำ ถ้าบีบจะมีน้ำออกเป็นสีม่วงแดง ทำให้คันมาก ผลจะออกในช่วงประมาณเดือนกรกฎาคมถึงเดือนสิงหาคม

การป้องกันและกำจัด : จะนิยมใช้วิธีการเขตกรรมทั่วไป เช่น ถาก ตัด เพื่อไม่ให้ออกดอก หรือใช้สารเคมีต่างๆ ในการกำจัด เช่น เป็นต้น

สรรพคุณของเถาคัน
เถาใช้ปรุงเป็นยาต้มกิน เป็นยารักษาโรคกษัย เป็นยาฟอกเลือด เป็นยาขับเสมหะ ขับลม รักษาอาการฟกช้ำภายใน และช่วยทำให้เส้นเอ็นหย่อน (เถา)
ใบนำไปอังกับไฟให้พอเหี่ยว ใช่ปิดฝีบ่มหนอง ถ้าฝีนั้นแตกก็จะทำให้ดูดหนองได้ คล้ายขี้ผึ้งอิดติโยนของฝรั่ง (ใบ)
ประโยชน์ของเถาคัน
ผลดิบใช้กินเป็นอาหารได้ (ให้รสชาติขมเล็กน้อย ใช้ใส่น้ำพริกและใช้แกงส้ม) (แต่มีข้อมูลชี้ว่าผลเถาคันแดงมีกรดออกซาลิคซึ่งเป็นสารพิษ หากได้รับในปริมาณมากจะทำให้เกิดอาการคัน เพราะสารนี้มีฤทธิ์ระคายเคืองต่อผนังกระเพาะลำไส้และจะถูกดูดซึมผ่านผนังที่อักเสบจนทำให้เกิดเป็นแคลเซียมออกซาเลทได้ มีผลทำให้ปริมาณของแคลเซียมอิออนลดลง ซึ่งภาวะเช่นนี้จะมีผลต่อการทำงานของหัวใจและประสาทส่วนกลาง ไตพิการ เนื่องจากมีการตกตะกอนของแคลเซียมออกซาเลท
ยอดอ่อนมีรสจืด มักนำมาลวก ต้ม จิ้มกับน้ำพริกหรือรับประทานเป็นผักสด

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com

สมุนไพรหนาดดำ

No Comments
สมุนไพรหนาดดำ

สมุนไพรหนาดดำ

สมุนไพรหนาดดำ

สมุนไพรหนาดดำ มีชื่อเรียกอื่นว่า ม่วงนาง (ชัยภูมิ), เกี๋ยงพาช้าง (ภาคเหนือ) บางตำราใช้ชื่อสมุนไพรชนิดนี้ว่า “หนาดคำ“

หนาดดำ ชื่อวิทยาศาสตร์ Acilepis squarrosa D.Don (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Vernonia squarrosa (D.Don) Less.) จัดอยู่ในวงศ์ วงศ์ทานตะวัน (ASTERACEAE หรือ COMPOSITAE)

ลักษณะของหนาดดำ
ต้นหนาดดำ จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุกอายุหลายปี ลำต้นตั้งตรง มีความสูงได้ประมาณ 40-100 เซนติเมตร มีขนสากมือ

ใบหนาดดำ ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปใบหอกแกมรูปไข่หรือรูปไข่กลับ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 2-3 เซนติเมตร และยาวประมาณ 4-8 เซนติเมตร ผิวใบด้านล่างมีขน

ดอกหนาดดำ ออกดอกเดี่ยวหรือออกเป็นช่อเล็ก ๆ ประมาณ 2-3 ดอก โดยจะออกตามซอกใบและที่ปลายกิ่ง ดอกมีขนาดประมาณ 1-2 เซนติเมตร กลีบดอกเป็นฝอยละเอียดสีม่วงเข้ม สีม่วงชมพู หรือสีม่วงแดง อัดกันแน่นอยู่บนกลีบเลี้ยงรูปถ้วยสีเขียว กลีบเลี้ยงเรียงซ้อนกันเป็นชั้นๆ ขึ้นไป สามารถออกได้ตลอดทั้งปี

ผลหนาดดำ ผลเป็นผลแห้ง ไม่แตก มีขนนุ่ม มี 10 สัน
สรรพคุณของหนาดดำ
ยาพื้นบ้านล้านนาจะใช้รากหรือต้นหนาดดำ นำมาผสมกับสมุนไพรต้นหรือรากผักอีหลืน ทั้งต้นสังกรณีดง ตรีชวาทั้งต้น และหัวยาข้าวเย็น ใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาถอนพิษจากแมลงสัตว์กัดต่อย (ต้น, ราก)

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com

สมุนไพรว่านน้ำเล็ก

No Comments
สมุนไพรว่านน้ำเล็ก

สมุนไพรว่านน้ำเล็ก

สมุนไพรว่านน้ำเล็ก

สมุนไพรว่านน้ำเล็ก  มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ไคร้น้ำ (เพชรบูรณ์), ว่านน้ำเล็ก (ภาคกลาง) เป็นต้น

ว่านน้ำเล็ก ชื่อวิทยาศาสตร์ Acorus calamus var. angustatus Besser (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Acorus asiaticus Nakai, Acorus rumphianus S.Y.Hu, Acorus tatarinowii Schott, Acorus terrestris Rumph. ex Schott) ปัจจุบันจัดอยู่ในวงศ์ว่านน้ำ (ACORACEAE)

ลักษณะของว่านน้ำเล็ก
ต้นว่านน้ำเล็ก จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุก มีลักษณะโดยรวมคล้ายกับต้นว่านน้ำมาก แต่จะมีความแตกต่างกันตรงที่จะมีขนาดของต้นที่เล็กกว่า และมีความสูงต่างกันมาก ส่วนเหง้านั้นมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 4-5 มิลลิเมตร ด้านนอกเป็นสีน้ำตาลอ่อน ส่วนภายในเป็นสีขาว เนื้อจะเป็นแป้งและมีรสฝาด มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการแยกหน่อ พรรณไม้ชนิดนี้มักขึ้นตามหนองบึง และตามก้อนหินในลำธารทั่วไป

ดอกว่านน้ำเล็ก ออกดอกเป็นช่อ ลักษณะของช่อดอกเป็นแท่ง แต่จะมีกาบสั้นกว่าต้นว่านน้ำ

สรรพคุณของว่านน้ำเล็ก
ทั้งต้นใช้เป็นยากระตุ้น เป็นยาบำรุงธาตุ (ทั้งต้น)
ช่วยทำให้สงบ (ทั้งต้น)
ใช้เป็นยาขับลม (ทั้งต้น)
ใช้รักษาอาการปวดท้องเนื่องจากอาหารไม่ย่อย (ทั้งต้น)
ช่วยระงับอาการปวด (ทั้งต้น)
ใช้เป็นยารักษาโรคชัก (ทั้งต้น)
ประโยชน์ของว่านน้ำเล็ก
ทั้งต้นใช้เป็นยาฆ่าแมลง
เนื่องจากว่านชนิดนี้มีน้ำมันหอมระเหย ซึ่งประกอบไปด้วย asarone bitter principle มันจึงถูกนำมาใช้ทำเป็นน้ำหอมด้วย

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com

สมุนไพรตีนนก

No Comments
สมุนไพรตีนนก

สมุนไพรตีนนก

สมุนไพรตีนนก

สมุนไพรตีนนก มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า สมอป่า สมอหิน สวองหิน (นครราชสีมา), ตะพุน ตะพุนทอง ตะพุ่ม (ตราด), เน่า (ลพบุรี), สมอตีนนก (ราชบุรี), ไข่เน่า (นครราชสีมา, ลพบุรี), กะพุน ตะพรุน (จันทบุรี), กานน สมอกานน (ราชบุรี, ประจวบคีรีขันธ์), นนเด็น (ปัตตานี), กาสามปีก (ภาคเหนือ), ตีนนก สมอบ่วง (ภาคกลาง), โคนสมอ (ภาคตะวันออก), นน สมอตีนเป็ด (ภาคใต้), ลือแม (มาเลย์-นราธิวาส), ไม้ตีนนก (ไทลื้อ) เป็นต้น
ตีนนก ชื่อวิทยาศาสตร์ Vitex pinnata L. จัดอยู่ในวงศ์กะเพรา (LAMIACEAE หรือ LABIATAE)

ลักษณะของตีนนก
ต้นตีนนก จัดเป็นพรรณไม้ยืนต้นผลัดใบขนาดเล็กถึงขนาดกลาง ผลิใบใหม่ได้ไว ลำต้นเปลาตรง มีความสูงได้ประมาณ 5-10 เมตร เรือนยอดเป็นพุ่มแผ่กว้างทึบ เปลือกต้นเป็นสีน้ำตาลปนเทา แตกเป็นสะเก็ดยาว ตามกิ่งอ่อนเป็นเหลี่ยมสี่มุมตามยาว ทั้งกิ่งอ่อนและยอดอ่อนมีขนนุ่มขึ้นปกคลุม พบขึ้นตามป่าเบญจพรรณ ป่าดิบแล้ง ป่าเต็งรัง ป่าชายหาด และชายป่าพรุทั่วทุกภาคของประเทศ

ใบตีนนก ใบเป็นใบประกอบแบบฝ่ามือ มีใบย่อย 3-5 ใบ ออกจากจุดเดียวกัน เรียงแบบตรงข้ามและตั้งฉาก ก้านช่อใบยาวประมาณ 5-14 เซนติเมตร ส่วนก้านใบย่อยไม่มี ลักษณะของใบย่อยเป็นรูปใบหอกถึงรูปไข่แกมใบหอก ใบมีขนาดกว้างประมาณ 4-6 เซนติเมตร และยาวประมาณ 10-13 เซนติเมตร ใบย่อยตรงกลางจะมีขนาดใหญ่กว่าใบย่อยด้านข้าง ปลายใบแหลม โคนใบแหลม ส่วนขอบใบเรียบ เนื้อใบหนา หลังใบเป็นสีเขียวเข้ม มีขนสาก ๆ ขึ้นประปราย ส่วนท้องใบมีสีจางและมีขนนุ่มขึ้นหนาแน่น เส้นแขนงใบมี 8-14 คู่ เส้นใบย่อยเป็นแบบเส้นร่างแห มองเห็นได้ชัดเจนทางด้านท้องใบ ยอดอ่อนมีขนคล้ายกำมะหยี่ ผิวใบด้านบนเรียบ ส่วนด้านล่างมีขนสั้น ๆ ขึ้นหนาแน่น ขนนุ่ม ก้านใบแผ่เป็นปีก ก้านใบย่อยสั้นมาก

ดอกตีนนก ออกดอกเป็นช่อแบบช่อแยกแขนง โดยจะออกที่ซอกใบและที่ปลายกิ่ง ยาวประมาณ 7-20 เซนติเมตร ดอกย่อยมีจำนวนมาก กลีบดอกมี 5 กลีบ กลีบบนมี 4 กลีบ ส่วนกลีบล่างมี 1 กลีบ กลีบดอกเป็นสีน้ำเงินหรือสีม่วงอ่อน โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอดรูปถ้วย ปลายแยกออกเป็น 2 ปาก ดอกมีเกสรเพศผู้ 4 อัน ติดกับหลอดกลีบดอก แบ่งเป็นอันยาว 2 อัน สั้น 2 อัน เกสรเพศเมียมีรังไข่อยู่เหนือวงกลีบ ส่วนกลีบเลี้ยงดอกจะมี 5 กลีบ เชื่อมติดกันเป็นรูปหลอดรูปถ้วย ปลายแยกเป็นติ่งรูปสามเหลี่ยม มีขนสั้น ไม่มีก้านดอก ออกดอกในช่วงประมาณเดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม

ผลตีนนก เป็นผลเดี่ยว สด ลักษณะของผลเป็นรูปทรงกลม มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1 เซนติเมตร มีกลีบเลี้ยงติดคงทน ผลอ่อนเป็นสีเขียว เมื่อแก่จะเปลี่ยนเป็นสีม่วงถึงดำ ภายในมีเมล็ดเดียวแข็ง เป็นผลในช่วงประมาณเดือนเมษายนถึงเดือนตุลาคม

สรรพคุณของตีนนก
เปลือกต้น แก่น และราก นำมาบดให้เป็นผง ใช้ละลายกับน้ำดื่มเป็นยาแก้ไข้ (เปลือกต้น, แก่น, ราก)
รากมีสรรพคุณเป็นยาช่วยขับลม (ราก)
ผลใช้เป็นยาแก้บิด (ผล)
ใบใช้ตำพอกแผล (ใบ)
ประโยชน์ของตีนนก
เนื้อไม้ตีนนกมีความแข็งแรง ทนทาน สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในงานก่อสร้างบ้านเรือน ทำที่อยู่อาศัย เครื่องมือทางการเกษตร และใช้ในการทำเชื้อเพลิง

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com